พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร - ตอนที่ 12 มหาวิทยาลัยแห่งการต่อสู้
เช้าวันถัดมา แสงอาทิตย์สีทองอ่อนสาดส่องผ่านหน้าต่างกระจกสูงของสถานบันการศึกษาพื้นฐาน ทอประกายสะท้อนพื้นหินขัดจนเกิดเงาวาวราวกับผิวทะเลสาบยามไร้คลื่น บรรยากาศทั่วทั้งอาคารคล้ายถูกปลุกให้มีชีวิตชีวาอีกครั้ง
เสียงพูดคุย เสียงหัวเราะ และเสียงฝีเท้ากระทบพื้นดังสอดประสานกันอย่างครึกครื้น
มันเต็มไปด้วยความคาดหวังและความตื่นเต้นที่ยังคงหลงเหลือจากเหตุการณ์เมื่อคืนวาน
นักเรียนซึ่งมีอายุครบสิบเจ็ดปีในค่ำคืนที่ผ่านมา บัดนี้ได้ก้าวข้ามเส้นแบ่งแห่งวัยเยาว์เข้าสู่สถานะใหม่อย่างเต็มภาคภูมิ
พวกเขากลายเป็นนักล่ามังกรโดยสมบูรณ์ พร้อมทั้งสามารถปลุกพลังวิญญาณและเจตจำนงของตนเองขึ้นมาได้
ความรู้สึกภาคภูมิใจฉายชัดอยู่บนใบหน้าของแต่ละคน ดวงตาหลายคู่เปล่งประกายกันเป็นอย่างมาก
เมื่อคืนวาน ผู้ที่สามารถปลุกพลังวิญญาณและเจตจำนงได้มีจำนวนประมาณสองร้อยคน ตัวเลขดังกล่าวมิใช่น้อยสำหรับสถานบันพื้นฐานแห่งหนึ่ง และยิ่งเมื่อพิจารณาว่าทุกคนล้วนเป็นนักล่ามังกรหน้าใหม่ ความหวังก็เหมือนจะถูกส่งต่อมายังกลุ่มคนหนุ่มสาวเหล่านี้
ภายในห้องโถงใหญ่ซึ่งโอ่อ่าและกว้างขวาง พื้นที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างเป็นระเบียบ
เครื่องตรวจสอบเจตจำนงถูกติดตั้งอยู่กลางห้อง โครงสร้างโลหะสีเงินสะท้อนแสงอาทิตย์อย่างเย็นเยียบ แผงผลึกใสด้านหน้าถูกเชื่อมต่อกับวงจรพลังงานที่สามารถวิเคราะห์ระดับและคุณสมบัติของเจตจำนงได้อย่างละเอียด
นักเรียนทั้งสองร้อยคนทยอยมารวมตัวกันตรงนั้นอย่างพร้อมเพรียง แววตาของแต่ละคนฉายความคาดหวังที่ยากจะปิดบัง บางคนกำหมัดแน่น บางคนลอบกลืนน้ำลาย บางคนเพียงยืนเงียบ ๆ แต่ภายในหัวใจกลับเต้นแรงไม่ต่างกัน
หวงเยี่ยเองก็เป็นหนึ่งในกลุ่มนั้น เขายืนอยู่ไม่ไกลจากแถวหน้า สายตาจับจ้องไปยังเครื่องตรวจสอบกลางห้องอย่างไม่ละไปไหน ความทรงจำของเมื่อคืนวานยังคงชัดเจนในจิตใจ โดยเฉพาะภาพปรากฏการณ์บนฟากฟ้าที่ปรากฏขึ้นอย่างยิ่งใหญ่
รอบกายมีอาจารย์ประมาณสี่ถึงห้าคนยืนประจำตำแหน่งอยู่เรียบร้อย หนึ่งในนั้นคืออาจารย์หวังเจี้ยน ผู้ดูแลห้องเรียนของเขา ใบหน้าของอีกฝ่ายเคร่งขรึมแต่แฝงความพึงพอใจที่เห็นลูกศิษย์เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในขณะนั้นเอง ชายวัยกลางคนรูปร่างอ้วนเตี้ยก็ก้าวออกมาจากแถวอาจารย์ เขามีท่าทางมั่นคง แม้รูปร่างจะดูหนักแน่นแต่กลับเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วอย่างน่าประหลาด ใบหน้ากลมเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่เบ่งบาน ดวงตาเปล่งประกายแห่งความมั่นใจ
เขามีนามว่าเหยียนลี่ อาจารย์ใหญ่ของสถาบัน และยังเป็นนักล่ามังกรระดับสี่ที่แข็งแกร่งและทรงพลัง ชื่อเสียงของเขาเป็นที่รู้จักในหมู่ผู้ฝึกฝนรุ่นเยาว์มาโดยตลอด การที่เขายืนอยู่ตรงนี้ด้วยตนเองยิ่งทำให้บรรยากาศเคร่งขรึมขึ้นอีกระดับหนึ่ง
เหยียนลี่กวาดสายตามองไปยังเหล่านักเรียน ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“เมื่อคืนได้มีเรื่องที่น่าอัศจรรย์เกิดขึ้น พวกเจ้าทุกคนต่างก็ทราบและได้เห็นกันแล้ว”
“เห็นถึงปรากฏการณ์บนฟากฟ้าที่ปรากฏขึ้นมาพร้อมกับเจตจำนงแห่งพลังระดับราชา!”
