พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร - ตอนที่ 9 กำเนิดใหม่ด้วยพลังราชา
การปลุกเจตจำนงระดับราชาได้ทำให้ทั้งอาณาเขตเมืองเปี่ยมไปด้วยบรรยากาศที่หนักอึ้ง อากาศที่ควรจะเคลื่อนไหวอย่างอิสระกลับนิ่งสนิทราวกับถูกตรึงไว้ด้วยพลังบางอย่าง ท้องฟ้ายามราตรีซึ่งเคยโปร่งใสภายใต้แสงดาว บัดนี้ถูกครอบงำด้วยรากไม้สีม่วงที่แผ่กิ่งก้าน
รากไม้เหล่านั้นดำรงอยู่ด้วยความน่าเกรงขาม เส้นสายทุกเส้นเปล่งประกายแผ่วลึกดุจโลหิตที่ไหลเวียนอยู่ใต้เปลือกไม้
นักล่ามังกรผู้แข็งแกร่งต่างยืนนิ่งด้วยสายตาเคร่งขรึม
พวกเขารับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าพลังซึ่งกำลังสำแดงตนอยู่นั้นอยู่เหนือระดับทั่วไปโดยสิ้นเชิง
แล้วในที่สุด
รากไม้สีม่วงเหล่านั้นก็เริ่มเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า ถอยร่นกลับเข้าสู่หมู่เมฆทีละเส้น ทีละกิ่ง เสมือนราชันย์กำลังหวนคืนสู่บัลลังก์
แสงเรืองรองจางลง หมู่เมฆที่หมุนวนเริ่มแตกตัว แรงกดดันที่เคยหนักหน่วงค่อยๆคลายตัว ปรากฏการณ์ที่สั่นสะเทือนฟ้าดินจางหายไปทีละน้อย จนกระทั่งท้องฟ้ากลับคืนสู่ความมืดค่ำดังเดิม หลงเหลือไว้เพียงความตกตะลึงของผู้คนมากมายนับไม่ถ้วน
เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นเป็นระยะ บางคนยืนตัวแข็ง บางคนยังคงเงยหน้ามองฟ้าอย่างไม่อยากเชื่อ
และในเวลาเดียวกัน ภายในห้องพักอันเงียบสงบของชายหนุ่มผู้หนึ่ง การเปลี่ยนแปลงก็ถึงจุดสมบูรณ์
หวงเยี่ยค่อยๆลืมตาขึ้น ดวงตาของเขาไม่ใช่ดวงตาเดิมอีกต่อไป ประกายสีฟ้าม่วงเข้มลึกซึ้งวาบผ่าน พลังวิญญาณสีม่วงพลุ่งพล่านไปตามผิวหนัง ก่อตัวเป็นไอหมอกบางเบาที่ปกคลุมทั่วร่าง เสมือนมีพงไพรแห่งหนึ่งกำลังก่อกำเนิดอยู่ภายใน
เขาสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงในระดับลึกสุดของร่างกาย
พละกำลังที่เคยจำกัดบัดนี้พุ่งสูงขึ้นราวกับเส้นสายกล้ามเนื้อถูกหลอมใหม่
ความเร็วของการเคลื่อนไหวแฝงอยู่ในทุกเสี้ยววินาที ร่างกายทนทานราวกับเปลือกไม้โบราณที่ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน
ประสาทสัมผัสคมชัดกว่าที่เคย ทุกอย่างชัดเจนราวกับอยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือ พร้อมกับการตอบสนองของเขาที่เร็วขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ ทุกสิ่งทุกอย่างมันดูแข็งแกร่งกว่าคนธรรมดาไปหลายเท่า
“นี่คือนักล่ามังกรที่ครอบครองเจตจำนงระดับราชา..”
เสียงพึมพำแผ่วเบาออกจากริมฝีปาก ความรู้สึกตื่นเต้นผสมกับความประหลาดใจไหลเวียนอยู่ในอก
ไม่รู้นึกอย่างไร อยู่ดีๆชายหนุ่มก็ยกฝ่ามือขึ้น
สายตาจับจ้องไปยังกำแพงห้องเบื้องหน้า พลังสีม่วงหมุนวนรอบข้อมืออย่างรวดเร็ว แล้วเขาก็คว้าฝ่ามือออกไป
“รากไม้พิฆาตดารา!”
ทันใดนั้นรากไม้ขนาดใหญ่ก็พุ่งทะยานออกมาจากฝ่ามือของเขา อัดแน่นด้วยพลังอำนาจอันเข้มข้น
“ปังงงงงงง—!”
กำแพงห้องของตนได้ถูกแทงทะลวงราวกับกระดาษบาง เศษอิฐและปูนปลิวกระจาย
แรงสะเทือนก้องไปทั่วทั้งอาณาเขต รากไม้สีม่วงยังคงพุ่งทะยานต่อไป มันทะลวงผ่านผนังอีกชั้นแล ะเข้าสู่ห้องพักของผู้อยู่อาศัยคนอื่นโดยไม่ชะลอ โดยที่ภายในห้องนั้น ชายวัยกลางคนและหญิงวัยกลางคนกำลังหลับใหลอย่างสงบ
“กะ.. เกิดอะไรขึ้น?!”
