ผู้กล้าเหนือกาลเวลา - บทที่ 1035 ธุลีสีขาวอันลึกลับ (1)
บทที่ 1035 ธุลีสีขาวอันลึกลับ (1)
………………..
สำหรับเผ่าปีกมารแล้ว ตำหนักวิชาเซียน ไม่ว่าจะเป็นเผ่าปีกมารบูรพา หรือเผ่าปีกมารประจิม ล้วนแต่เป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์
และสำหรับมหาปรมาจารย์เซียนทุกรุ่นแล้ว แม้พลังบำเพ็ญจะไม่ใช่เจ้าเหนือหัวไปเสียทั้งหมด แต่ตำแหน่งกลับเทียบเท่ากับเจ้าเหนือหัว
เพียงแต่ตอนนี้จากความตกต่ำของเผ่าปีกมารบูรพา ตลอดจนมหาปรมาจารย์เซียนตำหนักเซียนแดนตะวันออกแตกดับ ดังนั้น ตำหนักวิชาเซียนของเผ่าปีกมารบูรพาก็ค่อยๆ สูญเสียประกายรุ่งเรืองในอดีตไป
ปรมาจารย์เซียนทุกคนในนั้นล้วนแต่วางแผนแก่งแย่งกันทั้งต่อหน้าและลับหลัง ต่างคิดที่จะล้มอีกฝ่าย สืบทอดตำแหน่งมหาปรมาจารย์เซียน
ส่วนเยวี่ยตง แม้จะเป็นลูกศิษย์ของมหาปรมาจารย์เซียนรุ่นก่อน แต่ก็ไม่ได้เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติสืบทอดตำแหน่งเพียงคนเดียว
ดังนั้นนางถึงได้ร่วมมือกับตระกูลหลัน วางแผนการบ้าคลั่งหวังคว้าเอาโครงกระดูกมหาจักรพรรดิ หากนางทำได้สำเร็จจริงๆ…เช่นนั้นไม่ต้องพูดถึงตำหนักเซียนเพียงแห่งเดียวเลย ต่อให้เป็นทั้งเผ่าปีกมารบูรพา ทั้งนางและตระกูลหลันล้วนควบคุมไว้ได้ทั้งสิ้น
แต่ตอนนี้…ทุกอย่างเกิดการเปลี่ยนแปลง
แต่ดีที่มีเอ้อร์หนิว
เอ้อร์หนิวจิตใจดีงาม ชอบช่วยเหลือผู้อื่น ดังนั้นแผนของเยวี่ยตงมีผู้สืบสานต่อแล้ว
ตอนนี้ ในสระเมืองปีกมารแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้กับตำหนักวิชาเซียนปีกมารบูรพาใกล้ที่สุด เอ้อร์หนิวที่ได้ยินว่าสวี่ชิงไม่คิดจะร่วมทางไปด้วยกัน สายตาก็จับจ้องไปบนร่างสวี่ชิง
“ก็จริง เจ้าตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องมีตัวตน”
“เช่นนั้น หลังจากเจ้าได้ตัวตนเรียบร้อยแล้วมาหาข้าเป็นอย่างไร”
เอ้อร์หนิวถาม
สวี่ชิงได้ยินก็ส่ายหน้า
เขามีเรื่องของตัวเองที่ต้องไปจัดการ ก็เหมือนกับที่ศิษย์พี่ใหญ่คิดจะเข้าตำหนักวิชาเซียนแบบนั้น เรื่องที่สวี่ชิงจะทำคือจัดการปัญหาที่รบกวนตัวเขาเองมามานานแล้วเรื่องหนึ่ง
ปัญหานี้ สวี่ชิงเคยขบคิดมาแล้วหลายครั้ง แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ไม่มีวิธีจัดการ จวบจน…การปรากฏตัวขึ้นของเสี่ยเฉินจื่อ
ดังนั้นสำหรับคำพูดของศิษย์พี่ใหญ่ สวี่ชิงพูดอย่างสงบนิ่ง