นักเรียนทุกคนต่างพยักหน้ารับอย่างพร้อมเพรียง สีหน้าเปี่ยมด้วยความจริงจัง
หลายคนกำลังภาวนาในใจอย่างเงียบงัน หวังว่าผู้ปลุกเจตจำนงระดับนั้นจะเป็นตนเอง
ความคาดหวังลอยอวลอยู่ในอากาศ คล้ายแรงดันที่เพิ่มสูงขึ้นทีละน้อย
เหยียนลี่หยุดเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อ
“ทว่ายังไงก็ตาม ตราบใดที่ยังไม่ได้ตรวจสอบ พวกเราทุกคนก็ไม่รู้หรอกว่านักล่ามังกรคนนั้นได้รับเจตจำนงอะไร”
“หรือบางที.. ผู้ปลุกเจตจำนงแห่งราชาอาจเป็นคนจากนักเรียนสถานบันพื้นฐานแห่งอื่นๆก็ได้”
คำพูดของเขาไม่ผิดไปเลยซักนิด เพราะภายในเมือง A แห่งนี้ สถานบันนักล่ามังกรพื้นฐานมิได้มีเพียงแห่งเดียว มันกระจายตัวอยู่ทั่วทั้งเมืองหลายสิบแห่ง แต่ละแห่งต่างทำหน้าที่ฝึกฝนและเตรียมความพร้อมให้แก่รุ่นเยาว์ ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่เส้นทางนักล่าอย่างแท้จริง
สถานบันแห่งนี้เป็นเพียงหนึ่งในนั้นเท่านั้น มิใช่ศูนย์กลางแห่งเดียวของเมือง ความเป็นไปได้จึงยังเปิดกว้าง
เหยียนลี่มองดูสีหน้าของเหล่านักเรียนอย่างพินิจ ก่อนจะกล่าวด้วยรอยยิ้มที่ยังคงอยู่
“เพราะฉะนั้น วันนี้พวกเราจะทำการตรวจสอบเจตจำนงของทุกคนอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ทราบถึงระดับและคุณสมบัติที่แท้จริง”
เสียงลมหายใจหลายสายดังขึ้นพร้อมกัน ความตื่นเต้นที่ถูกกดไว้เริ่มปะทุอีกครั้ง
จากนั้นเหยียนลี่ก็หันไปพยักหน้าให้กับอาจารย์หวังเจี้ยนเป็นสัญญาณให้ดำเนินการต่อ ชายวัยกลางคนก้าวออกมาข้างหน้าอย่างมั่นคง ยืนประจันหน้ากับเหล่านักเรียนสองร้อยชีวิตที่กำลังรอฟังคำกล่าวต่อไปด้วยหัวใจเต้นแรง
รอยยิ้มบางเบาปรากฏบนใบหน้าของเขา สายตากวาดมองเด็กหนุ่มเด็กสาวทีละคนอย่างตั้งใจ
“เส้นทางของพวกเจ้าในสถานบันนักล่ามังกรพื้นฐานแห่งนี้กำลังจะสิ้นสุดลง”
“ตลอดสองปีมานี้..”
