ผู้กล้าเหนือกาลเวลา - บทที่ 1034 อย่าหวังจะได้ฮุบกินคนเดียว! ....................
บทที่ 1034 อย่าหวังจะได้ฮุบกินคนเดียว!
………………..
เสียงของชายหนุุ่มชุดหรูหราแฝงด้วยความร้อนใจ ทันทีที่ดังเข้าไปในหมอกเลือด ตัวเขาก็ไม่สนใจความปลอดภัยพุ่งเข้าไปข้างในทันที
ในขณะเดียวกัน ผู้บำเพ็ญองครักษ์ใต้บัญชาการของเขาก็ต่างปะทุกำลังรบแล้วทั้งหมด
องครักษ์เหล่านี้ล้วนเป็นองครักษ์ส่วนตัวที่ตระกูลของชายหนุ่มคนนี้จัดไว้ให้เขา พลังบำเพ็ญไม่ธรรมดา จำนวนก็มากมาย ตอนนี้จากการลงมือเต็มกำลัง หมอกเลือดนั่นแม้จะไม่ธรรมดาแต่ก็ไม่อาจทานทนได้
ดังนั้นเสี้ยวขณะต่อมา จากเสียงระเบิดเลื่อนลั่นที่ดังก้องท่วมฟ้า หมอกเลือดกลุ่มนี้เหมือนถูกมือใหญ่ไร้รูปร่างซัด แตกทลายทันที
แหลกเป็นเสี่ยงๆ ท่ามกลางเสียงกึกก้องกัมปนาทก็เหมือนถูกพัดกวาดไปอย่างบ้าคลั่ง
เผยให้เห็นเงาร่างสามร่างในนั้น!
หนึ่งคือเยวี่ยตง นางในตอนนี้ดวงหน้างามเย็นชา แฝงด้วยจิตสังหาร กำลังประสานมือแผ่ระลอกคลื่นพลังวิชาเซียนออกมา
อีกหนึ่งคือหุ่นเชิดศพสีดำอายุประมาณเจ็ด แปดขวบ ยืนอยู่ตรงข้ามกับเยวี่ยตงอยู่ในท่าทางลักษณะหนีบตรงกลางไว้ กำลังร่วมกันร่ายคาถาเพื่อผนึกตัวเสี่ยเฉินจื่อที่อยู่ตรงกลางไว้
เส้นไหมเจ็ดสีจำนวนมหาศาลที่แปรเปลี่ยนมาจากวิชาเซียนของเยวี่ยตงและหุ่นเชิดศพปกคลุมเสี่ยเฉินจื่อเอาไว้แล้ว บางส่วนเชื่อมต่อกับชะตาของอีกฝ่ายไปแล้ว
เห็นได้ชัดว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไป อีกไม่นานเท่าไร เสี่ยเฉินจื่อก็จะถูกวิชาเซียนหลอม
ส่วนเสี่ยเฉินจื่อก็กำลังดิ้นรนเช่นกัน แต่ไม่ได้ผลนัก
เพียงแต่…การเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันที่โลกภายนอกตลอดจนเสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวทั่วทุกสารทิศก็ส่งผลกระทบต่อการหลอมที่กำลังเนินอยู่เช่นกัน
การหอบม้วนมาอย่างบ้าคลั่ง แผนการเดิมคือซัดคนที่สู้กันอยู่ที่นี่ให้แยกจากกัน นั่นคือแผนการช่วยคนของชายหนุ่มชุดหรูหรา
แต่ตอนนี้…ด้วยความบังเอิญ ความพลิกผันของชะตากลับกลายเป็นลมที่ช่วยชีวิตเสี่ยเฉินจื่อ
ดังนั้น เพียงพริบตา การดิ้นรนจากเสี่ยเฉินจื่อก็เพิ่มขึ้นทันที พลังบำเพ็ญทั่วทั้งร่างปะทุขึ้นอย่างไม่สนใจอะไรทั้งนั้น กระทั่งว่าไม่เสียดายที่จะระเบิดโลกใบใหญ่ของตัวเองสองใบจนแหลกสลาย ก่อให้เกิดเป็นพลังทำลายล้าง พัดกวาดทั่วทุกสารทิศ
