ผมเป็นเจ้าของโรงพยาบาลจิตเวชพิศวง - บทที่ 740 ข้อบกพร่องทางพันธุกรรม
“เขาหมดสติไปแล้วเหรอ?”
เหนือน่านฟ้าโตเกียว จานบินขนาดใหญ่สีเงินลอยนิ่งอยู่เหนือเมฆ อันชิงอวี๋สวมเสื้อกาวน์ ยืนมั่นคงอยู่บนยอดสุด
ของจานบิน
แรงลมพัดชายเสื้อคลุมของเขาสะบัดไหว มือซ้ายล้วงกระเป๋าเสื้อคลุม มือขวาถือโทรศัพท์ ผมหน้าม้าปลิวไสว
ตามแรงลม เขาจ้องมองเมืองเล็กๆ เบื้องล่างพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย
[ใช่ ร่างกายของเขาเป็นสีเทาอมฟ้า ทั้งตัวแข็งเหมือนหิน อุณหภูมิและอัตราการเต้นของหัวใจลดลง…] เสียง
ร้อนรนของลุงเคียวซูเกะดังมาจากปลายสาย [เกิดอะไรขึ้น? นายมีเบาะแสอะไรบ้างไหม?]
อันชิงอวี๋ครุ่นคิด หลับตาลงช้าๆ เริ่มค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการทดลองสร้างเทพในสมอง
ไม่กี่วินาทีต่อมา เขาก็ลืมตาขึ้น
“ผมคิดว่าผมรู้แล้ว” ดวงตาของอันชิงอวี๋เคร่งขรึมขึ้น “ในช่วงสิบกว่าปีของการทดลอง ผู้ส่งสารศักดิ์สิทธิ์ได้ฉีดยา
กระตุ้นศักยภาพเข้าไปในตัวเขา พลังชีวิตของเขาถูกบีบคั้นจากยาเหล่านี้ ถ้าเป็นคนปกติ คงจะตายทันทีหลังจากถูก
กระตุ้นแบบนี้สามสี่ครั้ง
แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ส่งสารศักดิ์สิทธิ์ก็ฉีดยาที่มีศักยภาพด้านชีวิตจำนวนมากเข้าไปในตัวเขาด้วย เกิดเป็นสมดุล
ที่ละเอียดอ่อนกับการสูญเสียศักยภาพ ภายใต้การปรับสมดุลของ ‘โลหิตราชัน’ สมดุลนี้สามารถเพิ่มความสามารถของ
ตัวเขาเองได้ในสภาวะที่มั่นคง แต่สมดุลที่ละเอียดอ่อนนี้เปราะบางมาก เพราะร่างกายของเขาเกิดการพึ่งพายาเหล่านี้
แล้ว หากออกห่างจากสมดุลที่เกิดจากยาสองชนิดนี้นานเกินไป ร่างกายของเขาก็จะเริ่มพังทลายโดยอัตโนมัติ……”
[นั่นหมายความว่า เขาไม่สามารถออกจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ได้นานใช่ไหม?] ลุงเคียวซูเกะขมวดคิ้ว
“พูดให้ถูกต้องก็คือ เขาไม่สามารถออกห่างจากยาสองชนิดนั้นได้นาน” อันชิงอวี๋แก้ไข
“ในการทดลองหลายปีมานี้ ร่างกายของเขาไม่สามารถอยู่ได้โดยปราศจากยาสองชนิดที่ทำปฏิกิริยาต่อกันนี้ได้
แล้ว หากต้องการแก้ไขสถานการณ์นี้อย่างถาวร จำเป็นต้องดัดแปลงเขาโดยตรงจากมุมมองทางพันธุกรรม การให้ยา
ชนิดนั้นแก่เขาเพียงอย่างเดียว จะทำให้เขาจมลึกลงไปเรื่อยๆ และอายุขัยก็จะสั้นลงด้วย”
[การดัดแปลงพันธุกรรม?] ลุงเคียวซูตาเปล่งประกายขึ้น [นายทำได้ไหม?]