“เวลาที่กลับมาข้ายังไม่แน่ใจ”
“ในตัวเสี่ยเฉินจื่อคนนั้นมีความพิเศษบางอย่างที่ทำให้ข้าสนใจนัก ศิษย์พี่ใหญ่ ข้าเตรียมจะไปสืบสักหน่อย”
“รอเมื่อข้าสืบเรียบร้อยแล้ว ข้าค่อยไปหาท่าน”
คำพูดของสวี่ชิงสร้างความอยากรู้อยากเห็นให้เอ้อร์หนิวทันที
“ความพิเศษอะไร”
สวี่ชิงเงยหน้า ทอดสายตามองไปยังที่ไกล สัมผัสถึงตราประทับที่ทิ้งไว้บนร่างของเสี่ยเฉินจื่อ ตอนนี้สลายไปเองประมาณหนึ่งแล้ว แต่ว่าตอนนั้นเขาเพื่อที่จะป้องกันเหตุไม่คาดฝันยังทิ้งเนตรเงาข้างหนึ่งของเจ้าเงาไว้ด้วย
ดังนั้นร่องรอยของเสี่ยเฉินจื่อคนนี้ไม่ได้หลุดมือไป
ตอนนี้หลังจากสัมผัสรับรู้ ในดวงตาสวี่ชิงฉายประกายประหลาดกลุ่มหนึ่ง เอ่ยพึมพำเสียงต่ำ
“ไม่แปดเปื้อนผลกรรมเวร!”
สวี่ชิงพูดจบ ร่างก็เดินไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง แล้วรางเลือนไปในพริบตา หายไปในท้องฟ้า
เอ้อร์หนิวมองไปทางทิศที่สวี่ชิงจากไป คล้ายครุ่นคิด
“ก็ดีเหมือนกัน อย่างไรเสีย ด้วยพลังบำเพ็ญของศิษย์น้องเล็กในตอนนี้ ขอเพียงรอบคอบสักนิดก็ไม่เป็นปัญหา อีกทั้ง…ที่นี่คือเผ่าปีกมารบูรพา มีหลี่ว์หลิงจื่ออยู่มิใช่หรือไร”
เอ้อร์หนิวเลียริมฝีปาก หันไปมองทางตำหนักวิชาเซียน ทะยานไปอย่างรวดเร็ว
เช่นนี้เอง กลุ่มชิงหนิวก็แยกกันที่นี่ ต่างแยกกันไปจัดการเรื่องของตัวเอง
หลังจากนั้นหลายชั่วยาม บนท้องฟ้าเผ่าปีกมารบูรพา เงาร่างของสวี่ชิงขณะที่อำพรางกายมาตลอดทาง ไปตามทิศทางที่เนตรเงานำทาง เข้าใกล้ไปเรื่อยๆ
จากการเข้าใกล้ ในใจของเขาก็เกิดระลอกคลื่นอารมณ์ขึ้น
เจอเสี่ยเฉินจื่อ สัมผัสได้ถึงความพิเศษในตัวเสี่นเฉินจื่อ นี่เป็นเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่สวี่ชิงไม่คาดฝัน
และเหตุการณ์ไม่คาดฝันนี้ เป็นประเด็นสำคัญของระลอกคลื่นอารมณ์ในใจเขา
เพราะปัญหาที่ใหญ่ที่สุดที่รบกวนเขาในช่วงนี้ก็คือพลังบำเพ็ญ!
นับจากที่เขาตายที่เมืองหลวงเผ่ามนุษย์ หลังจากที่ท่านอาจารย์ได้ใช้เลือดเนื้อของเสี้ยวหน้าเทพเจ้าสร้างร่างกายให้ ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง แม้จะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์มหาศาล ทว่าขณะเดียวกันนั้นก็เต็มไปด้วยพันธนาการมากมาย
การหลอมผสานของวิญญาณและกายเนื้อเป็นเพียงข้อหนึ่งเท่านั้น
สิ่งที่ทำให้เขาร้อนใจมากที่สุดคือพลังบำเพ็ญ!
