พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร - ตอนที่ 13 เริ่มต้นการทดสอบเจตจำนง
หวงเยี่ยยืนสงบนิ่งอยู่ท่ามกลางเสียงอึกทึกของโถงใหญ่ แม้ใบหน้าของเขาจะไม่เผยอาการผิดปกติใดๆ
แต่ลึกลงไปภายในกลับสั่นสะเทือนอย่างชัดเจน ความประหลาดใจและความตกตะลึงก่อตัวขึ้นในส่วนลึกของจิตใจ
เพราะตัวของเขาก็ไม่เคยคาดคิดเลยว่าระบบกลืนกินมังกรจะตอบโต้กลับมาด้วยถ้อยคำที่ไร้ความปรานีถึงเพียงนี้ มันมิใช่เพียงการแสดงความคิดเห็น หากเป็นการตัดสินคุณค่าและอุดมการณ์ของโลกใบนี้อย่างเฉียบคมและตรงไปตรงมาเลยก็ว่าได้
【แน่นอนสิคะ ระบบเช่นดิฉันย่อมต้องมีสติปัญญาในการช่วยเหลือโฮสต์เช่นท่าน】
ก่อนที่มันจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาและหนักแน่นยิ่งกว่าเดิม
【แล้วที่สำคัญนะโฮสต์】
【หลังจากนี้ให้ละทิ้งความอ่อนแอของตนเองไปซะ!】
【เพราะในโลกที่เต็มไปด้วยความโหดร้ายเช่นนี้ การมีคุณธรรมย่อมไร้สาระเมื่ออยู่ต่อหน้าความโหดร้ายของเผ่าพันธุ์มังกร】
【คุณธรรมหรือมนุษย์ธรรมอะไรนั่นมันก็แค่ชื่อเสียงที่กินไม่ได้】
【อย่าพยายามเป็นคนดี แต่จงใช้ชีวิตให้ถูกต้อง ด้วยการกอบโกยให้ได้มากที่สุดเมื่อมีโอกาส】
ระบบยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น เสียงของมันเปลี่ยนเป็นจริงจังและเย็นชากว่าเดิม
【ไม่มีอะไรโง่เขลาเท่ากับการเอาชีวิตไปเสี่ยงกับเรื่องที่ไม่ใช่ของตน ฉันต้องรอดก่อนผู้อื่นถึงจะมีอยู่ได้ คนที่ให้ความสำคัญกับความยุติธรรมหรือคุณธรรมก็มีอยู่ แต่อุดมการณ์ที่ว่านั้นไม่มีเสียยังจะดีกว่า】
【ฉันต้องมีความสุขก่อนผู้อื่นถึงจะมีความสุขได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องมาก่อนก็คือตัวของเราเอง】
คำพูดเหล่านั้นประหนึ่งการพิพากษาที่ประกาศต่อหน้าศาลแห่งความเป็นจริง
มันทั้งโหดร้าย ตรงไปตรงมา และไม่เปิดช่องให้ความอ่อนโยนใดๆแทรกซึมเข้าไปเลยซักนิด
ทำให้ตัวของหวงเยี่ยรู้สึกเสียวสันหลังวาบด้วยความหวาดกลัว ราวกับถูกสายตาที่มองทะลุความคิดภายในอย่างไม่ปรานีจับจ้องอยู่ เขาไม่อาจปฏิเสธได้ว่า คำกล่าวเหล่านั้นมีน้ำหนักในโลกที่เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคใหม่
เมื่อโลกทั้งใบเข้าสู่สมัยที่พลังอำนาจเป็นตัวกำหนดทุกสิ่ง เส้นแบ่งระหว่างศีลธรรมและผลประโยชน์เริ่มพร่าเลือน มนุษย์จำนวนมากเริ่มเผยสัญชาตญาณดิบที่ซ่อนเร้นอยู่ลึกลงไปภายใน ทำทุกอย่างเพื่อความอยู่รอดของตนเอง แม้ต้องเหยียบย่ำผู้อื่นก็ตาม
ภาพของผู้คนที่แย่งชิงทรัพยากร การแข่งขันเพื่อเข้าสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำ
และการต่อสู้กับเผ่าพันธุ์มังกรที่ไม่เคยปรานี ล้วนตอกย้ำว่าความอ่อนแอไม่มีที่ยืนในโลกเช่นนี้
ทว่าภายในความเย็นชานั้น หวงเยี่ยมิได้สูญเสียความสามารถในการคิดวิเคราะห์
เขาค่อยๆกลั่นกรองถ้อยคำของระบบทีละประโยคอย่างเงียบงัน ในที่สุดจึงเอ่ยตอบขึ้นในใจด้วยน้ำเสียงที่มั่นคง
“ข้ารู้ดีระบบ.. ว่าสิ่งที่เธอพูดน่ะมันถูกต้อง แล้วข้าก็เห็นด้วยอย่างมาก!”
“ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ข้าจะละทิ้งคุณธรรมอันจอมปลอมและเรื่องไร้สาระไปจนหมดสิ้น เพื่อให้ตนเองอยู่รอดต่อไปได้ยังไงละ”
คำว่าจอมปลอมสะท้อนถึงสิ่งที่เขาเห็นในโลกภายนอก
หลายครั้งคุณธรรมถูกใช้เป็นเพียงฉากบังหน้า ขณะที่เบื้องหลังเต็มไปด้วยการคำนวณผลประโยชน์
ทันทีที่เสียงตอบรับดังขึ้นในจิตสำนึก ระบบกลืนกินมังกรก็เหมือนจะพึงพอใจอย่างเห็นได้ชัด
【ต้องแบบนี้แหละถึงจะสมเป็นโฮสต์ของดิฉัน】
【ตนเองต้องรอดก่อน ผู้อื่นถึงจะรอดได้ การมีพลังอำนาจที่แข็งแกร่งต่างหาก ถึงจะกำหนดกฎเกณฑ์ได้ทุกสิ่ง】
【ที่สำคัญ.. ดาวเคราะห์โลกแห่งนี้ก็เป็นเพียงแค่… ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ】
คำกล่าวนั้นหนักแน่นและเต็มไปด้วยความมั่นใจ ตอกย้ำว่าพลังอำนาจคือสิ่งที่กำหนดกฎของโลกใบนี้
หวงเยี่ยยืนนิ่ง ดวงตาจับจ้องไปยังเบื้องหน้า แม้ภายนอกจะดูสงบ แต่ภายในกลับกำลังจัดเรียงความคิดใหม่อย่างเป็นระบบ
การละทิ้งคุณธรรมอันจอมปลอม มิได้หมายความว่าจะกลายเป็นสัตว์ป่าที่ไร้เหตุผล หากหมายถึงการไม่ยึดติดกับภาพลวงตาที่ผู้อื่นสร้างขึ้นเพื่อควบคุมหรือหลอกลวง โลกที่เต็มไปด้วยเผ่าพันธุ์มังกรและการแข่งขันเพื่อทรัพยากร ย่อมไม่เปิดโอกาสให้ผู้ที่อ่อนแอเดินอย่างสบายใจ
เขาเข้าใจดีว่าความเมตตาที่ปราศจากพลังคุ้มกันย่อมไร้ค่า ความยุติธรรมที่ไร้ความแข็งแกร่งย่อมเป็นเพียงเสียงกระซิบที่ไม่มีใครฟัง
กระนั้นก็ตาม การยอมรับความจริงมิได้แปลว่าเขาจะสูญเสียตัวตน พลังอำนาจที่แข็งแกร่งสามารถกำหนดกฎเกณฑ์ได้จริง
แต่การใช้มันอย่างไรต่างหากคือสิ่งที่แยกผู้ล่าที่ชาญฉลาดออกจากผู้ที่ถูกสัญชาตญาณครอบงำโดยสมบูรณ์
จนในตอนนั้นเองที่การตรวจสอบเจตจำนงได้เริ่มต้นขึ้น ความครึกครื้นเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงเสียงลมหายใจและแรงสั่นสะเทือนในหัวใจของเหล่าหนุ่มสาวที่ยืนเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบ
นักเรียนคนแรกก้าวออกจากแถวด้วยท่าทีที่พยายามควบคุมความตื่นเต้น ใบหน้าของเขาฉายความคาดหวังปะปนกับความประหม่า ฝ่ามือที่ชื้นเหงื่อค่อย ๆ วางลงบนแผงผลึกใสของเครื่องตรวจสอบกลางห้อง แสงสีซีดไหลเวียนผ่านผิวผลึก กำลังอ่านข้อมูลที่ซ่อนอยู่ภายในจิตวิญญาณ
ชั่วอึดใจต่อมา เสียงอันเฉยชาไร้อารมณ์ราวกับเครื่องจักรก็ดังก้องขึ้นในโถงใหญ่
