พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร - ตอนที่ 10 พลังของระบบกลืนกินมังกร
เมื่อหวงเยี่ยรับรู้ได้อย่างแจ่มชัดว่าสิ่งซึ่งเพิ่งปรากฏขึ้นในชีวิตของตนนั้นมิใช่ภาพลวงตา เป็นของจริงอย่างถึงหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ ความลังเลที่เคยเกาะกินหัวใจอยู่ลึกๆก็สลายหายไปในชั่วขณะ ชายหนุ่มนั่งนิ่งอยู่บนเตียง ฝ่ามือกำแน่นอย่างควบคุมอารมณ์ไม่อยู่
ดวงตาทอประกายคมกริบ ราวกับกำลังจ้องมองเส้นทางสายใหม่ที่เปิดออกเบื้องหน้าอย่างเด่นชัด
ระบบกลืนกินมังกร
ชื่อที่ฟังดูยิ่งใหญ่และเกินจริงในคราแรก บัดนี้กลับหนักแน่นและทรงพลังจนไม่อาจปฏิเสธได้อีก
เขาสูดลมหายใจลึก ก่อนเอ่ยถามออกไปในความเงียบของห้อง
“ระบบกลืนกินมังกร..”
“สามารถทำอะไรได้บ้าง”
คำถามนั้นไม่ได้มีผู้ตอบด้วยเสียง หากในวินาทีถัดมา ข้อมูลจำนวนมหาศาลก็ผุดขึ้นในหัวสมองของเขาอย่างฉับพลัน ราวกับมีลำแสงสว่างพุ่งตรงเข้าสู่สติสัมปชัญญะ ความเข้าใจหลั่งไหลเข้ามาเป็นสายธาร ทำให้หัวใจของเขาสะท้านเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ
“งั้นเหรอ..”
“ข้าเข้าใจแล้ว!”
เสียงพึมพำหลุดออกจากริมฝีปาก เมื่อเรียบเรียงความคิดเสร็จสิ้น เขาจึงยกมือขึ้นโบกไปยังเบื้องหน้าอย่างชำนาญราวกับเคยทำมาแล้วหลายครั้ง อากาศตรงหน้าบิดเบี้ยวเล็กน้อย ก่อนที่หน้าต่างโฮโลแกรมสีฟ้าครามสว่างจะปรากฏขึ้นอีกครา
แสงเรืองรองสะท้อนบนใบหน้าของเด็กหนุ่มให้ดูเข้มขรึมและลุ่มลึกยิ่งกว่าเดิม
ทว่าครานี้มันมิได้ว่างเปล่าเช่นก่อน และเต็มไปด้วยข้อมูลอันละเอียดชัดเจน
【หวงเยี่ยซื่อจื่อ อายุ 17 ปี】
【เผ่าพันธุ์มนุษย์สายเลือดระดับต่ำ】- สามารถพัฒนาได้ ใช้แต้มวิญญาณ 100,000
【เจตจำนงธาตุพฤกษาระดับราชา ราชันย์พงไพรพิฆาตดารา】- สามารถพัฒนาได้ ใช้แต้มวิญญาณ 500,000
【พลังวิญญาณระดับเริ่มต้นขั้นแรกเริ่ม】- สามารถพัฒนาได้ ใช้แต้มวิญญาณ 100
【ร่างกายระดับเริ่มต้นขั้นแรกเริ่ม】- สามารถพัฒนาได้ ใช้แต้มวิญญาณ 100
【แต้มวิญญาณ 0 】(แต้มวิญญาณจะได้รับจากการสังหารสิ่งมีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับเผ่าพันธุ์มังกรโดยตรง)
ตัวอักษรทุกบรรทัดสะท้อนอยู่ในดวงตาของเขาอย่างชัดเจน ราวกับถูกสลักลงไปในจิตใจอย่างไม่อาจลบเลือน
หวงเยี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างประหลาดใจและตื่นเต้นปนกัน
“ข้าเข้าใจแล้ว! หมายความว่าขอเพียงแค่มีแต้มวิญญาณมากพอ ฉันจะสามารถยกระดับศักยภาพของพลังวิญญาณและร่างกายให้แข็งแกร่งขึ้นได้อย่างรวดเร็ว มันเป็นทางลัดที่นอกเหนือไปจากการใช้วิชาขับเคลื่อนพลังเพื่อฝึกฝน!”
