ผมเป็นเจ้าของโรงพยาบาลจิตเวชพิศวง - บทที่ 480 คำพูดของปรมาจารย์กระบี่
อีกด้านหนึ่ง โจวผิง หลินชีเยี่ย และหวงหยวนเต๋อนั่งอยู่ด้วยกัน มือถือไม้เสียบที่เหลือจากการกินอยู่สองสามอัน
พูดคุยกันอย่างไม่เป็นทางการ
แน่นอนว่ามีเพียงหลินชีเยี่ยและหวงหยวนเต๋อเท่านั้นที่พูดคุยกันอย่างเป็นกันเอง
โจวผิงกำไม้เสียบไว้ นั่งตัวแข็งทื่ออยู่บนเก้าอี้ มีสมาชิกหน่วย 009 เดินเข้ามาคุยกับเขาเป็นระยะ ใบหน้าเปี่ยมไป
ด้วยความชื่นชมระคนตื่นเต้น เพราะพวกเขาก็เพิ่งได้เห็นตัวจริงของปรมาจารย์กระบี่เป็นครั้งแรกเช่นกัน ถึงขนาดมี
สมาชิกบางคนขอลายเซ็นจากโจวผิงด้วย
ในระหว่างนี้ โจวผิงเหมือนเครื่องจักรพยักหน้าที่ไร้ความรู้สึก มือทั้งสองกำแน่นอย่างไม่เป็นธรรมชาติบนต้นขา
หลินชีเยี่ยถึงกับเห็นว่าหลังมือของเขาเริ่มมีเหงื่อผุดออก……
หวงหยวนเต๋อก็สังเกตเห็นภาพนี้เช่นกัน นึกถึงเหตุการณ์ตอนดื่มชากับโจวผิงวันนี้ ดูเหมือนจะเข้าใจบางอย่าง จึง
ส่งสายตาให้หลินชีเยี่ย ทั้งสองคนจึงอ้างว่าจะไปเข้าห้องน้ำแล้วเดินออกไปด้านข้าง
“หัวหน้าหลิน ปรมาจารย์กระบี่นี่……” หวงหยวนเต๋อกำลังเลือกคำพูดอย่างระมัดระวัง
“โรคกลัวสังคม” หลินชีเยี่ยเติมประโยคที่เหลือ
“อืม ไม่แปลกใจเลยที่ตอนคุยกับเขาวันนี้ รู้สึกว่าเขาดูไม่ค่อยสนใจตอบ ผมนึกว่านี่เป็นความหยิ่งของปรมาจารย์
กระบี่เสียอีก……”
“อ้อ หัวหน้าหลิน” หวงหยวนเต๋อเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ “วันนี้ผมโทรหาหัวหน้าหลีหงของเมืองหลินถังหลาย
ครั้ง แต่ไม่มีคนรับสายเลย”
“กำลังทำภารกิจอยู่หรือเปล่าครับ?”
“อาจจะเป็นไปได้ ยังไงผมจะลองโทรอีกครั้งคืนนี้ ถ้ายังติดต่อไม่ได้ พวกคุณก็เอาสิ่งนี้ไปด้วย” หวงหยวนเต๋อ
หยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากกระเป๋า ส่งให้หลินชีเยี่ย “ผมเขียนจดหมายถึงเขา อธิบายเรื่องของพวกคุณไว้แล้ว
ตอนนั้นคุณแค่เอาจดหมายนี้ให้เขา เขาก็จะเข้าใจ”
“ขอบคุณหัวหน้าหวงมากครับ”
“ไม่เป็นไร เรื่องเล็กน้อย” หวงหยวนเต๋อโบกมือ “หลีหงคนนี้เป็นคนเฟรนด์ลีอยู่แล้ว เข้ากับคนง่าย พวกคุณเจอ
เขาก็น่าจะเข้ากันได้ดี”
หวงหยวนเต๋อคิดสักครู่ “ยกเว้นปรมาจารย์กระบี่……”
หลินชีเยี่ยเห็นด้วยอย่างยิ่ง
“สำหรับอาการกลัวสังคมของปรมาจารย์กระบี่ พวกคุณมีความคิดอะไรไหม?” หวงหยวนเต๋อยังไม่คุ้นกับคำว่า
‘กลัวสังคม’ นี้
“การออกมาฝึกครั้งนี้ของพวกเรา ก็มีปัจจัยในการฝึกทักษะทางสังคมของท่านปรมาจารย์กระบี่อยู่ด้วย แต่
อาการกลัวสังคมนี้ ไม่ใช่สิ่งที่จะเปลี่ยนได้ในระยะเวลาสั้นๆ” หลินชีเยี่ยพูดช้าๆ “การจะเปลี่ยนแปลงสภาพปัจจุบันของ
ท่านปรมาจารย์กระบี่ จุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่พวกเรา แต่อยู่ที่ตัวเขาเอง”
“อยู่ที่ตัวเขาเอง?” หวงหยวนเต๋อครุ่นคิดครู่หนึ่ง “คุณหมายถึง ให้เขาเป็นฝ่ายยอมรับสังคมนี้เองงั้นเหรอ?”
