พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร - ตอนที่ 14 ผลลัพธ์ที่สั่นสะเทือนใจ
การทดสอบเจตจำนงแห่งพลังยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง
เสียงประกาศของเครื่องตรวจสอบดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าในโถงใหญ่ที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและความกดดัน
นักเรียนแต่ละคนก้าวออกจากแถวด้วยสีหน้าที่แตกต่างกัน
บ้างตื่นเต้น บ้างประหม่า บ้างแสร้งทำเป็นสงบ แต่ลึกลงไปในดวงตาล้วนสะท้อนความหวังที่จะได้ยินคำว่าระดับสูงหรือระดับราชา
กระทั่งมาถึงคิวของนักเรียนร่างใหญ่ผู้หนึ่ง
เขามีไหล่กว้าง กล้ามเนื้อแน่นตึง ใบหน้าคมเข้ม และแววตาแข็งกร้าวราวสัตว์ร้ายที่กำลังรอคอยโอกาสแสดงอำนาจ ท่าทางของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจจนแทบจะล้นออกมานอกกรอบ ริมฝีปากยกยิ้มเย้ยหยันราวกับผลลัพธ์ได้ถูกกำหนดไว้แล้วล่วงหน้า
เขาก้าวเข้าไปกลางห้องด้วยฝีเท้าหนักแน่น ฝ่ามือหนาใหญ่ยกขึ้นวางลงบนแผงผลึกใสของเครื่องตรวจสอบโดยไม่ลังเล
แสงสีซีดไหลเวียนภายในผลึกใสนั้นอย่างช้าๆ เส้นสายพลังงานเคลื่อนไหวราวกับกำลังค้นลึกลงไปในส่วนลึกของจิตวิญญาณ อ่านข้อมูลที่ถูกฝังไว้ในแก่นแท้แห่งพลังของเขา ทำให้ชายร่างใหญ่หัวเราะเสียงดังอย่างไม่ปิดบัง
“ฮ่าฮ่าฮ่า แน่นอนว่าเจตจำนงของข้าจะต้องเป็นระดับกลาง หรือไม่ก็ระดับสูงเลยก็ว่าได้”
“เพราะงั้นพวกแกจงดูให้ดีๆถึงความยิ่งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น แล้วในอนาคตข้าก็จะกลายเป็นนักล่ามังกร…”
คำประกาศของเขายังไม่ทันจบประโยค เสียงอันเฉยชาและไร้อารมณ์ของเครื่องตรวจสอบก็ดังขึ้นอย่างไม่ปรานี
《เจตจำนงธาตุดินระดับต่ำ ยึดเหนี่ยวผืนพิภพ มีพลังในการทำให้ร่างกายยากต่อการถูกผลัก ล้ม หรือปลิว》
บรรยากาศในโถงใหญ่เงียบลงในทันที เสียงหัวเราะของเขาดับลงราวถูกตัดขาดกลางอากาศ ใบหน้าของนักเรียนร่างใหญ่แข็งค้าง แววตาที่เคยเปล่งประกายมั่นใจกลับพร่าเลือนในพริบตา รอยยิ้มที่ยังไม่ทันจางหายดีถูกแทนที่ด้วยความชะงักงัน
นักเรียนคนอื่นๆหลายคนส่ายศีรษะ บ้างหลบสายตา บ้างมองด้วยแววตาเวทนา
ความมั่นใจที่เพิ่งประกาศกร้าวเมื่อครู่กลับกลายเป็นความน่าอึดอัดอย่างยิ่งยวด
ชายร่างใหญ่ยืนนิ่งอยู่กับที่ราวกับยังไม่เข้าใจสิ่งที่ได้ยิน
ใบหน้าซีดเผือดลงอย่างช้าๆ ก่อนที่จะรีบหันไปยังอาจารย์หวังเจี้ยนซึ่งยืนอยู่ไม่ไกล
“อาจารย์หวัง!”
“ข้ามั่นใจเลยว่าตนเองได้รับเจตจำนงที่แข็งแกร่ง แต่ทำไมมันถึงเป็นแค่เจตจำนงแห่งพลังระดับต่ำล่ะ มันเป็นไปไม่ได้เลยสักนิด!”
“ไอ้เครื่องตรวจสอบบ้าๆนี่มันเสียหรือเปล่า”
น้ำเสียงของเขาสั่นระหว่างความโกรธและความไม่ยอมรับ ความภาคภูมิใจที่เคยยืนตระหง่านเริ่มสั่นคลอน อาจารย์หวังยังไม่ทันตอบ ชายวัยกลางคนซึ่งเป็นอาจารย์อีกคนยืนกอดอกอยู่ด้านหน้าก็แหงนหน้าขึ้นเล็กน้อย สายตาของเขาเฉยชาและเย็นนิ่ง
“หุบปากไปไอ้เด็กโง่!”