《เจตจำนงธาตุไฟระดับต่ำ กายทนความร้อน มีพลังในการทนไฟและความร้อนได้มากกว่าปกติ》
คำประกาศชัดเจนและไร้ความลำเอียง ไม่มีการปลอบใจ ไม่มีการลดทอนความจริง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของนักเรียนผู้นั้นซีดเผือดอย่างเห็นได้ชัด แววตาที่เคยส่องประกายเมื่อครู่หม่นลงในทันที เขาค่อย ๆ ถอนมือออกจากผลึก ร่างกายดูหนักอึ้งขึ้นอย่างไม่อาจอธิบาย ก้าวเดินกลับไปยังแถวด้วยท่าทีคอตก
อาจารย์หวังเจี้ยนและอาจารย์คนอื่นๆส่ายศีรษะ เป็นความเข้าใจในความเป็นจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
นักเรียนคนถัดไปก้าวออกมาอย่างรวดเร็วราวกับต้องการหลีกหนีจากความกดดันที่ถาโถมอยู่เบื้องหลัง มือวางลงบนผลึกใสอีกครั้ง แสงพลังงานไหลเวียนเหมือนเดิม เสียงเฉยชาเดิมดังขึ้น
《เจตจำนงธาตุไฟระดับต่ำ เลือดเพลิง มีพลังในการทำให้ร่างกายมีอุณหภูมิสูง ทำให้ร่างกายตื่นตัวตลอด》
สีหน้าของเขากระตุกเล็กน้อย ก่อนจะเม้มริมฝีปากแน่นแล้วเดินกลับไปยังตำแหน่งของตนโดยไม่กล่าวอะไร
คนที่สาม คนที่สี่ คนที่ห้า ต่างทยอยก้าวเข้าไปทีละคน
《เจตจำนงธาตุลมระดับต่ำ ร่างเบาดุจขนนก มีพลังในการทำให้น้ำหนักตัวเบา เคลื่อนไหวคล่องแคล่ว》
《เจตจำนงธาตุสายฟ้าระดับต่ำ กล้ามเนื้อสายฟ้าเร่งพลัง มีพลังในการทำให้ร่างกายระเบิดพลังเคลื่อนไหวสั้นๆได้เร็วมาก》
กว่าสี่สิบคนที่ผลลัพธ์ออกมาเป็นเจตจำนงระดับต่ำ ตัวเลขดังกล่าวทำให้บรรยากาศภายในโถงใหญ่หนักอึ้งลงอย่างชัดเจน
เสียงถอนหายใจดังขึ้นจากด้านหน้า เหยียนลี่ อาจารย์ใหญ่ผู้ยืนสังเกตการณ์อยู่ตลอด
“เฮ้อ.. มันเป็นเรื่องปกติที่ข้าเห็นมาตลอด แต่ข้าก็ไม่เคยชินกับมันเสียที”
“เพราะเจตจำนงเปรียบได้กับศักยภาพและรากฐาน การมีเจตจำนงระดับต่ำ ถือเป็นการเริ่มต้นที่ไม่ดีเอาเสียเลย”
หวงเยี่ยยืนอยู่ท่ามกลางแถวของนักเรียน สายตาของเขาเฝ้าดูทุกอย่างอย่างเงียบงัน
ใบหน้าสงบ แต่ภายในกำลังประเมินสถานการณ์ด้วยเหตุผล
เจตจำนงระดับต่ำมิได้หมายความว่าไร้ค่าโดยสิ้นเชิง ทว่ามันบ่งบอกว่าหนทางข้างหน้าจะยากลำบากยิ่งกว่าเดิมมาก
ผู้ที่เริ่มต้นด้วยรากฐานเช่นนี้จำเป็นต้องทุ่มเทมากกว่าผู้อื่นเป็นเท่าตัว หากหวังจะไล่ตามผู้ที่มีระดับสูงกว่า
นักเรียนบางคนพยายามปลอบใจกันเองด้วยรอยยิ้ม บางคนยืนนิ่งอย่างไร้อารมณ์ แต่ในแววตาหลายคู่สะท้อนความผิดหวังที่ยากจะปิดบัง