ส่วนชายหนุ่มชุดหรูหราที่พุ่งมาอย่างรวดเร็วคนนั้น เสียงร้อนรนที่ดังจากปากของเขาทำให้เอ้อร์หนิวดวงตาเบิกกว้าง ในสั่นสะท้าน คล้ายว่าจิตใจปั่นป่วนขึ้นจากเหตุนี้ ทำให้เส้นไหมวิชาเซียนเกิดคลื่นแผ่ระลอก
ดังนั้นเสี้ยวขณะต่อมา หุ่นเชิดศพที่ร่วมมือกับเขาก็ได้รับผลกระทบจากเขาด้วยเช่นกัน ร่างศพสะเทือน เส้นไหมขาดสะบั้น
นี่ทำให้พลังดิ้นรนที่เกิดขึ้นจากการแตกทลายของโลกเสี่ยเฉินจื่อด้านหนึ่งเพิ่มขึ้นด้านหนึ่งลดลง เดือดพล่านทันที ร่างของเขายิ่งปะทุแสงเลือดทั่วทั้งร่างออกมา สำแดงเคล็ดวิชาลับที่สร้างความเสียหายให้กับรากฐานไม่น้อยเลยปะเภทหนึ่งออกมา แปรเปลี่ยนร่างเป็นแสงเลือดทางหนึ่ง…
เพียงกะพริบวูบในที่สุดก็สลัดหลุด
หายไปจากตรงกลางระหว่างเยวี่ยตงและหุ่นเชิดศพ ในตอนที่ปรากฏตัวขึ้นก็อยู่ที่ไกลแล้ว
ทันทีที่ปรากฏตัวขึ้น เขาไม่ลังเลแม้แต่น้อย ปะทุแสงเลือดขึ้นอีกครั้ง พุ่งไปทางท้องฟ้า ทุ่มทุกอย่างที่มี แล้วพลันหายลับไป
หนีรอดไปได้!
ส่วนหุ่นเชิดศพเด็กอายุเจ็ด แปดขวบที่แปลงมาจากสวี่ชิงตอนนี้ใบหน้าไร้อารมณ์ กลิ่นอายความตายบนร่างตลบอวล ดวงตาไร้แววมองไปทางที่เสี่ยเฉินจื่อหนีไป นิ่วไม่ขยับเขยื้อน
ไม่ได้ไล่ตามไป
เพราะหุ่นเชิดที่เขาแปลงมาตอนนี้มีพลังบำเพ็ญเพียงระดับหวนสู่อนัตตาเท่านั้น อีกทั้งยังไม่มีสติปัญญาเป็นของตัวเอง ดังนั้นการกระทำที่เกินหน้าที่ล้วนกลายเป็นช่องโหว่ได้ทั้งสิ้น
แม้การมาถึงของชายหนุ่มชุดหรูหราจะทำให้เหยื่อของตนหนีรอดไปได้อย่างไม่ตั้งใจ แต่ร่องรอยก็ยังหลงเหลืออยู่
ดังนั้นสวี่ชิงไม่ร้อนรน เหยื่อ หนีไม่พ้น
แต่สรุปแล้ว การเกิดขึ้นของเรื่องนี้เป็นอุปสรรคเพิ่มขึ้นมาอีกเล็กน้อย สวี่ชิงไม่สนใจได้ เยวี่ยตงที่แปลงมาจากเอ้อร์หนิวจะไม่แสดงท่าทีอะไรไม่ได้
ดังนั้นนางจึงพลันหันหน้าไป จ้องชายหนุ่มชุดหรูหราเขม็ง
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร!”
ภาพนี้อยู่นอกเหนือจากความคาดคิดของชายหนุ่มชุดหรูหราในร้อนรนคิดอยากจะช่วยจริงๆ เขาตอนนี้ยิ้มขื่น รู้ว่าความหวังดีของตัวเองกลายเป็นประสงค์ร้ายไปเสียแล้ว ดังนั้นจึงรีบอธิบาย
“แม่นางตงเอ๋อร์ ระหว่างทางข้าได้ยินมาว่าเจ้ากลับมาแล้วก็เป็นห่วงในความปลอดภัยของเจ้า ดังนั้นจึงรีบตามมาในทันที คิดไม่ถึงว่าจะเป็นแบบนี้…ข้า…”
“หุบปาก!”