“เครื่องตรวจสอบเสียน่ะเหรอ? มันไม่มีทางเป็นไปได้!”
“เครื่องตรวจสอบพวกนี้ถูกสร้างขึ้นตามต้นแบบเทคโนโลยีของซากอารยธรรมโบราณ มันเต็มไปด้วยข้อมูลและเรื่องราวต่างๆที่ถูกบันทึกเอาไว้ ถ้ามันบอกว่าเป็นแค่ระดับต่ำก็คือระดับต่ำ! ถ้ามันบอกว่าเป็นระดับกลางก็คือระดับกลาง!”
“เพราะงั้นกลับเข้าไปในแถวซะ อย่าให้อาจารย์ต้องพูดซ้ำสอง!”
คำสั่งสุดท้ายหนักแน่นดุจค้อนเหล็กทุบลงบนความหวังที่เหลืออยู่
นักเรียนร่างใหญ่กัดฟันแน่น ใบหน้าแดงก่ำจากความอับอายและความไม่ยอมรับ
ทว่าต่อหน้าสายตาของอาจารย์ใหญ่ เขาไม่อาจโต้เถียงต่อได้อีก ร่างสูงใหญ่ค่อยๆหมุนตัวกลับ ก้าวเดินกลับเข้าไปในแถวอย่างแข็งทื่อ ความมั่นใจที่เคยเอ่อล้นเมื่อครู่บัดนี้กลายเป็นความเงียบงันที่หนักอึ้ง
หวงเยี่ยยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยสายตาสงบนิ่ง ภายในใจไม่ได้รู้สึกเยาะเย้ยหรือเวทนา หากเพียงตระหนักถึงความจริงอีกประการหนึ่ง
ความมั่นใจที่ไร้รากฐานย่อมเปราะบางต่อข้อเท็จจริง
เครื่องตรวจสอบมิได้สนใจคำพูดหรือท่าทางของใคร มันอ่านเพียงข้อมูลที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของจิตวิญญาณเท่านั้น
เจตจำนงธาตุดินระดับต่ำ ยึดเหนี่ยวผืนพิภพ
แม้จะเป็นระดับต่ำ แต่คุณสมบัติของมันก็ใช่ว่าไร้ค่าโดยสิ้นเชิง การยืนหยัดไม่ล้ม ไม่ปลิว ไม่ถูกผลักออกจากตำแหน่ง ย่อมมีความหมายในสนามรบ ทว่าความแตกต่างระหว่างระดับต่ำกับระดับสูงมิได้อยู่เพียงที่คุณสมบัติ แต่อยู่ที่ขอบเขตและศักยภาพในการพัฒนา
กระทั่งในจังหวะหนึ่ง เงาร่างอ่อนช้อยของหญิงสาวคนหนึ่งก็ก้าวออกมาจากแถวด้วยท่วงท่าที่สง่างาม รอยยิ้มของนางงดงามราวดอกไม้ที่ผลิบานท่ามกลางสายลมยามเช้า ดวงตาคู่งามเปล่งประกายมั่นใจโดยไม่ต้องเอ่ยวาจา
นางคือหนึ่งในเทพธิดาแห่งสถานบันนักล่ามังกรพื้นฐานแห่งนี้ ทั้งยังมีภูมิหลังและสถานะที่ไม่ธรรมดา
ชื่อของนางเป็นที่กล่าวขานในหมู่นักเรียนทั้งหลาย ไม่เพียงเพราะความงาม หากเพราะสายเลือดและรากฐานที่แข็งแกร่ง
เหยินเฟย
เพียงนางก้าวออกมา เสียงกระซิบก็แผ่วเบาขึ้นรอบด้าน หลายสายตาจับจ้องอย่างเฝ้ารอราวกับรู้ล่วงหน้าว่าผลลัพธ์จะไม่ธรรมดา
เหยินเฟยยกมือขาวเรียววางลงบนแผงผลึกใสอย่างนุ่มนวล แสงสีซีดที่เคยไหลเวียนเชื่องช้ากลับเปล่งประกายเจิดจ้าขึ้นอย่างชัดเจน พลังงานภายในผลึกสั่นไหวราวกับถูกกระตุ้นด้วยบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่
เสียงอันเฉยชาไร้อารมณ์ดังขึ้นในโถงใหญ่
《เจตจำนงธาตุไฟระดับสูง อาณาเขตเพลิงนรก เปลี่ยนพื้นที่รอบตัวเป็นแดนแห่งเปลวไฟ อำนาจไร้เทียมทาน》
ถ้อยคำดังกล่าวราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางโถง
ความเงียบเพียงเสี้ยววินาทีถัดมาถูกแทนที่ด้วยเสียงฮือฮาที่ปะทุขึ้นพร้อมกันจากทุกทิศทาง
“พระเจ้าช่วย! เทพธิดาเหยินเฟยได้รับเจตจำนงธาตุไฟระดับสูงแล้ว!”