ในมุมหนึ่ง หลังบำเพ็ญของเขาติดขัดแล้ว!
คิดจะทำลวงระดับหวนสู่อนัตตาขอบเขตนี้ ต้องให้พลังอำนาจเทพร้อยอำนาจในทะเลความรู้สึกของเขากะพริบส่องแสงทั้งหมด
เรื่องนี้ยากเป็นอย่างยิ่ง
แต่เขาอยากจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้น เขาอยากก้าวสู่ระดับเตรียมสู่เทวะ เพราะไม่ว่าจะเป็นภัยคุกคามของรัชทายาทรัฐม่วงคราม หรือจะเป็นสงครามแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ในตอนนี้ ทุกอย่างล้วนจำต้องให้ตัวเองเป็นผู้แข็งแกร่งที่แท้จริง ถึงจะยิ่งเดินไปได้ไกลยิ่งขึ้น มั่นคงมั่นใจยิ่งขึ้น
และอยู่ใต้ปีกของท่านอาจารย์ไปตลอด สำหรับสวี่ชิงแล้ว นี่ไม่ใช่เส้นทางที่เขาอยากได้
แต่พลังอำนาจเทพกลับไม่ใช่สิ่งที่เขาพยายามก็จะคว้ามาได้
ไม่ว่าจะเป็นสัมผัสรับรู้ หรือจะเป็นชิงพลังอำนาจเทพ ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ไม่แน่นอนทั้งสิ้น
และคำว่าไม่แน่นอนสามคำนี้ สำหรับสวี่ชิงที่ในอดีตพลังบำเพ็ญยกระดับอย่างรวดเร็วมาตลอดทางไม่อาจยอมรับได้
“ร่างนี้ทำให้พลังการป้องกันของข้า ระดับเจ้าเหนือหัวลงไปไม่อาจสั่นคลอนได้ ยิ่งมีศักยภาพไม่สิ้นสุด…แต่ก็สร้างการจำกัดให้กับข้า”
“ส่วนพลังอำนาจเทพ…แม้จะช่วยยกระดับกำลังรบของข้า เพียงแต่การได้มาทุกครั้งล้วนแต่ต้องพึ่งวาสนา”
“สำเร็จก็เพราะพลังอำนาจเทพ ลำบากก็เพราะพลังอำนาจเทพ”
สวี่ชิงพึมพำในใจ
จะแก้ปัญหาอย่างไร ก่อนหน้านี้เขาก็ขบคิดเช่นกัน และคิดถึงวิธีการแก้ไขเช่นกัน
กระทั่งว่าตอนที่อยู่ที่ทวีปปักษาสวรรค์ทักษิณ เขาเคยถามนายท่านเจ็ด
คำตอบสำหรับเรื่องนี้ของนายท่านเจ็ดได้บอกกับสวี่ชิงว่า นี่เป็นเส้นทางที่ศักยภาพไร้ขีดจำกัดอีกทั้งยังเป็นเส้นทางใหม่ไม่เคยมีมาก่อน ไม่มีใครสามารถชี้แนะได้อย่างสมบูรณ์ ทุกอย่าง สุดท้ายแล้วคือเขาจะต้องไปค้นหาด้วยตัวเอง
สิ่งที่ให้เขาได้มีเพียงแสงเซียนอาทิตย์ทมิฬที่เร่งการผสานของวิญญาณและกายเนื้อเท่านั้น
และในหลายเดือนนั้นที่เมืองหลวงเผ่ามนุษย์ สวี่ชิงจับตามองเฟิงหลินเทา พลางคิดหาวิธีไปด้วย สุดท้ายเขาก็นึกวิธีหนึ่งออก