ปกติแล้ว การเพิ่มพูนพลังจำเป็นต้องอาศัยการฝึกหนักอย่างยาวนาน ต้องโคจรลมหายใจ ต้องชำระเส้นชีพจร ต้องอดทนต่อความเจ็บปวดของการทะลวงขีดจำกัดทีละขั้น แต่ระบบตรงหน้ากลับเสนอเส้นทางอีกสายหนึ่ง
เส้นทางที่แลกมาด้วยแต้มวิญญาณซึ่งได้จากการสังหารสิ่งมีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับเผ่าพันธุ์มังกรโดยตรง
หวงเยี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย ขณะสายตาจับจ้องไปยังบรรทัดสำคัญที่สุด
【เจตจำนงธาตุพฤกษาระดับราชา ราชันย์พงไพรพิฆาตดารา】- สามารถพัฒนาได้ ใช้แต้มวิญญาณ 500,000
หัวใจของเขาเต้นระรัวขึ้นอย่างควบคุมไม่อยู่
“กระทั่งเจตจำนงระดับราชาก็ยังสามารถยกระดับได้…”
เจตจำนงระดับราชานั้น สำหรับมนุษย์ทั่วไปถือว่าเป็นขีดสุดที่ยากจะเอื้อมถึง เป็นรากฐานแห่งพลังอันสูงส่งที่ทำให้เขาแตกต่างจากผู้อื่นอย่างสิ้นเชิง แต่ระบบกลับบอกชัดเจนว่าสามารถพัฒนาได้
ความหมายของคำสามคำนี้หนักหน่วงยิ่งกว่าภูเขา
“ถ้าเจตจำนงระดับราชาสามารถอัพเกรดและพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นได้.. มันก็หมายความว่านั่นคือเจตจำนงแห่งพลังระดับจักรพรรดิ!”
“หรือเจตจำนงระดับเทพ!”
นั่นคือพลังที่ยิ่งใหญ่มากที่สุดในอารยธรรมแห่งเผ่าพันธุ์มนุษย์ เป็นขีดสุดที่มีเพียงตำนานเล่าขาน ไม่มีใครพบเห็นด้วยตนเองมานานแสนนาน มันคือสัญลักษณ์แห่งอำนาจที่ไม่แพ้เทพเจ้าบนสรวงสวรรค์
หวงเยี่ยหลับตาลงชั่วครู่ พยายามควบคุมจังหวะหัวใจที่เต้นแรงราวกับจะทะลุอก ความคิดหนึ่งชัดเจนขึ้นในใจ เส้นทางนี้มิใช่เพียงการแข็งแกร่งขึ้นทีละก้าว หากเป็นการก้าวกระโดดข้ามขีดจำกัดที่มนุษย์ทั่วไปไม่อาจฝันถึง
เขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง แสงสีฟ้าครามของหน้าต่างโฮโลแกรมสะท้อนอยู่ในดวงตาที่แน่วแน่ยิ่งกว่าเดิม
“ขอเพียงมีแต้มวิญญาณมากพอ.. ข้าหวงเยี่ยก็สามารถพัฒนาได้อย่างไร้ขอบเขต!”