เสียงระเบิดของผนังทำให้ทั้งสองสะดุ้งตื่นในทันที
ก่อนที่สติจะทันตั้งตัว
รากไม้สีม่วงเข้มก็ปรากฏทะลวงผ่านกำแพงห้องนอน มันพุ่งผ่านเฉียดใบหน้าของพวกเขาไปไม่ถึงคืบ ลมจากการพุ่งทะยานปัดเส้นผมให้ปลิวสะบัด ทำให้ดวงตาของทั้งสองเบิกกว้าง
ร่างกายแข็งค้าง
หัวใจแทบหยุดเต้น
ในอีกห้องหนึ่ง หวงเยี่ยเองก็ถึงกับชะงักงันไปในทันที
“อะไร…”
สีหน้าของเขาเปลี่ยนจากความตื่นเต้นเป็นความตกใจในชั่วพริบตา
เขารีบชักนำเจตจำนงของตนเองกลับมา
พลังสีม่วงที่แผ่ขยายอยู่รอบกายค่อยๆหดตัว
รากไม้ที่พุ่งทะยานหยุดนิ่ง ก่อนจะสลายกลายเป็นละอองแสง เศษฝุ่นคละคลุ้งในอากาศ
ความเงียบงันแผ่ปกคลุมชั่วครู่
ลุงจินและป้าคงยังคงนั่งนิ่งบนเตียง
ดวงตาจ้องมองผ่านรูขนาดประมาณครึ่งเมตรที่ปรากฏอยู่บนกำแพง
ขอบรูแตกกระจายเผยให้เห็นห้องอีกฝั่งหนึ่ง
ชายวัยกลางคนอ้าปากค้าง
หญิงวัยกลางคนยกมือปิดอก
“นะ.. นี่เจ้ากลายเป็นนักล่ามังกรและปลุกเจตจำนงได้แล้วเรอะ?!”
ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าของลุงจินและป้าคงไม่ต่างจากภาพของผู้ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่ขอบเขตใหม่ของชีวิต
หวงเยี่ยยืนอยู่ท่ามกลางฝุ่นปูนที่ยังคงลอยอ้อยอิ่งในอากาศ รอยแตกบนผนังทอดยาวราวกับรอยแผลที่เพิ่งถูกฉีกออก ความตึงเครียดเมื่อครู่ยังไม่ทันจางหายดี เขากลับเป็นฝ่ายหัวเราะแห้งๆ คล้ายพยายามปกปิดความกระอักกระอ่วนที่เอ่อท่วมอยู่ในอก
“ขะ.. ขอโทษจริงๆ”
“ท่านลุงจิน! ท่านป้าคง!”
“ข้าไม่ได้ตั้งใจเลย มันควบคุมไม่ทันจริงๆ”
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสำนึกผิด รับรู้ได้ชัดว่าพลังเมื่อครู่เกือบสร้างอันตรายให้กับคนที่เขาคุ้นเคยมานาน
ลุงจินยังคงนั่งนิ่งบนเตียง ฝุ่นสีเทาปกคลุมไหล่เสื้อบางส่วน
ป้าคงกุมหน้าอกด้วยความตกใจที่ยังหลงเหลือ แต่แววตาของทั้งสองกลับมิได้แสดงความโกรธเกรี้ยว
ชายวัยกลางคนกะพริบตาช้าๆ สูดลมหายใจลึก ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ
“ไม่เป็นไรๆ”
“ข้าแค่ตกใจ”
ป้าคงเองก็คลี่ยิ้ม แม้สีหน้าจะยังซีดจางอยู่บ้าง
“อย่างน้อยเจ้าก็ไม่ได้ตั้งใจทำร้ายใคร”
ลุงจินลุกขึ้นยืน เดินเข้าไปใกล้รูขนาดครึ่งเมตรบนกำแพง พลางใช้มือแตะขอบปูนที่แตกออกอย่างพินิจพิเคราะห์
“ดูจากรูปลักษณ์ของรากไม้นั่นแล้ว.. อย่างน้อยก็ต้องเป็นเจตจำนงระดับกลาง หรือไม่ก็ระดับสูงอย่างแน่นอน!”
ป้าคงพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย
“ใช่! พลังขนาดนี้คนธรรมดาปลุกไม่ได้แน่!”
แม้ทั้งสองจะไม่รู้ว่าพลังที่ปรากฏเมื่อครู่คือระดับใดอย่างแท้จริง
ทว่าจากความแข็งแกร่งที่เห็นกับตา พวกเขาย่อมมั่นใจว่าอนาคตของหวงเยี่ยในฐานะนักล่ามังกรกำลังเบ่งบาน
ลุงจินหันกลับมามองชายหนุ่มอีกครั้งและเผยรอยยิ้มขึ้น
“เอาละๆ เดี๋ยวลุงจะแจ้งเรื่องนี้ให้กับเจ้าของตึกเองละกัน เพราะงั้นเจ้าชายน้อยสบายใจได้!”