“ได้”
ก่อนที่ลุงเคียวซูเกะจะดีใจ อันชิงอวี๋ก็พูดต่อ “จากข้อมูลที่บันทึกไว้ในการทดลองสร้างเทพ ผมสามารถคิดค้นยา
ที่เฉพาะเจาะจงสำหรับสถานการณ์นี้ได้ แต่กระบวนการนี้ซับซ้อนมาก แม้แต่ผมก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองวัน……แต่
ตามที่คุณอธิบาย ยูริ ทากิชิโระอาจจะรอถึงตอนนั้นไม่ไหว”
ร่างของลุงเคียวซูเกะพลันสั่นสะท้าน
[งั้น……ใช้ยาเพื่อรักษาสภาพร่างกายของเขาไว้ชั่วคราวได้ไหม? ตอนนี้นายอยู่ที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่เหรอ? จะ
หายามาสักสองสามขวดได้ไหม?] ลุงเคียวซูเกะถามอย่างร้อนรน
“ในห้องทดลองมียาที่กระตุ้นศักยภาพเหลืออยู่บ้าง แต่ไม่มียาที่ใช้ในการรักษาชีวิตของเขา” อันชิงอวี๋พูดพลาง
ขมวดคิ้ว “ถ้าผมเดาไม่ผิด ยาชนิดนี้เป็นไวรัสต้านทาน และผู้ที่ผลิตไวรัสนี้คือภัยพิบัติโรค ผู้ส่งสารศักดิ์สิทธิ์หมายเลขห้า
ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ เมื่อยานี้ผลิตออกมาแล้วจะสูญเสียประสิทธิภาพอย่างรวดเร็ว ดังนั้นพวกเขาจะผลิตยานี้ก่อนฉีด
เท่านั้น ดินแดนศักดิ์สิทธิ์จึงไม่มีสต็อกเลย”
หัวใจของลุงเคียวซูเกะจมดิ่งลงทันที
[นั่นหมายความว่า……หากต้องการยานี้ ก็ต้องไปหา ‘ภัยพิบัติโรค’ เท่านั้นใช่ไหม?] เสียงของเขาแหบแห้ง
“แม้คุณจะไปหาเขา เขาก็คงไม่ให้คุณหรอก เขาจะใช้เรื่องนี้เป็นข้อต่อรองเพื่อให้คุณและยูริ ทากิชิโระตกอยู่ภาย
ใต้การควบคุมของพวกเขาอย่างสมบูรณ์” อันชิงอวี๋มีสติแจ่มชัด มองทะลุเจตนาของผู้ส่งสารศักดิ์สิทธิ์ในทันที
ลุงเคียวซูเกะหันไปมองยูริ ทากิชิโระที่หมดสติอยู่ ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มขมขื่น
[แต่ฉันไม่มีทางเลือกอื่น……หรือนายจะให้ฉันมองดูลูกชายตายไปต่อหน้าต่อตาอย่างนั้นเหรอ?]
“ไม่ใช่!” เสียงของอันชิงอวี๋ดังมาจากปลายสายอีกครั้ง “บางที คุณอาจไม่จำเป็นต้องยอมจำนน ก็มีโอกาสได้รับ
ยานั้น……”
ลุงเคียวซูเกะชะงักอยู่กับที่
ไม่ต้องยอมจำนน ก็มีโอกาสได้รับยาหรือ?
หรือว่าผู้ส่งสารศักดิ์สิทธิ์จะส่งยาให้เขาเองโดยสมัครใจ?