เยวี่ยตงคำรามเสียงต่ำ แววตาไม่เป็นมิตร การเข้ามาปั่นป่วนของอีกฝ่าย เรื่องนี้เดิมก็ทำให้เอ้อร์หนิวไม่สบอารมณ์อยู่แล้ว และคำก็แม่นางตงเอ๋อร์สองคำก็แม่นางตงเอ๋อร์นั่นก็ทำให้เอ้อร์หนิวรู้สึกอึดอัดไม่สบายใจเหมือนกัน
โดยเฉพาะ…จากในความทรงจำของเยวี่ยตงแม้เขาจะรู้ว่ามีคนเกี้ยวพาแต่กลับรางเลือนมาก เห็นได้ชัดว่าเยวี่ยตงไม่สนใจผู้เข้ามาเกี้ยวพาเลยสักนิด
ดังนั้น สำหรับคนที่อยู่ข้างหน้า เอ้อร์หนิวมองฐานะตัวตนไม่ออกภายในระยะเวลาสั้นๆ
และภายใต้ความไม่สบอารมณ์และความอึดอัดสองอย่างนี้ จิตสังหารของเขาก็ผุดขึ้นมาเช่นกัน แต่ว่า…สายตาของเอ้อร์หนิวกวาดผ่านองครักษ์ของอีกฝ่ายที่อยู่รอบๆ ก็ยังคงเก็บจิตสังหารลงไป
แต่คิดถึงความเย็นชามาโดยตลอดของเยวี่ยตง เอ้อร์หนิวแค่นเสียงขึ้นจมูก
“อย่าให้ข้าเห็นเจ้าอีกนะ!”
พูดแล้ว เอ้อร์หนิวก็คว้าไปทางสวี่ชิงทางนั้น ดูเหมือนควบคุมเส้นไหมไร้รูปร่าง พาหุ่นเชิดศพที่แปลงมาจากสวี่ชิงไปด้วย จะไปจากที่นี่
ส่วนชายหนุ่มมองเยวี่ยตงอย่างระมัดระวัง ภายใต้ความกังวลเฝ้าหวัง ใบหน้าเต็มไปด้วยความละล้าละลัง
ตอนนี้เห็นเยวี่ยตงจำลังจะจากไป เขาก็ร้อนใจขึ้นมาทันที รีบเอ่ยเสียงดัง
“แม่นางตงเอ๋อร์ ข้าไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ข้า…ข้าเป็นห่วงความปลอดภัยของเจ้า ห้าร้อยกว่าวันที่เจ้าจากไป ข้าเฝ้าคิดถึงเจ้าทุกชั่วขณะจิตเลย”
เอ้อร์หนิวในใจยิ่งรังเกียจ รู้สึกสะอิดสะเอียนนัก เร่งความเร็วขึ้น
สวี่ชิงใบหน้าไร้อารมณ์ แต่ในใจกลับเฝ้าสังเกตชายหนุ่มชุดหรูหรา มันช่าง…ละครที่เกิดขึ้นกับศิษย์พี่ใหญ่สนุกดีจริงๆ
ส่วนชายหนุ่มชุดหรูหราคนนั้นตอนนี้ใบหน้าขาวซีด ในใจถูกความเสียใจมหาศาลเติมเต็ม มองเงาร่างของเยวี่ยตงจากไปไกลเรื่อยๆ สีหน้าของเขาขมขื่น พึมพำเสียงต่ำ
“ตงเอ๋อร์ข้าไม่ได้ตั้งใจจริงๆ นะ เพื่อการพบกันในวันนี้ ในห้าร้อยกว่าวันข้ายังตั้งใจทุ่มเทเตรียมของกำนัลไว้ให้เจ้าด้วย…”
เอ้อร์หนิวที่ทะยานอยู่ที่ไกลหยุดชะงักทันที
ส่วนเสียงของชายหนุ่มชุดหรูหราก็ยังคงพึมพำขมขื่นต่อไป
“ข้ารู้ว่าเจ้าก็จะไม่รับอยู่ดี ในอดีตของกำนัลที่ข้ามอบให้ล้วนถูกปฏิเสธทุกครั้ง ข้า…”
คำพูดของเขายังพูดไม่ทันจบ เอ้อร์หนิวก็พลันหันมา
“ของกำนัลอะไร”
