ผมเป็นเจ้าของโรงพยาบาลจิตเวชพิศวง - บทที่ 530 ฉันชนะ
“ชื่อของท่านผู้นั้น ตอนนี้ผมยังไม่สามารถบอกคุณได้ นี่ก็เป็นคำสั่งของท่าน” เงาดำตาแดงกล่าวอย่างจริงจัง
“แต่คุณไม่ต้องกังวล เพราะท่านกับคุณอยู่ในแนวรบเดียวกันอย่างสมบูรณ์ แม้ทั้งโลกจะเป็นศัตรูกับคุณ……ท่านก็จะยืน
อยู่เคียงข้างคุณตลอดไป”
หลินชีเยี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย
เขาไม่ชอบความรู้สึกที่ถูกคนอื่นจูงจมูกแบบนี้
ท่านผู้นั้นที่เงาดำตาแดงพูดถึง ดูเหมือนจะรู้แจ้งทุกอย่างแล้ว ถึงขนาดรวมตัวเขาเข้าไปในกระดานหมากของตัว
เองด้วย แม้จะพูดซ้ำๆ ว่าคนผู้นั้นจะไม่ทำร้ายเขา แต่ความรู้สึกที่ชะตาชีวิตของตนเองถูกควบคุมโดยใครบางคนอย่าง
ลึกลับนี้ ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจอย่างมาก
‘เขาเป็นใครกัน? ฉันสนิทกับเขาด้วยเหรอ?’
“นายคิดว่าตัวเองมีอะไรที่จะทำให้ฉันไม่ทำลายวิญญาณของนายให้สิ้นซากตรงนี้ล่ะ?” หลินชีเยี่ยเอ่ยถามด้วย
สีหน้าเคร่งขรึม “ท่านคิดว่าตัวเองรู้แจ้งทุกอย่าง แต่ถ้าหากฉันจงใจทำลายแผนการของท่านล่ะ……”
“คุณจะไม่ทำแบบนั้นหรอก” เงาดำตาแดงกล่าวด้วยท่าทีสงบนิ่ง “เพราะผมจะใช้ข้อมูลหนึ่งอย่างแลกชีวิตของ
ผม”
หลินชีเยี่ยเลิกคิ้วขึ้น
“นายมั่นใจขนาดนั้นเลยเหรอว่าข้อมูลนี้จะทำให้ฉันสนใจ?”
“คุณลองฟังก่อนไหม?”
หลินชีเยี่ยจ้องมองดวงตาของมันเงียบๆ รอฟังคำพูดต่อไป
ในห้องขัง เงาดำตาแดงก้าวเดินมาหยุดตรงหน้าหลินชีเยี่ย
มันยื่นมือออกมาแตะเบาๆ ที่หน้าอกของหลินชีเยี่ย ดวงตาสีแดงเพ่งมองเข้าไปในดวงตาของเขา แล้วค่อยๆ เอ่ย
ขึ้นว่า
“เขา… กำลังจะตาย”
หลินชีเยี่ยชะงักอยู่กับที่
……
บนเครื่องบิน
หลินชีเยี่ยลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็ว
เขายื่นมือออกไปสัมผัสหน้าอกของตัวเอง……
ปลายนิ้วของเขาสัมผัสกับของแข็งบางอย่าง ทำให้ทั้งร่างสั่นสะท้านเล็กน้อย
ครู่ต่อมา เขาล้วงตะเกียบไม้อันหนึ่งออกมาจากอก
เมื่อมองดูตะเกียบไม้อันนั้น หลินชีเยี่ยพลันแข็งค้างอยู่กับที่ราวกับรูปปั้นหิน
……
หมอกหนา
ในเมืองที่มืดสลัว
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวลงมาจากท้องฟ้า ทั้งเมืองที่ลอยอยู่กลางอากาศสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ฝุ่นละอองร่วงหล่นจากเพดานลานจอดรถ โปรยปรายลงบนเตาไฟที่กำลังลุกไหม้ เสียงอาคารไกลๆ ถล่มลงมาดัง
ก้องกังวานราวฟ้าคำราม นอกกำแพงสลัว แสงสีเขียวและประกายกระบี่วูบวาบในกลุ่มเมฆ
พลังกดดันที่น่าหวาดหวั่นแผ่ซ่านไปทั่วฟ้าดิน
“รุ่นพี่เฉินหาน……” ลู่อวี่มองท้องฟ้าเหนือศีรษะอย่างงงงวย “นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”
เฉินหานมองประกายกระบี่ด้วยความตกตะลึงเช่นกัน ตอบอย่างไม่แน่ใจนัก “นี่น่าจะเป็น……การต่อสู้ของเทพ?”