[ฉันควรทำอย่างไร?] ลุงเคียวซูเกะนึกถึงเด็กหนุ่มคนนี้ที่ได้ใช้กำลังของตนเองแย่งชิงทั้งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ในใจ
รู้สึกสงบลงมาก
อันชิงอวี๋ยืนอยู่บนจานบินสีเงิน เงยหน้ามองท้องฟ้าสว่างไสวในที่ไกล มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย
“คุณเพียงแค่… รอให้ม่านราตรีมาเยือน”
……
ฮอกไกโด
ในภูเขาลึกแห่งหนึ่ง
หลินชีเยี่ยคาดดาบยาวสามเล่มที่เอว ร่างกายเคลื่อนไหวราวกับภูตผีผ่านป่าทึบ เขาก้มลงมองแผ่นป้ายในมือ
ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย
แผ่นป้ายนี้คือกุญแจสู่ ‘การซ่อนเร้น’ ของฟุรุฮาระ โยชิกิ เมื่อถือไว้ในมือ หลินชีเยี่ยจึงจะสามารถค้นพบบ้านลับ
ที่ซ่อนอยู่ในภูเขาได้เหมือนก่อนหน้านี้
เมื่อแสงจากแผ่นป้ายกะพริบ บ้านโบราณหลังหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในป่าทึบเบื้องหน้าราวกับกิ้งก่าเปลี่ยนสี ดูลึกลับ
อย่างยิ่ง
ในเวลาเดียวกัน การรับรู้ทางจิตของหลินชีเยี่ยก็รับรู้ถึงการมีอยู่ของบ้านหลังนี้ เขาเก็บแผ่นป้ายไว้ในอก เท้าทั้ง
สองออกแรงเหยียบพื้น วิ่งอย่างรวดเร็วไปที่หน้าประตูใหญ่ แล้วเคาะประตู
ตึก ตึก ตึก!!!
เวลาเร่งรีบ เสียงเคาะประตูของหลินชีเยี่ยจึงดังและร้อนรนมาก ครู่ต่อมา ประตูใหญ่ก็ค่อยๆ เปิดออก
ฟุรุฮาระ โยชิกิร่างสูงใหญ่สวมเสื้อคลุมยาวสีดำ มีรอยคล้ำใต้ตาสีดำที่ปกคลุมเกือบครึ่งใบหน้า กำลังจ้องหลินชี
เยี่ยที่ยืนอยู่หลังประตูตาเขม็ง
“เคาะประตูเร่งรีบขนาดนี้ ฉันนึกว่าผีร้ายมาเอาชีวิตซะอีก” ฟุรุฮาระ โยชิกิที่ดูเหมือนซอมบี้เห็นหลินชีเยี่ยยืนอยู่
หลังประตู จึงตบอกพลางพูด
“ขอโทษครับ ผมมีเวลาจำกัด” หลินชีเยี่ยยิ้มอย่างจนใจ ก่อนจะก้าวเข้าไปข้างใน “ซ่อมดาบเสร็จแล้วหรือยัง
ครับ?”
“ซ่อมเสร็จตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว เข้ามาสิ”
ฟุรุฮาระ โยชิกิมองดูนอกบ้าน เมื่อเห็นว่าไม่มีคนอื่น จึงปิดประตูใหญ่
เขากวาดตามองดาบ [อาเมะคูซูเระ] ที่เอวของหลินชีเยี่ย แล้วถามอย่างสงสัย
“ทำไมนายถือ [อาเมะคูซูเระ] มาด้วยล่ะ? อามามิยะ ฮารูกิล่ะ?”
“เขาไม่มีเวลามา ดาบเล่มนี้เขาให้ผมยืมมา”
หลินชีเยี่ยไม่ได้เสียเวลากับหัวข้อนี้มากนัก ไม่รอให้ฟุรุฮาระ โยชิกินำทาง เขาเดินตรงไปยังลานโล่งด้านหน้าบ้าน
ฟุรุฮาระ โยชิกิยักไหล่ แต่ก็ตามไป
หลายนาทีต่อมา เขานำกล่องสีดำออกมาจากในบ้าน วางไว้กลางลานโล่ง
เขายื่นมือเคาะผิวกล่องสีดำ พลางพูดว่า “ดาบอยู่ในนี้ วิญญาณดาบก็หลอมเสร็จแล้ว เปิดดูสิ”
เจอโค๊ดแล้วอย่าเพิ่งเมินเฉย โค๊ดนี้สามารถนำมากรอกเพื่อรับเหรียญได้ที่เว็บไซต์ Enjoybook
ไปที่โปรไฟล์ >> รหัสแลกรับ >> R4E0U6KL (ตัวพิมพ์ใหญ่)
ลุ้นรับเหรียญสูงสุด 100 เหรียญ ตั้งแต่วันนี้ – 30 ตุลาคม
ด่วน! ใครใช้โค๊ดก่อน ได้เหรียญก่อนนะ