“พวกเราได้สั่งสอนเรื่องพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับเผ่าพันธุ์มังกร พลังวิญญาณ ฝึกฝนการต่อสู้พื้นฐานในรูปแบบต่างๆให้กับพวกเจ้าทุกคน”
คำพูดของเขาพาให้ความทรงจำย้อนกลับไปยังวันแรกที่ก้าวเข้ามาในสถานบันแห่งนี้ สนามฝึกที่เต็มไปด้วยรอยเหงื่อ บทเรียนเกี่ยวกับโครงสร้างร่างกายของมังกร การวิเคราะห์เกล็ดและจุดอ่อนของสายพันธุ์ต่างๆ ตลอดจนการฝึกฝนร่างกายให้มั่นคง
“และเมื่อกลายเป็นนักล่ามังกรที่แท้จริงกันแล้ว หลังจากนี้พวกเจ้าจะได้เข้าสู่มหาวิทยาลัยมากมายที่กระจายอยู่ทั่วทั้งโลกมนุษย์”
“มหาวิทยาลัยเหล่านี้เป็นสถาบันการต่อสู้ที่ร้ายกาจมากที่สุด เพรียบพร้อมไปด้วยทรัพยากรและวิชาขับเคลื่อนพลัง วิชาการต่อสู้ของธาตุต่างๆ ทั้งหมดสามารถหาได้จากมหาวิทยาลัยเหล่านี้ทั้งสิ้น”
“ทว่าถึงจะถูกเรียกว่าสถาบันการต่อสู้ชั้นนำ แต่มหาวิทยาลัยการต่อสู้เองก็ถูกแบ่งได้เป็นหลายระดับ”
“ยิ่งมหาวิทยาลัยเหล่านั้นมีระดับที่สูงส่งมากเท่าไหร่ ทรัพยากรที่พวกเขาครอบครองอยู่มันก็ยิ่งมากและร้ายกาจมากเท่านั้น!”
“เพราะงั้นหลังจากนี้จงตั้งใจให้ดี การสอบเข้ามหาวิทยาลัยต่างๆมันไม่ใช่เรื่องง่าย”
“บางคนอาจสามารถทำตามฝันได้สำเร็จ หรือบางคนอาจไม่มีสิทธิ์กระทั่งเหยียบย่างเข้าสู่มหาวิทยาลัยพวกนั้น ทำได้เพียงกลายมาเป็นนักล่ามังกรพเนจรที่ต้องดิ้นรนหาทรัพยากรในการฝึกฝนด้วยตนเอง”
“มหาวิทยาลัยการต่อสู้ จึงเป็นเส้นทางที่พวกเจ้าทุกคนจะต้องก้าวเข้าไปให้ได้”
“จงเชื่อมั่นในตนเอง จงเชื่อมั่นในจิตวิญญาณ และจงเชื่อมั่นในฐานะนักล่ามังกร พวกเจ้าทุกคน… สามารถแข็งแกร่งขึ้นได้อีกมาก!”
ประโยคสุดท้ายดังก้องไปทั่วห้องโถง คล้ายประกาศปลุกใจให้หัวใจที่กำลังสั่นไหวกลับมั่นคงยิ่งกว่าเดิม
ทันทีที่คำกล่าวจบลง เสียงเฮจากบรรดาหนุ่มสาวก็ดังก้องขึ้นพร้อมกัน มันมิใช่เสียงตอบรับธรรมดา หากเต็มไปด้วยอารมณ์อันแรงกล้า ความทะเยอทะยาน ความมุ่งมั่น และความเชื่อมั่นผสานกันจนกลายเป็นกระแสพลังที่แทบจะจับต้องได้
หวงเยี่ยยืนอยู่ท่ามกลางเสียงนั้น ใบหน้าสงบนิ่งแต่ภายในกลับซับซ้อนกว่าที่เห็น
ความทะเยอทะยานย่อมมีอยู่ในใจเขาเช่นกัน ทว่าในห้วงเวลานั้น เสียงหนึ่งกลับดังขึ้นในส่วนลึกของจิตสำนึก
【ไร้สาระค่ะ】
【ถ้าไม่มีศักยภาพและพรสวรรค์ สิ่งต่างๆมันย่อมไร้ค่าในสายตาของดิฉัน มันเป็นได้เพียงคำพูดที่สวยหรูก็เท่านั้นแหละ】
【ยกเว้นแต่โฮสต์ที่ครอบครองศักยภาพอันไร้คู่เปรียบ จึงมีสิทธิ์ที่จะคิดเช่นนั้นได้】
คำพูดนั้นเย็นเฉียบราวสายลมในฤดูหนาว มันตัดผ่านความฮึกเหิมที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างไม่ไว้หน้า
ศักยภาพ
พรสวรรค์
คำเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องที่ตนเองไม่เคยคิดถึง โลกของนักล่ามังกรโหดร้ายเกินกว่าจะพึ่งพาความเชื่อมั่นเพียงอย่างเดียว หากไร้ความสามารถที่แท้จริง คำปลุกใจย่อมไม่อาจแปรเปลี่ยนเป็นพลังได้ เหมือนเช่นเขาที่ในตอนแรกมีเพียงแค่เจตจำนงระดับต่ำก็เท่านั้น
จนตัวของหวงเยี่ยเองก็ยังต้องยิ้มอย่างเหยเกและพูดตอบขึ้นภายในจิตใจ
“นี่เธอน่ะ.. มีความคิดและจิตวิญญาณจริงๆใช่ไหมเนี่ย?!”