คำเรียกนั้นทำให้หวงเยี่ยยิ้มเจื่อนๆ เหมือนไม่อยากจะได้ยินคำเรียกนี้ซักเท่าไหร่นัก
“ส่วนรูนี้.. เดี๋ยวลุงกับป้าจะหาอะไรมาปิดทับเอาไว้ก่อนละกัน”
“ขอนอนต่อละ”
“พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน”
ป้าคงโบกมือ บรรยากาศตึงเครียดเมื่อครู่คลายลงอย่างน่าอัศจรรย์ ราวกับเหตุการณ์รุนแรงเป็นเพียงพายุที่พัดผ่านฉับพลันแล้วจากไป
หวงเยี่ยพยักหน้ารับ
“ขอบคุณมากจริงๆ”
เขาถอยกลับเข้าห้องของตนเอง ก้าวข้ามเศษปูนที่กระจัดกระจาย
เมื่อทุกอย่างเงียบลง เขาค่อยๆนั่งลงบนเตียง หัวใจภายในอกยังคงเต้นระรัวอย่างหนัก เสียงเต้นดังชัดเจนในหูของเขาเอง
หวงเยี่ยหลับตาลง สูดลมหายใจลึก แล้วจมสู่ภายในตนเอง
ทันทีที่สติสัมผัสไปยังแหล่งพลังงาน เขาก็เห็นภาพอันน่าตื่นตะลึง
ภายในห้วงลึกแห่งพลังวิญญาณ มีต้นไม้สีม่วงขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่
กิ่งก้านทั้งเจ็ดชอนไชออกไปในทิศทางต่างๆอย่างสง่างาม รากฐานแน่นหนา เปลือกไม้เปล่งประกายลึกซึ้ง ไม่มีความอ่อนแอหลงเหลืออยู่แม้แต่น้อย ต้นไม้นั้นแผ่กลิ่นอายที่ล้ำลึกเกินคำบรรยาย มันมิใช่เพียงพืชพรรณธรรมดา แต่คือสัญลักษณ์แห่งราชันย์พงไพรพิฆาตดารา
ความรู้สึกอำนาจแผ่กระจายออกจากศูนย์กลางของมัน
หวงเยี่ยสูดลมหายใจอีกครั้ง
“ร้ายกาจเกินไป!”
ภาพรากไม้พิฆาตดาราที่พุ่งทะลวงกำแพงหนาแน่นเมื่อครู่ยังฉายชัดในความคิด
เพียงแค่เส้นเดียวก็สามารถเจาะทะลุสิ่งกีดขวางได้อย่างง่ายดาย หากในอนาคตพลังวิญญาณของเขาเพิ่มพูนมากขึ้นกว่านี้เล่า
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
“ด้วยพลังอำนาจของเจตจำนงระดับราชา ถ้ามีพลังมากกว่านี้.. ข้าคงสามารถสรรสร้างรากไม้พิฆาตดาราออกมาได้นับสิบ นับร้อย หรือแม้แต่นับพัน พลังรูปแบบนี้จะแข็งแกร่งจนสามารถทำลายล้างได้ทั้งเมือง!”
จินตนาการของหวงเยี่ยแผ่ขยายไปไกล รากไม้จำนวนมหาศาลพุ่งขึ้นจากพื้นดินดั่งพายุสีม่วง แทรกซึมทะลวงทุกสิ่งที่ขวางหน้า ไม่มีสิ่งปลูกสร้างใดต้านทานได้ ไม่มีศัตรูใดหลบหนีพ้น
ทว่าท่ามกลางความฮึกเหิม เขาก็รับรู้ถึงความสำคัญของการควบคุม
เพียงเสี้ยววินาทีที่ขาดความระวัง มันก็เกือบสร้างภัยให้ผู้อื่นที่บริสุทธิ์
เขามองต้นไม้สีม่วงภายในอีกครั้ง กิ่งก้านทั้งเจ็ดยังคงชอนไชอย่างสงบนิ่ง ไม่มีใบไม้ ไม่มีดอกผล มีเพียงโครงสร้างที่แข็งแกร่งและอำนาจที่ซ่อนเร้น มันให้ความรู้สึกเหมือนบางสิ่งที่ยังไม่สมบูรณ์ เหมือนราชันย์ที่เพิ่งลืมตา
จนตัวของหวงเยี่ยได้ลืมตาขึ้นจากห้วงสมาธิ
รอยแตกบนผนังเตือนให้เขานึกถึงสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น
หัวใจในอกค่อยๆสงบลง แต่ประกายความทะเยอทะยานและความตื่นเต้นในดวงตากลับไม่จางหายไปเลยซักนิด
“ระบบกลืนกินมังกร..”
“คือพลังอำนาจที่แท้จริง!”
“ว่าแต่เธอทำอะไรได้บ้าง!”