“ไม่ผิด ถ้าเขาตัดสินใจที่จะปิดกั้นตัวเอง ไม่ว่าโลกภายนอกจะมีอิทธิพลต่อเขาอย่างไร เขาก็จะไม่เปลี่ยนแปลง
การบังคับให้เขาเข้าสังคมมากเกินไปจะยิ่งทำให้เขากลัวการเข้าสังคมมากขึ้น และเกิดผลตรงกันข้าม
การที่จะให้เขาเปิดใจเองนั้นต้องอาศัยจังหวะ จังหวะนี้อาจจะเล็กหรือใหญ่ก็ได้ สิ่งสำคัญคือต้องทำให้เขาเกิด
ความต้องการที่จะเข้าสังคม เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจเช่นนี้แล้ว เขาถึงจะค่อยๆ เริ่มกลมกลืนเข้ากับสังคมปกติ
ได้”
หลินชีเยี่ยถอนหายใจยาว “และการมีอยู่ของพวกเราเป็นเพียงแค่การทำตัวเป็นแบบอย่างให้เขา รอจนกว่าจะถึง
วันที่เขาพยายามเปิดใจ แต่ขาดประสบการณ์ทางสังคมอย่างมาก บางทีเขาอาจจะเลียนแบบนิสัยการเข้าสังคมของพวก
เรา เพื่อที่จะกลมกลืนเข้ากับสิ่งรอบข้างได้เร็วขึ้น”
หวงหยวนเต๋อฟังคำพูดของหลินชีเยี่ยจบ ดวงตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
“ไม่คิดว่าหัวหน้าหน่วยหลินจะมีความรู้ด้านจิตวิทยาด้วย”
“ก็แค่อ่านข้อมูลด้านนี้มาบ้างเท่านั้นเอง” หลินชีเยี่ยยิ้ม
ในบันทึกของหมอหลี่ที่เขาคัดลอกมา มีการวิเคราะห์กรณีศึกษาเกี่ยวกับโรคกลัวสังคมขั้นรุนแรงอยู่หลายกรณี
และสิ่งที่เขาพูดไปเมื่อครู่ ล้วนเป็นความเห็นที่หมอหลี่บันทึกไว้ในสมุด
หลินชีเยี่ยและหวงหยวนเต๋อกลับมานั่งที่เดิม สีหน้าของโจวผิงดูผ่อนคลายขึ้นบ้างแล้ว แต่โดยรวมยังดูตึงเครียด
อยู่ เขานั่งก้มหน้ากินเนื้อย่างเงียบๆ อย่างเดียว โดยไม่รู้ตัวว่าไม้เสียบหน้าเขากองเป็นภูเขาน้อยๆ แล้ว……
หลังจากทานอาหารเย็นอันแสนอร่อยเสร็จ หลินชีเยี่ยและคนอื่นๆ ก็กลับไปพักผ่อนที่โรงแรม เช้าวันรุ่งขึ้นก็ออก
เดินทางไปยังเมืองหลินถัง
หลินชีเยี่ยนั่งอยู่บนโซฟาในเครื่องบินส่วนตัว เหม่อมองเมฆสีขาวที่ลอยอย่างเชื่องช้าผ่านหน้าต่างเครื่องบิน แต่ใน
ใจกลับมีลางสังหรณ์ไม่ดีอย่างคลุมเครือ
ตอนออกจากเมืองซีหนิง หวงหยวนเต๋อยังติดต่อหลีหงไม่ได้ อีกฝ่ายหายไปเหมือนระเหิดหายไปจากโลก และ
โทรศัพท์ที่ฐานทัพของพวกเขาก็ติดต่อไม่ได้ นั่นหมายความว่าหน่วย 008 ไม่ได้กลับไปที่ฐานทัพของตัวเองมาหนึ่งวัน
แล้ว……
‘จะเกิดเหตุไม่คาดฝันอะไรขึ้นหรือเปล่า?’