ชายหนุ่มชุดหรูหราอึ้งตะลึงก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นใบหน้าก็เต็มไปด้วยความยินดีลิงโลด รีบพูดขึ้น
“เป็นไขกระดูกมังกรดารา ก่อนหน้านี้ข้าสืบข่าวได้ยินมาจากตระกูลหลัน พลังบำเพ็ญของเจ้าทำร้ายร่างกายของตัวเจ้าเอง ดังนั้นจึงไปขอไขกระดูกนี่มาจากบรรพจารย์เพื่อเจ้าโดยเฉพาะ…”
พูดแล้วชายหนุ่มชุดหรูหราก็เอาขวดหยกใบหนึ่งออกมาจากถุงเก็บของทันที
เสี้ยวขณะต่อมา เงาร่างของเอ้อร์หนิวหายไปจากที่ไกล ยามปรากฏตัวอีกครั้งก็มาอยู่ข้างหน้าชายหนุ่มชุดหรูหราคนนี้แล้ว คว้าเอาขวดหยกมา หลังจากเปิดออกก็ดมกลิ่น เก็บไว้ในอกเสื้อ เอ่ยราบเรียบ
“ของกำนัลของเจ้าข้ารับเอาไว้แล้ว แต่การกระทำของเจ้าก่อนหน้านี้ก็ยังทำให้คนไม่อาจ…”
ชายหนุ่มชุดหรูหราตื่นเต้น เขาไล่เกี้ยวพาตงเอ๋อร์มาหลายปี นี่เป็นครั้งแรกที่อีกฝ่ายรับของกำนัลของตน ดังนั้นในใจของเขาพลุ่งพล่าน เขารู้สึกว่านี่เป็นสัญญาณอย่างหนึ่ง
สัญญาณที่ตงเอ๋อร์ประทับใจในตัวเขา!
“ต้องตีเหล็กตอนร้อน!”
ดังนั้นขระที่เอ้อร์หนิวพูดเขาก็เอากำไลวงหนึ่งออกมาอย่างรวดเร็ว
“ตงเอ๋อร์ นี่เป็นของกำนัลที่ข้าเตรียมไว้ให้เจ้าเหมือนกัน ทำขึ้นมาจากผลึกดารา”
คำพูดของเอ้อร์หนิวที่ยังพูดไม่ทันจบหยุดชะงักทันที
มองกำไลระยิบระยับวงนั้น เขากะพริบตาปริบๆ หลังจากรับมาก็เก็บไว้ในอกเสื้อ จากนั้นก็กระแอมออกมา
“ช่างเถิดๆ ความจริงใจของเจ้า…”
“แม่นางตงเอ๋อร์ ข้ายังมีของกำนัลอีก ปิ่นเล่มนี้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติจากหยกเซียนชั้นยอด…”
ชายหนุ่มชุดหรูหรายิ่งตื่นเต้น เอาของกำนัลชิ้นแล้วชิ้นเล่าออกมา ส่วนเอ้อร์หนิวก็รับเอาไว้ชิ้นแล้วชิ้นเล่าเช่นกัน ดวงตาลุกวาวขึ้นเรื่อยๆ จนถึงท้าย…ท่ามกลางสีหน้าแววตาที่เปี่ยมด้วยความหลงใหลของชายหนุ่มชุดหรูหรา เขาก็เสนอความคิดว่าจะคุ้มกันให้
เอ้อร์หนิวลังเลเล็กน้อย ชายหนุ่มชุดหรูหราก็เอาของกำนัลออกมาอีกหนึ่งชิ้น
มองของกำนัล เอ้อร์หนิวสูดลมหายใจลึก คำพูดที่จะปฏิเสธก็พูดออกมาไม่ออกเช่นเดิม ทำได้แค่ยิ้มพยักหน้า
รอยยิ้มนี้ทำให้ใจของชายหนุ่มชุดหรูหราปลิว
สวี่ชิงที่อยู่ข้างๆ เห็นทุกอย่าง และตลอดทางหลังจากนั้น เขายิ่งคอยจับตามองอยู่ตลอด ดูละครต่อไป