“คนๆ นั้นกำลังต่อสู้กับเทพแห่งสายลมงั้นเหรอ?!” ลู่อวี่อ้าปากค้าง “แล้วเขา……”
เฉินหานจ้องมองท้องฟ้าพักใหญ่ ก่อนจะเอ่ยช้าๆ “เขาน่าจะเป็นปรมาจารย์กระบี่แห่งต้าเซี่ย ผู้อยู่ในระดับสูงสุด
ของมนุษย์”
นอกจากมนุษย์ที่อยู่จุดสูงสุดแล้ว ไม่มีใครสามารถต่อกรกับเทพได้
แต่ปัญหาคือ ทำไมปรมาจารย์กระบี่ถึงมาอยู่ที่อำเภออันถ่า?
เป็นเรื่องบังเอิญหรือว่า…
เฉินหานนึกถึงความเป็นไปได้บางอย่างขึ้นมา ดวงตาที่มองร่างในท้องฟ้านั้นเต็มไปด้วยความตกตะลึง
“ทำไมปรมาจารย์กระบี่ถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะครับ? เดิมทีมีธุระที่อำเภออันถ่าเหรอ?” ลู่อวี่ถามอย่างสงสัย ก่อนจะส่าย
หน้า “ไม่ใช่สิ ถ้าปรมาจารย์กระบี่อยู่ที่นี่ตั้งแต่แรก เทพแห่งสายลมก็คงไม่สามารถลักพาตัวพวกเราเข้ามาในหมอกได้
สำเร็จ……”
ริมฝีปากของเฉินหานสั่นเทา เอ่ยเสียงแหบพร่า
“เขาฝ่าหมอกมาช่วยพวกเรา…”
โครม! โครม! โครม!
บนท้องฟ้าสีหม่นมืด เสียงน่าสะพรึงกลัวดังติดต่อกัน แสงกระบี่จ้าพุ่งผ่านขอบฟ้า ราวกับดวงอาทิตย์แผดเผาฉีก
ท้องฟ้าออก พลังกระบี่อันน่าเกรงขามซัดกระหน่ำในอากาศดุจคลื่นทะเล แม้จะมีแสงสลัวของเมืองผีเฟิงตูบดบัง แต่ตา
เปล่าก็ไม่อาจเพ่งมองตรงๆ ได้
เฉินหานและลู่อวี่ก้มหน้าลงพร้อมกัน เบนสายตาจากท้องฟ้า สีหน้าทั้งคู่แฝงความกังวล
เนื่องจากแสงสลัวนั้นจำกัดทัศนวิสัย พวกเขาจึงไม่อาจเห็นสถานการณ์การต่อสู้บนท้องฟ้าได้ ได้แต่คาดเดาว่า
ใครได้เปรียบจากพลังกระบี่หรือพลังวายุที่แผ่ซ่านในอากาศ
ทันทีที่แสงกระบี่นั้นปรากฏ พลังกดดันของเทพแห่งสายลมก็ถูกกดลงทั้งหมด จากนั้นก็ได้ยินเสียงดังสนั่น เมืองที่
แตกสลายทั้งเมืองสูญเสียแรงค้ำจุนและร่วงหล่นลงอย่างรวดเร็ว!
ความรู้สึกไร้น้ำหนักอย่างรุนแรงครอบงำจิตใจทุกคน!
เตาไฟที่กระจัดกระจายในลานจอดรถใต้ดินลอยขึ้น รถบนถนนลอยขึ้นพร้อมกัน เฉินหานและลู่อวี่คว้าเสาข้างตัว
ไว้พร้อมกัน หัวใจแทบหลุดออกมาทางลำคอ
หากตกลงมาจากความสูงนี้ เมืองนี้พร้อมชีวิตทั้งหมดที่นี่ คงถูกบดขยี้จนแหลกละเอียด!