นั่นก็คือสร้างร่างแยกขึ้นมาร่างหนึ่ง แยกจากร่างจริง แยกไปฝึกฝน
บรรลุเป้าหมายในการทะลวงระดับขั้นจากการนี้
แต่สุดท้ายเขาก็ล้มเลิก
เพราะหลังจากที่เขาอนุมานดูก็พบว่า สร้างร่างแยกไปฝึกฝน ความเป็นไปได้เท่ากับศูนย์
เหตุที่เป็นเช่นนี้ ประเด็นสำคัญอยู่ที่ผลกรรมเวรของเขามากมายมหาศาลนัก
ไม่ว่าจะเป็นผลกรรมเวรที่มหาสมุทรนอก หรือจะเป็นผลกรรมเวรของเทพเจ้าเหล่านั้น หรือจะเป็นผลกรรมเวรระหว่างรัชทายาทรัฐม่วงคราม…ที่สำคัญที่สุดคือผลกรรมเวรกับเสี้ยวหน้าเทพเจ้า
นี่ทำให้เขาต่อให้สร้างร่างแยกออกมา แต่ก็เพราะผลกรรมเวรเหล่านี้ ทำให้ร่างแยกมีปัญหาใหญ่
ร่างแยกเพราะไม่อาจรับผลกรรมเวรเหล่านี้ได้ ทำให้ทันทีที่ปรากฏขึ้นก็จะระเบิดไปเองทันที
กรรไกรมหาจักรพรรดิแม้จะคมกริบ แต่ก็ไม่อาจตัดได้ขาด
และแต่เดิม ความคิดที่จะสร้างร่างแยกความคิดนี้ สวี่ชิงได้ปฏิเสธไปแล้วในใจ
จวบจนกระทั่งเขาได้เจอเสี่ยเฉินจื่อเมื่อก่อนหน้านี้!
การปรากฏตัวขึ้นของเสี่ยเฉินจื่อ ตลอดจนการประมือกันกับสวี่ชิงในหมอกเลือด ทำให้สวี่ชิงมองเห็นถึงความอัศจรรย์บางอย่าง
เส้นไหมแห่งชะตาในตัวเสี่ยเฉินจื่อไม่เหมือนกับคนอื่น
ภายใต้อำนาจลบเลือนของสวี่ชิง เขามองเห็นในเส้นไหมแห่งชะตาของเสี่ยเฉินจื่อมีฝุ่นสีขาวจำนวนหนึ่งอยู่ด้วย
ละเอียดเป็นอย่างมาก
นี่เป็นสิ่งที่สวี่ชิงไม่เคยเห็นในเส้นไหมแห่งชะตาของใครเลย
แม้ตอนนั้นเขากับเอ้อร์หนิวในตอนนั้น สำหรับวิชาเซียนหกรากราคะตัณหาที่เสี่ยเฉินจื่อสำแดงออกมา จะถูกการมาเยือนของชายหนุ่มชุดหรูหราขัดจังหวะไปโดยไม่ได้ตั้งใจก็ตาม
แต่ในขณะที่สำแดงวิชาเซียนวิชานี้ สวี่ชิงก็สัมผัสได้ว่าฝุ่นสีขาวเหล่านั้นมีพลังต่อต้านกับวิชาเซียนหกรากราคะตัณหา
นี่ทำให้การประทับตราของหกจิตเจ็ดวิญญาณเปลี่ยนมายากลำบาก
ความพิเศษนี้สร้างความสนใจให้กับสวี่ชิง และการมาเยือนของชายหนุ่มชุดหรูหราในหลังจากนั้น สวี่ชิงก็จงใจปล่อยเสี่ยเฉินจื่อไปตามน้ำ ขณะเดียวกันก็ฝังเรื่องนี้ไว้ในใจ
จากนั้นตลอดทางการเดินทาง เขาดูเหมือนติดตามอย่างไร้ซึ่งอารมณ์ แต่ก็ฟังบทสนทนาของชายหนุ่มชุดหรูหราพลางขบคิดถึงความพิเศษของเสี่ยวเฉินจื่อในใจไปด้วย