ตลอดทางนี้ชายหนุ่มชุดหรูหราเล่าเรื่องในห้าร้อยกว่าวันที่เยวี่ยตงจากไป เรื่องของแดนศักดิ์สิทธิ์ พูดได้ว่าทุกประโยคอ่อนโยนเป็นอย่างยิ่ง ทุกคำพูดล้วนแฝงไว้ด้วยอารมณ์ลึกซึ้ง มาพร้อมด้วยของกำนัลชิ้นแล้วชิ้นเล่า…
เอ้อร์หนิวทางนั้นเห็นได้ชัดว่าไม่ว่าจะชาตินี้หรือชาติก่อนๆ หลายๆ ชาติล้วนไม่เคยพบเจอกับเหตุการณ์เช่นนี้ ดังนั้นจนถึงสุดท้าย สีหน้าล้วนฉายความงุนงงสับสนออกมาเล็กน้อย
แต่จากคำบอกเล่าของชายหนุ่มชุดหรูหราคนนี้ สวี่ชิงก็มีความเข้าใจต่อสภาวะที่เป็นปัจจุบันที่สุดของแดนศักดิ์สิทธิ์ปีกมารได้อย่างลึกซึ้ง
โดยเฉพาะ…หลี่ว์หลิงจื่อ ลูกศิษย์ของมหาจักรพรรดิหมิงเหยียนคนนั้นตลอดจนตระกูลหลันที่อีกฝ่ายพูดถึง
สำหรับเรื่องนี้ เอ้อร์หนิวเมื่อฟังแล้วก็ให้ความสนใจ ดังนั้นจึงเอ่ยถามไป
เจอกับคำถามของเอ้อร์หนิว ชายหนุ่มชุดหรูหรายิ่งเล่าละเอียด
หลี่ว์หลิงจื่อกลับมาเมื่อหนึ่งเดือนที่แล้ว!
“สำหรับเรื่องของหลี่ว์หลิงจื่อและตระกูลหลัน สิ่งที่ข้าเห็นก่อนหน้านี้ก็เป็นเพียงแค่ผิวเท่านั้น ดังนั้นแม่นางตงเอ๋อร์อย่างได้โทษที่ข้าไม่ได้บอกกับเจ้าเมื่อก่อนหน้านี้”
“เมื่อไม่นานมานี้ หลังจากที่ฐานะของตระกูลยกสูงขึ้น ได้ยินบรรพจารย์พูดถึงตระกูลหลันก็เพิ่งจะได้รู้…ที่แท้ความขัดแย้งระหว่างตระกูลหลันกับหลี่ว์หลิงจื่อ ผู้นำระดับสูงฝ่ายต่างๆ ของแดนศักดิ์สิทธิ์รู้ถึงสาเหตุเป็นอย่างดี”
“แต่พวกเขาก็ไม่ได้ไปแทรกแซง ไม่ว่าจะเป็นตระกูลหลันได้ชัยชนะในท้ายที่สุด หรือจะเป็นหลี่ว์หลิงจื่อ สำหรับฝ่ายต่างๆ แล้วเป็นใครล้วนไม่สำคัญ ขอแค่สนับสนุนผู้ที่ได้รับชัยชนะในท้ายที่สุดก็พอแล้ว”
“เมื่อเดือนก่อน หลี่ว์หลิงจื่อกลับมาด้วยพลังบำเพ็ญระดับเจ้าเหนือหัว บอกกับทุกฝ่ายว่าตระกูลหลันวางแผนคิดร้ายกับเขาเขาก็เลยเล่นไปตามน้ำ อาศัยพลังของพวกเขาทะลวงระดับเจ้าเหนือหัว และจากนั้นก็ย้อนสังหารบรรพจารย์ตระกูลหลัน”
“เรื่องนี้มีเงื่อนงำ แต่ว่าความสนใจของทุกฝ่ายไม่ได้อยู่ที่นี่ เพราะเมื่อกลับมา หลี่ว์หลิงจื่อทำสองเรื่อง เรื่องที่หนึ่งคือเปิดเผยเรื่องที่เขาได้สายเลือดบริสุทธิ์ของตระกูลหลัน อีกทั้งผสานสายเลือดไปในเนตรมารของตัวเเองแล้ว”
“พูดได้ว่า หลี่ว์หลิงจื่อในตอนนี้มองว่าเป็นผู้สืบทอดที่แท้จริงของมหาจักรพรรดิหมิงเหยียนได้แล้ว!”
“ยิ่งเพราะยกระดับสู่ระดับเจ้าเหนือหัว ตอนนี้ประดุจตะวันกล้ากลางฟ้า!”