ภาพต้นไม้สีม่วงขนาดใหญ่ในแหล่งพลังงานผุดขึ้นในสติอีกครั้ง ราชันย์พงไพรพิฆาตดารายืนตระหง่านอย่างสงบนิ่ง รอคอยการหล่อเลี้ยงด้วยพลังที่มากขึ้น หากวันหนึ่งมันก้าวข้ามระดับราชาไปสู่ระดับจักรพรรดิ หรือแม้กระทั่งระดับเทพ
ความคิดเกี่ยวกับศักยภาพอันไร้ขอบเขตยังคงหมุนวนอยู่ภายในจิตใจของหวงเยี่ยไม่หยุดหย่อน
ตัวเลขแต้มวิญญาณที่เป็นศูนย์ราวกับกระตุ้นให้เขารู้สึกกระหายมากยิ่งขึ้น ยิ่งทบทวนข้อมูลที่ระบบกลืนกินมังกรมอบให้เท่าใด เลือดในกายก็ยิ่งร้อนผ่าวราวกับถูกจุดไฟเผาไหม้จากภายใน ความตื่นเต้นที่พยายามกดข่มไว้กลับค่อยๆทะลักขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมได้
เขาลุกขึ้นยืนภายในห้องที่มืดสลัว เสียงลมหายใจของตนเองดังชัดเจนกว่าปกติ หัวใจเต้นแรงจนเหมือนจะก้องสะท้อนอยู่ในผนังสี่ด้าน
“รอถึงเช้าไม่ได้แล้ว!”
ในที่สุด ความอยากทดสอบพลังใหม่ที่เพิ่งได้รับมาก็เอาชนะความเหน็ดเหนื่อยทั้งหมด
เขาหยิบเสื้อคลุมขึ้นสวมอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเปิดประตูออกจากที่พักกลางดึกโดยแทบไม่ลังเล ลมเย็นยามค่ำคืนพัดผ่านใบหน้า ทำให้สติของเขาแจ่มชัดยิ่งขึ้น ท้องฟ้าเหนือศีรษะเต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับ เฝ้ามองการเคลื่อนไหวของเด็กหนุ่มผู้เพิ่งก้าวเข้าสู่เส้นทางอันยิ่งใหญ่
ปลายทางของเขาคือโรงฝึกมังกร
สถานที่แห่งนั้นคือศูนย์รวมของเหล่านักล่ามังกร ภายในครบครันด้วยอุปกรณ์ทดสอบกำลัง เครื่องวัดความหนาแน่นพลังวิญญาณ ห้องจำลองแรงกระแทก รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกอีกมากมายเพื่อประเมินศักยภาพของผู้ฝึกฝนอย่างละเอียด และเนื่องจากโลกปัจจุบันเต็มไปด้วยอันตรายจากสิ่งมีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับเผ่าพันธุ์มังกร โรงฝึกส่วนใหญ่จึงเปิดให้บริการตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงโดยไม่มีวันหยุด
หวงเยี่ยก้าวเข้าสู่โถงใหญ่ที่สว่างไสวด้วยแสงไฟสีขาวสะอาดตา
เสียงเครื่องจักรเบาๆดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ บางมุมมีนักล่ามังกรฝึกซ้อมอยู่เงียบๆ บางคนทดสอบพลังด้วยใบหน้าจริงจัง
เขาเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์ด้านหน้า ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ขอเช่าห้องทดสอบพลังหน่อย”
พนักงานหญิงที่ประจำอยู่หลังโต๊ะเงยหน้าขึ้นทันที
ดวงตาของนางเบิกกว้างเล็กน้อยเมื่อได้เห็นใบหน้าของชายหนุ่มตรงหน้า จากนั้นรอยยิ้มหวานก็ผุดขึ้นโดยไม่ต้องเสแสร้ง
“ได้เลยค่ะ ไม่เคยเห็นหน้าสุดหล่อมาก่อนเลย เพิ่งเป็นนักล่ามังกรหรือคะ?”