สุดท้ายเขาก็เดาอะไรได้อย่างหนึ่ง
“เหมือนว่าจะไม่แปดเปื้อนผลกรรมเวร”
สวี่ชิงดวงตาฉายประกายวาววับ ตอนนี้เป็นเวลาพลบค่ำแล้ว ท่ามกลางแสงที่หลงเหลือในยามเย็นสาดทอ เขาเงยหน้ามองไปยังภูเขาเตี้ยๆ ลูกหนึ่งที่อยู่ไปไม่ไกล ร่างเพียงไหววูบก็ตรงไปยังภูเขาเตี้ยๆ ลูกนั้น
……
ตอนนี้ ณ ถ้ำแห่งหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในภูเขาเตี้ย
นอกถ้ำเต็มไปด้วยค่ายกล นอกจากจะมีผลในการซ่อนอำพรางแล้ว ยังมีผลในการป้องกันในระดับหนึ่งด้วย
ส่วนในถ้ำ เสี่ยเลี่ยนจื่อขัดสมาธินั่งทำสมาธิ
ก่อนหน้านี้หลังจากที่เขาหนีมาจากสวี่ชิงและเอ้อร์หนิวทางนั้นก็ไม่ได้กลับไปยังถ้ำแต่เดิมของตัวเอง แต่มาสำรวจว่าตัวเองถูกลงตราประทับสัญลักษณ์หรือไม่ อีกทั้งยังเปลี่ยนถ้ำอีกหลายถ้ำทิ้งร่องรอย
สุดท้ายก็มาบุกเบิกที่แห่งนี้
ตอนนี้สีหน้าของเขาขาวซีด ท่าทางเหมือนบาดเจ็บสาหัส ใบหน้าเส้นเลือดขึ้นปูดโปน ระลอกคลื่นพลังในร่างไม่เสถียร
โดยเฉพาะโลกใบใหญ่ในตัวเขา จากเจ็ดใบเหลือห้าใบ อีกทั้งยังหมองหม่นไร้ประกาย
โลกใบใหญ่สองใบที่หายไปนั้น ในการต่อสู้กับสวี่ชิงและเอ้อร์หนิว เขาได้เลือกที่จะระเบิดทิ้ง ใช้วิธีนี้แลกมาซึ่งพลังในการหนีเอาชีวิตรอด
“เยวี่ยตงนั่นไม่ชอบมาพากล!”
“การลงมาของนังแพศยานั่นเหี้ยมโหดยิ่งกว่าเมื่อก่อน อีกทั้งกำลังรบยังแข็งแกร่งขึ้น แล้วยังมีหุ่นเชิดโครงกระดูกตัวนั้นของนาง…ทำให้ข้ารู้สึกอกสั่นขวัญแขวนนัก”
“โดยเฉพาะหุ่นเชิดศพนั่นยังสามารถสำแดงวิชาเซียนหกรากราคะตัณหากับนางได้อีกด้วย…”
“สมควรตาย!!”
ในใจเสี่ยเฉินจื่อเกิดคลื่นซัดกระหน่ำ ท่วมท้นไปด้วยความเจ็บใจและความอาฆาตแค้น แต่ในใจเขากลับไม่สงสัยตัวตนของเยวี่ยตงเลย เพราะวิชาหกรากราคะตัณหา นี่เป็นทั้งสัญลักษณ์ของตำหนักวิชาเซียนปีกมารบูรพา และเป็นทั้งสัญลักษณ์ของเยวี่ยตง
“นังแพศยานี่หลังจากที่เป็นกลุ่มแนวหน้า เดินทางไปยังแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ จะต้องได้วาสนายิ่งใหญ่อะไรอย่างแน่นอน!”