“ส่วนเรื่องที่สองที่หลี่ว์หลิงจื่อทำคือบอกกับทุกฝ่ายว่า สามเดือนให้หลังจะมุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่มหาจักรพรรดิหมิงเหยียนปิดด่านทำการสืบทอดสุดท้าย”
“ขณะเดียวกันหลี่ว์หลิงจื่อยังเสนอว่าจะนำผู้บำเพ็ญระดับเจ้าเหนือหัวร่วมสำนักทั้งหมด ตลอดจนอัจฉริยะในเผ่าห้าคนเดินทางไปด้วยกัน ไม่แบ่งฝั่งประจิมหรือบูรพา ร่วมเสพสุขวาสนานี้!”
“ด้วยความคิดนี้ได้รับคำชมจากทุกฝ่ายของแดนศักดิ์สิทธิ์ แม้แต่มหาจักรพรรดิปีกมารก็ยังอนุญาตเรื่องนี้แล้ว”
“ในเมื่อสถานที่ที่มหาจักรพรรดิหมิงเหยียนปิดด่านนับเป็นสถานที่ปิดตาย หากอยากจะเปิดจะต้องใช้วิธีพิเศษ ตอนนี้คนที่สามารถเปิดสถานที่ที่มหาจักรพรรดิหมิงเหยียนปิดด่าน มีเพียงหลี่ว์หลิงจื่อที่ใกล้เคียงกับผู้สืบทอดมรดกสายเลือดตระกูลหลันเท่านั้นแล้ว อีกทั้งก็ต้องให้ลูกศิษย์คนอื่นๆ ของมหาจักรพรรดิช่วยด้วย”
“ดังนั้นจินตนาการได้ว่าสามเดือนข้างหน้า แดนศักดิ์สิทธิ์จะต้องเกิดคลื่นใต้น้ำโหมบ่า แต่ละฝ่ายจะต้องชิงสิทธิ์รายชื่อทั้งห้านี้”
“แต่ว่าตงเอ๋อร์ก็ยังเป็นเจ้าที่ฉลาด ท่าทางเจ้ากับตระกูลหลันแม้จะมีความสัมพันธ์อันดี แต่ก็ไม่ได้เข้าร่วมเรื่องระหว่างตระกูลหลันและหลี่ว์หลิงจื่อ ดังนั้นหลังจากที่เขากลับมาก็ไม่ได้พูดถึงเจ้าเลย”
ชายหนุ่มชุดหรูหราเอ่ยน้ำเสียงอ่อนโยน
เอ้อร์หนิวได้ยินในใจก็สั่นสะท้าน สายตากวาดไปยังสวี่ชิงที่อยู่ข้างๆ อย่างแทบจะไร้ร่องรอย
สวี่ชิงสีหน้าเป็นปกติ แต่ในใจเกิดระลอกคลื่นเช่นกัน
พวกเขารู้เรื่องจริง
ดังนั้นตอนนี้ฟังเรื่องนี้…จะอย่างไรก็มีร่องรอย
แต่ตอนนี้มีคนนอกอยู่ สวี่ชิงและเอ้อร์หนิวไม่อาจคุยกันได้
เช่นนี้เอง ภายใต้คำพูดหวานเลี่ยนขนลุกอยู่ตลอดของชายหนุ่มชุดหรูหรา เวลาไหลผ่านไป สามวันก็ผ่านไป
สวี่ชิงและเอ้อร์หนิวภายใต้การคุ้มกันของอีกฝ่ายในที่สุดก็มาถึงยังเมืองหนึ่ง ที่นี่คือสถานที่เป้าหมายที่พวกเขากำหนดเอาไว้เมื่อก่อนหน้านี้
ถึงตรงนี้ ชายหนุ่มชุดหรูหราท่าทางอาลัยอาวรณ์ แต่จากแผ่นหยกที่สั่นไม่หยุด สุดท้ายเขาก็ต้องเอ่ยลาอย่างจนปัญญา จะต้องเดินทางไปยังสนามรบ
ก่อนจาก เขามอบของกำนัลให้เอ้อร์หนิวอีกชิ้นแล้วชิ้นเล่าด้วยสายตาอ่อนหวานเปี่ยมไปด้วยความรู้สึก
เอ้อร์หนิวถือเอาไว้ สีหน้าก็ซับซ้อนขึ้นมาเช่นกัน