ในตอนนั้นเอง ทั้งเมืองสั่นสะเทือนอีกครั้ง ทุกสิ่งที่ลอยขึ้นเพราะไร้น้ำหนักตกกลับที่เดิม โชคดีที่ช่วงไร้น้ำหนักไม่
นานนัก แม้ข้าวของจะกระจัดกระจายไปบ้าง แต่ผู้อยู่อาศัยที่สลบอยู่บนพื้นก็ไม่ได้รับบาดเจ็บ
รถยนต์ที่ลอยขึ้นตกลงมาอย่างหนัก เสียงสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นทั่วเมืองที่เงียบสงัด ดังสลับกันไปมาในความมืด
เฉินหานและลู่อวี่ลุกขึ้นจากพื้นพร้อมกัน เงยหน้ามองท้องฟ้าอย่างตื่นเต้น
เหนือแสงสลัว แสงสีเขียวและแสงกระบี่ที่ปะทะกันอย่างดุเดือดหายไปแล้ว ทุกอย่างกลับสู่ความสงบ ราวกับ
เหตุการณ์เมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น
“รุ่นพี่ ท่านปรมาจารย์กระบี่… ชนะหรือแพ้ครับ?” ลู่อวี่ถามอย่างไม่แน่ใจ
เฉินหานส่ายหน้า “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน……”
ทั้งคู่ยืนนิ่งอยู่ที่ทางเข้าลานจอดรถ แสงไฟฉายส่องไปตามถนนมืดมิด หวังว่าจะได้เห็นร่างในชุดดำสะพายกล่อง
กระบี่อีกครั้ง……
ท่ามกลางความเงียบ บรรยากาศตึงเครียดแผ่ซ่านในอากาศ
‘ท่านปรมาจารย์กระบี่… ขออย่าให้เป็นอะไรไปเลย’
พวกเขาภาวนาในใจ
ทันใดนั้น เสียงไอแห้งๆ อย่างอ่อนแรงก็ดังมาจากปลายถนน
“ค่อก! ค่อก! ค่อก! ค่อก!”
ทั้งสองคนหันไปมองพร้อมกัน เห็นเพียงร่างหนึ่งเดินโซเซมาอย่างทุลักทุเลจากปลายถนนในความมืด ร่างกายเต็ม
ไปด้วยเลือด
เสื้อเชิ้ตสีดำของเขาถูกฉีกขาดเป็นรอยหลายแห่ง รอยแผลน่าสยดสยองเต็มไปทั่วร่างกาย ผมสีดำเปรอะเปื้อน
เลือดปรกลงมาปิดหน้าผากอย่างยุ่งเหยิง เขาก้มหน้าลงไอรุนแรง สีหน้าซีดขาวราวกับกระดาษ……
มือทั้งสองข้างของเขาว่างเปล่า ฝ่ามือสั่นเทาเล็กน้อยอย่างควบคุมไม่ได้ กระบี่ของเขา… หายไปแล้ว
“ท่านปรมาจารย์กระบี่!” ลู่อวี่เห็นร่างนั้นแล้วร้องเรียกด้วยความดีใจ จากนั้นก็รีบวิ่งเข้าไปพร้อมกับเฉินหานเพื่อ
พยุงเขาไว้
เฉินหานจับข้อมือของโจวผิงไว้ แสงสีขาวสายหนึ่งพุ่งออกมาจากร่างกายของเขาเข้าสู่บาดแผลของปรมาจารย์
กระบี่ สีหน้าของเขาเคร่งเครียดลงในทันที
“ท่านปรมาจารย์กระบี่ บาดแผลของท่าน……” เฉินหานมองเข้าไปในดวงตาของโจวผิง ดูเหมือนอยากจะพูด
อะไรบางอย่าง
“แค่กๆๆๆ” โจวผิงไอรุนแรงหลายครั้ง ริมฝีปากซีดขาวเล็กน้อย เขาโบกมือปัดและเอ่ยด้วยเสียงแหบพร่า “ฉัน
ไม่เป็นไร”
“ท่านปรมาจารย์กระบี่ ท่านกับเทพแห่งสายลม สุดท้ายใครเป็นผู้ชนะครับ?” ลู่อวี่อดถามไม่ได้
โจวผิงเงียบไปครู่หนึ่ง “เขาถอยไปแล้ว ดังนั้น… คงถือว่าฉันชนะ”
‘ชนะ?’
ลู่อวี่ได้ยินประโยคนี้แล้วเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ
แม้ว่าเขาจะสวดมนต์ภาวนาให้เป็นเช่นนี้มาตลอด แต่เมื่อโจวผิงพูดประโยคนี้ออกมาด้วยตัวเอง เขาก็ยังคงรู้สึก
ตกตะลึงอย่างสุดขีด
‘ท่านปรมาจารย์กระบี่บีบให้เทพแห่งสายลมต้องถอยร่น?’
‘นั่นคือหนึ่งในเก้าเทพแห่งอียิปต์ตัวจริงเสียงจริงนะ!’
เป็นผู้ที่สามารถยกเมืองครึ่งหนึ่งขึ้นมาได้ด้วยการเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย แล้วพาผ่านม่านหมอกกลับไปยังเมือง
สุริยันของอียิปต์ได้
เขายังเป็นมนุษย์อยู่จริงๆ เหรอ?
“ปรมาจารย์กระบี่ แล้ว… แล้วตอนนี้พวกเรา……” ลู่อวี่เอ่ยถามอย่างอ้ำๆ อึ้งๆ
โจวผิงเงยหน้าซีดขาวขึ้นมองไปทางทิศตะวันออกอย่างสงบนิ่ง “กลับบ้าน”