“เช่นนี้แล้ว หากคิดอยากฆ่าานางก็จะต้องเตรียมการ”
เสี่ยเฉินจื่อจนใจ ตอนนี้ขณะที่รักษาอาการบาดเจ็บก็เอาแผ่นหยกแผ่นหนึ่งออกมา
นี่เป็นแผ่นหยกภารกิจที่แดนศักดิ์สิทธิ์ปีกมารมอบให้กับสมาชิกเผ่าทุกคน ในนั้นบันทึกรายการภารกิจทั้งหมดเอาไว้ ตลอดจนจำนวนของคุณงามความชอบที่จะได้รับเมื่อภารกิจสำเร็จ
“ต้องสะสมแต้มความชอบต่อ ถึงจะแลกทรัพยากรได้มากขึ้น ตลอดจนสิทธิ์ที่จะเดินทางไปแดนลับอื่นได้”
“ดีที่เผ่ามนุษย์มีมากเพียงพอ คนอ่อนในนั้นมีไม่น้อย อย่างดีก็ฆ่ามากอีกสักหน่อย สะสมแต้มความชอบผ่านจากจำนวนได้เหมือนกัน”
เสี่ยเฉินจื่อจำต้องสะกดจิตสังหารต่อเยวี่ยตงลงไป เขาเดิมก็เป็นคนที่เชี่ยวชาญการสะกดกลั้นอยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นก่อนหน้านี้ คงไม่รอให้ตัวเองคิดว่ามีความมั่นใจแล้ว ถึงจะลงมืออย่างเฉียบพลันรวดเร็วเช่นนั้น
แต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่า พลังของตัวเองยังไม่พอ ดังนั้นจึงเตรียมสะสมต่อไป รอเมื่อตัวเองแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ค่อยไปแก้แค้น
แต่ในตอนที่จิตเทพของเขาหาภารกิจที่เหมาะสมในแผ่นหยกอยู่นั้น นอกถ้ำก็พลันมีระลอกคลื่นพลังแผ่มา
ระลอกคลื่นพลังนี้ทีแรกก็ยังเบาๆ แต่เพียงพริบตาก็รุนแรงขึ้น ทำให้แผ่นดินสะเทือนภูเขาสั่นไหว เสียงดังกึกก้องสะท้านเลื่อนลั่น
ค่ายกลถูกสั่นคลอน
ประตูถ้ำยิ่งเกิดรอยร้าวเป็นทางๆ
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันนี้ทำให้เสี่ยเฉินจื่อหน้าเปลี่นนสี มือขวายกขึ้นกำลังจะกดไปบนพื้น
บนพื้นรอบๆ เขาสลักตราส่งข้ามเอาไว้
ขอเพียงกดลงไปก็จะส่งข้ามออกไปได้
แต่ในขณะที่มือของเขาห่างกับพื้นเพียงสามชุ่น ก็พลันหยุดชะงัก ในเงาใต้ร่างเขามีตาข้างหนึ่งลืมขึ้นมา
นั่นคือเจ้าเงา
ปะทุขึ้นในช่วงเวลาสำคัญ
แม้มันจะไม่สามารถควบคุมเสี่ยเฉินจื่อได้โดยสมบูรณ์ แต่ควบคุมไว้ครู่หนึ่งนั้นพอจะทำได้
เสี่ยเฉินจื่อในใจสั่นสะท้านบ้าคลั่ง ปากส่งเสียงคำรามต่ำไปตามสัญชาตญาณ จะยกมือขวาขึ้นดิ้นรน คิดจะซัดลงไปยังค่ายกลส่งข้ามบนพื้น
แต่ในตอนนี้เอง เสียงเย็นเยือกเสียงหนึ่งก็ดังออกมาท่ามกลางเสียงคำรามต่ำทุ้มของเขา
“หาเจ้าเจอแล้ว”