จวบจนเมื่อชายหนุ่มชุดหรูหราเดินหนึ่งก้าวหันมามองสามรอบจากไปแล้ว สวี่ชิงมองศิษย์พี่ใหญ่ที่อยู่ข้างๆ เอ่ยขึ้นราบเรียบ
“ศิษย์พี่ใหญ่เสน่ห์แรงไม่เบาเลย”
เอ้อร์หนิวสีหน้าแปลกประหลาด หลังจากนั้นครู่หนึ่งก็ถอนหายใจออกมา
“มารดามันสิ ชาติต่อไปข้าจะกลับลงไปเกิดเป็นผู้หญิง! ของกำนัลตลอดเส้นทางมานี้ทำให้ข้ารู้สึกว่าพวกเราตอนนี้ไปจากแดนศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่ขาดทุนแล้ว…”
เห็นศิษย์พี่ใหญ่ทอดถอนใจเช่นนี้ สวี่ชิงก็ไม่ได้ไปหยอกล้อต่อ แต่พูดถึงเรื่องหลี่ว์หลิงจื่อขึ้นมา
เอ้อร์หนิวได้ยินก็หรี่ตา
“ตัวตนของหลี่ว์หลิงจื่อนั่นข้ารู้สึกว่ามีปัญหา คงไม่ใช่ว่าข้าเดาถูกตั้งแต่ตอนนั้นแล้วกระมัง!”
พูดถึงตรงนี้เอ้อร์หนิวก็มองไปทางสวี่ชิง
สวี่ชิงครุ่นคิด และกำลังขบคิดเรื่องนี้ด้วย
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง เอ้อร์หนิวก็กระแอม
“ไม่ว่าจะอย่างไร อย่าหวังว่าจะได้ฮุบกินคนเดียว! สามเดือนหลังจากนี้พวกเราต้องหาวิธีปะปนเข้าไป”
“ส่วนตอนนี้ข้าเตรียมจะไปตำหนักวิชาเซียนเผ่าปีกมารฝั่งบูรพาสักหน่อย ไปช่วยสานฝันของเยวี่ยตงให้เป็นจริง อาชิงน้อย เจ้าเล่าจะไปกับข้าไหม”
สวี่ชิงส่ายหน้า มองไปทางที่ไกล
“ข้าไม่ไปตำหนักวิชาเซียน ข้าจะไปเอาตัวตนของข้า”
……
ขณะเดียวกัน ในเผ่าปีกมารฝั่งบูรพา ไม่ไกลจากแท่นเต๋ามหาจักรพรรดิหมิงเหยียนนักมียอดเขายักษ์เสียดฟ้ายอดเขาหนึ่ง
ยอดเขานี้เมื่อหนึ่งเดือนก่อนไม่มี
มันเพิ่งจะผงาดขึ้นในช่วงนี้
เป็นเขาเจ้าเหนือหัวลูกที่สิบที่เมื่อหลี่ว์หลิงจื่อเมื่อกลับมาเนื่องจากพลังบำเพ็ญของเขาเป็นระดับเจ้าเหนือหัว ดังนั้นจึงสร้างมันขึ้นมานั่นเอง
ตอนนี้ในตำหนักยอดเขา หลี่ว์หลิงจื่อที่สวมชุดคลุมยาวสีทองกำลังหลับตานั่งสมาธิ
ลมหายใจของเขาราวอัสนีสวรรค์ฟาดกึกก้อง สะท้านสะเทือนตำหนักใหญ่ ดังก้องไปในภูเขาลูกนี้ ก่อเป็นพลังอำนาจกดดันน่าหวาดเกรง
และเสี้ยวขณะต่อมา ดวงตาทั้งสองของเขาก็พลันลืมตื่นขึ้น ประดุจมีดวงดาวอยู่ในนั้นต่างเปล่างประกายพร่างพรายออกมา
คิ้วของเขาขมวดเล็กน้อย ยกมือเอาแผ่นหยกออกมาแแผ่นหนึ่ง
สัมผัสได้ถึงเรื่องที่เยวี่ยตงปรากฏตัวขึ้นที่ส่งมาในแผ่นหยก คิ้วของหลี่ว์หลิงจื่อยิ่งขมวดแน่น
“ไล่ไปไกลขนาดนั้นแล้วแท้ๆ แต่กลับยังวิ่งมาที่นี่อีก!”