“ร้ายกาจเกินไป นั่นคืออาณาเขตเพลิงนรกเลยนะ!”
“ว่ากันว่าเจตจำนงแห่งพลังรูปแบบนี้สามารถปลดปล่อยเปลวเพลิงแห่งนรกขึ้นมาเผาผลาญศัตรูได้!”
“ยิ่งถ้าได้ผสานเข้ากับวิชาการต่อสู้ที่ร้ายกาจ นางจะแข็งแกร่งเหนือคนรุ่นเดียวกันมาก!”
เสียงตัดพ้อ เสียงชื่นชม เสียงอิจฉา สอดประสานกันจนโถงใหญ่แทบจะระเบิดออกมา
“น่าอิจฉาจริงๆ นางมีเจตจำนงธาตุไฟระดับสูง ทั้งยังเป็นลูกสาวของตระกูลนักล่ามังกรที่แข็งแกร่ง พวกเราเอาไปเทียบไม่ได้หรอก”
เหยินเฟยถอนมือออกจากผลึกใส เปลวแสงสีแดงอ่อนสะท้อนอยู่ในดวงตาของนาง รอยยิ้มหวานผุดขึ้นบนใบหน้าอย่างภาคภูมิ แล้วนางก็หันไปมองยังอีกฟากหนึ่งของโถง สายตาของนางหยุดอยู่ที่หวงเยี่ย ชายหนุ่มผู้ถูกเรียกว่าเจ้าชายน้อยแห่งสถาบัน
“เจ้าชายน้อย พี่สาวคนนี้จะปกป้องนายเอง เพราะงั้นตามหลังฉันไว้ให้ดีๆละ ฮ่าฮ่าฮ่า”
หวงเยี่ยมองนางด้วยสีหน้าสงบนิ่ง ก่อนที่มุมปากจะยกขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มเหยเก
“พูดบ้าอะไรของเธอกันเหยินเฟย พวกเราแทบจะมีอายุที่ไล่เลี่ยกัน แถมข้าเองก็ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาปกป้องด้วย!”
“โดยเฉพาะกับผู้หญิงอกกระดานเช่นเธอ ไปทำให้มันใหญ่โตเป็นลูกมะพร้าวก่อนสิ ข้าถึงจะสนใจมัน!”
คำกล่าวของเขาเรียบง่ายราวกับพูดเรื่องสภาพอากาศ ทว่าเนื้อหากลับคมกริบราวมีดบางเฉียบ
ชั่วขณะหนึ่งโถงใหญ่เงียบสนิท
“แค่ก! แค่ก! แค่ก!”
จากนั้นเสียงสำลักน้ำลายก็ดังขึ้นพร้อมกันจากหลายทิศทาง
นักเรียนจำนวนไม่น้อยถึงกับไอแห้งๆอย่างตกตะลึง บางคนเบิกตากว้างราวกับไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยิน
อาจารย์บางคนกระแอมเบาๆ สายตาหลบเลี่ยงอย่างไม่กล้าเข้าไปแทรกแซงสถานการณ์อันแปลกประหลาดนี้
เหยินเฟยที่ถูกล้อเลียนต่อหน้าผู้คนมากมาย หน้าแดงก่ำราวกับเปลวเพลิงที่เพิ่งถูกจุด ร่างบางสั่นระริกเล็กน้อย นิ้วเรียวชี้ไปยังหวงเยี่ยด้วยความอับอายและโกรธเคือง
“อะ.. ไอ้หวงเยี่ยสารเลว!”
“สักวันหนึ่งฉันจะต้องจัดการและสั่งสอนนายให้ได้!”
น้ำเสียงของนางสั่นไหวระหว่างความขุ่นเคืองและความเขินอาย รีบกระทืบเท้า ก่อนจะหมุนตัวกลับเข้าไปในแถวด้วยท่าทางหงุดหงิด ปอยผมสะบัดตามแรงหมุนอย่างงดงาม แม้ใบหน้าจะยังแดงจัดอยู่ก็ตาม
ภาพนั้นทำให้บรรยากาศตึงเครียดก่อนหน้าคลายตัวลงในทันที
นักเรียนรอบข้างบางคนกลั้นหัวเราะไม่อยู่ บางคนมองเหยินเฟยด้วยสายตาเห็นใจ
“สมกับที่เป็นเจ้าชายน้อย!”
ขณะที่บางคนมองหวงเยี่ยด้วยความตกตะลึงปะปนชื่นชมในความกล้าหาญนั้น
เหยียนลี่มองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยสายตาครุ่นคิดเล็กน้อย แต่ไม่ได้กล่าวอะไร เพียงปล่อยให้ความวุ่นวายเล็กๆนั้นจบลงด้วยตัวมันเอง