ความคิดนี้ผุดขึ้นในหัวของหลินชีเยี่ย แต่ก็ถูกปฏิเสธไปทันที ในหน่วย 008 มีผู้แข็งแกร่งขั้นพิภพหนึ่งคน และขั้น
มหาสมุทรอีกห้าคน กำลังพลแบบนี้ถือว่าเป็นระดับสุดยอดในบรรดาหน่วยพิทักษ์ราตรีทั่วต้าเซี่ยแล้ว จะเกิดเหตุไม่คาด
ฝันอะไรได้
ขณะที่หลินชีเยี่ยกำลังครุ่นคิด ก็ได้ยินเสียงพูดคุยแผ่วเบาจากโซฟาฝั่งตรงข้าม
เขาเงยหน้าขึ้น ถึงได้เห็นว่าโจวผิงกำลังก้มหน้ามองปลายเท้าตัวเอง พึมพำอะไรบางอย่าง
“ท่านปรมาจารย์กระบี่ คุณกำลังพูดอะไรเหรอครับ?” หลินชีเยี่ยถามอย่างสงสัย
“ฉันกำลังฝึกพูดเพื่อสื่อสารกับหน่วย 008” โจวผิงตอบอย่างจริงจัง
“ฝึกพูด?!”
พอได้ยินสองคำนี้ คนอื่นๆ ที่นอนอยู่บนโซฟาก็เบิกตากว้าง แม้แต่ไป๋หลี่พั่งพั่งที่นอนหลับอยู่ยังตื่นขึ้นมาทันที
มองโจวผิงด้วยความประหลาดใจ
‘เขา……รู้จริงๆ เหรอว่าอะไรคือการฝึกพูด?’
“ท่านปรมาจารย์กระบี่ คุณคิดได้แล้วเหรอครับว่าจะพูดยังไง?” หลินชีเยี่ยถามอย่างอยากรู้
โจวผิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า “สมาชิกหน่วย 008 ทุกคนฟังให้ดี ชีวิตของพวกแกอยู่ในมือพวกเรา ถ้าไม่ส่ง
คนห้าคนมาฝึกกับพวกเราตามที่ต้องการ พวกเราจะฆ่าตัวประกัน……”
“ไม่ใช่……ปรมาจารย์กระบี่ พวกเราแค่มาท้าประลอง ทำไมบทพูดของคุณถึงฟังเหมือนโจรปล้นสะดมแบบนี้
ล่ะ?” ไป๋หลี่พั่งพั่งอดไม่ได้ที่จะวิจารณ์
โจวผิงชะงัก “พวกนายไม่ได้ทำแบบนี้ที่ซีหนิงหรอกเหรอ? แถมยังพิสูจน์แล้วว่าได้ผลดีด้วย”
“พวกเรา… นั่นมัน……สรุปคือมันไม่เหมือนกัน!”
“ไม่เหมือนตรงไหน? ก็แค่มาท้าประลองถึงที่เหมือนกันไม่ใช่เหรอ?”
ไป๋หลี่พั่งพั่งพลันอึ้งไปทันที
หลินชีเยี่ยมุมปากกระตุกเล็กน้อย เขารู้สึกรางๆ ว่าแนวคิดด้านการเข้าสังคมของโจวผิงกำลังพัฒนาไปในทิศทางที่
แปลกประหลาด……
เขาขยี้ตาแล้วเอ่ยปากแก้ไขว่า
“ท่านปรมาจารย์กระบี่ การติดต่อสื่อสารระหว่างมนุษย์ยังคงต้องมีมารยาท คำพูดที่เต็มไปด้วยการรุกรานแบบนี้
ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรใช้”
โจวผิงพยักหน้าอย่างครุ่นคิด
“ว่าแต่ พวกเราไปท้าประลอง ควรเพิ่มคำเปิดฉากที่ดูยิ่งใหญ่หน่อยไหม?” ไป๋หลี่พั่งพั่งเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้
“คำเปิดฉาก?”
“ก็เช่น อะไรประมาณว่า……ท่านแม่ทัพเทียนเผิง มาท้าประลองแล้ว!”
“……” สีหน้าของหลินชีเยี่ยดูแปลกๆ “พูดตามตรง มันดูห่วยแตกไปหน่อย”
ในตอนนั้นเอง โจวผิงที่กำลังครุ่นคิดอยู่ข้างๆ ดวงตาพลันเปล่งประกาย “หน่วยพิทักษ์ราตรีนิรนาม ขอคำชี้แนะ
จากทุกท่านด้วย”