น้ำเสียงของนางอ่อนหวาน สายตาที่ทอดมองเต็มไปด้วยความสนใจอย่างเปิดเผย
หวงเยี่ยยืนนิ่งเล็กน้อย และรู้ดีว่ารูปลักษณ์ของตนมักดึงดูดสายตาผู้คนได้ง่ายเกินไป ใบหน้าคมคายเรียวบางและงามสง่า เส้นผมสีฟ้าสว่างที่เปล่งประกายใต้แสงไฟดูราวกับเส้นสายแห่งดวงดาว ทำให้ภาพลักษณ์ของเขาโดดเด่นเกินกว่าจะกลืนหายไปในฝูงชน
ทว่าท่าทีที่เกือบจะ “กลืนกิน” ของหญิงสาวตรงหน้า กลับทำให้เขาเริ่มรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย
“เพิ่งเริ่มฝึกจริงจัง”
เขาตอบสั้นๆพร้อมหัวเราะกลบเกลื่อนความเขินอายที่เริ่มก่อตัว
หญิงสาวหัวเราะเบาๆ ดวงตาเป็นประกาย
“งั้นต้องเลือกห้องที่มีระบบวัดละเอียดหน่อยนะคะ จะได้เห็นผลชัดๆ”
“ขอบคุณมาก”
เขารับบัตรเข้าใช้ห้องอย่างรวดเร็ว ก่อนจะก้าวออกจากบริเวณเคาน์เตอร์แทบจะในทันที
รู้สึกได้ว่าหากยืนอยู่ตรงนั้นนานกว่านี้ สถานการณ์คงยิ่งน่าอึดอัดมากขึ้น
เมื่อประตูห้องทดสอบปิดลงเบื้องหลัง เสียงภายนอกทั้งหมดก็ถูกตัดขาด หวงเยี่ยจึงถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก มือหนึ่งยกขึ้นลูบใบหน้าของตนเอง ราวกับต้องการปลอบประโลมความเหน็ดเหนื่อยทางอารมณ์
“เฮ้อ เกิดเป็นคนที่มีเสน่ห์นี่มันแย่จริงๆ”
คำบ่นนั้นหลุดออกมาอย่างจริงใจมากกว่าหยอกล้อ
เขามองภาพสะท้อนของตนเองในผนังโลหะเงา เส้นผมสีฟ้าสว่างยังคงเปล่งประกายสะดุดตาเหมือนเช่นเคย
“แถมเส้นผมสีฟ้าสว่างของฉันก็ดันแปลกประหลาดเสียด้วยสิ”
ขณะที่กำลังพูด ตัวของเขาก็ยกมือขึ้นจับปอยผมเบาๆ สีสันนี้ไม่เคยจางหาย ไม่ว่าจะพยายามย้อมทับด้วยสีใด หรือใช้วิธีปกปิดมากแค่ไหน สุดท้ายมันก็กลับคืนสู่เฉดฟ้าสุกใสเช่นเดิม เหมือนเป็นสัญลักษณ์บางอย่างที่ฝังลึกอยู่ในตัวเขา
“ด้วยรูปลักษณ์เช่นนี้ บางครั้งข้ายังเคยโดนผู้ชายด้วยกันจีบเลย”
ประโยคนั้นทำให้เขาหัวเราะออกมาอีกครั้ง ครานี้เต็มไปด้วยความขบขันมากกว่าความอึดอัด
แม้จะเป็นเรื่องน่าปวดหัวอยู่บ้าง แต่ก็เป็นสีสันหนึ่งของชีวิตที่ชายหนุ่มคุ้นชินมาตลอดหลายปี
อย่างไรก็ตาม เสียงหัวเราะได้จางหายไปเมื่อสายตาหันกลับมามองอุปกรณ์ภายในห้องทดสอบ เครื่องวัดแรงกระแทกตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลาง ผนังรอบด้านเสริมความแข็งแรงด้วยวัสดุพิเศษ พื้นที่นี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับพลังของนักล่ามังกรโดยแท้จริง
เขาก้าวไปยืนกลางห้อง สูดลมหายใจลึก พลังวิญญาณภายในเริ่มไหลเวียนอย่างเงียบงัน
ต้นไม้สีม่วงในแหล่งพลังงานสั่นไหวแผ่วเบา กิ่งก้านทั้งเจ็ดแผ่กระจายราวกับกำลังตอบรับความตั้งใจของผู้ครอบครอง
“เอาละนะ..”
ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังอย่างสิ้นเชิง ความขบขันเมื่อครู่สลายหายไป เหลือเพียงความมุ่งมั่นอันแน่วแน่
คืนนี้ เขาจะได้เห็นด้วยตาตนเองว่าราชันย์พงไพรพิฆาตดาราแข็งแกร่งเพียงใด
และระบบกลืนกินมังกรที่มอบเส้นทางลัดให้เขานั้น จะนำพาเขาไปสู่จุดใดในอนาคตกันแน่