พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร - ตอนที่ 32 การทดสอบเจตจำนงระดับราชา
ทว่าก่อนที่หวงเยี่ยจะได้เอ่ยคำตอบใดออกมา เฟิงหลงอินก็พลันลุกขึ้นจากที่นั่งอย่างแช่มช้า ชายกระโปรงยาวพลิ้วไหวตามแรงเคลื่อนไหว แววตาซึ่งก่อนหน้านี้แฝงรอยยิ้มบางกลับทอประกายจริงจัง
นางก้าวออกมาข้างหน้าเพียงครึ่งก้าว แล้วจึงยกมือขึ้นอย่างนุ่มนวล ภายในฝ่ามือปรากฏวัตถุชิ้นหนึ่งซึ่งเปล่งประกายแสงเงินเรืองรอง
“ก่อนอื่นนะเจ้าชายน้อย..”
“พวกเราอาจทราบดีว่าเจ้ามีเจตจำนงธาตุพฤกษาระดับราชา แต่พวกเราก็ยังไม่ได้เข้าใจมันว่ารากไม้สีม่วงเข้มที่น่าสะพรึงกลัวเหล่านั้นคือพลังรูปแบบใด เพราะงั้นแล้วข้าก็เลยนำอุปกรณ์การตรวจสอบเจตจำนงระดับสูงมาด้วย!”
วัตถุในมือเฟิงหลงอินเป็นก้อนโลหะสีเงินขนาดพอเหมาะ พื้นผิวเรียบลื่น แต่เมื่อเพ่งมองใกล้ๆจะเห็นลวดลายซับซ้อนซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ คล้ายวงแหวนพลังที่สลักไว้ด้วยศาสตร์ล้ำลึก แต่ละเส้นสายเปล่งประกายราวกับมีชีวิตเลยก็ว่าได้
นางยื่นมันออกมาตรงหน้า ทำให้หวงเยี่ยมองวัตถุนั้นเพียงครู่เดียวก็เข้าใจความหมายของการกระทำ
ตัวของเขาไม่มีความลังเล ยกมือขึ้นรับก้อนโลหะดังกล่าวมาไว้ในฝ่ามือ
ทันทีที่ผิวหนังสัมผัสกับพื้นผิวเย็นเฉียบ คลื่นพลังวิญญาณสายหนึ่งก็พลันไหลทะลักออกมาจากแกนกลางของโลหะ มันไหลผ่านปลายนิ้วเข้าสู่เส้นชีพจรภายในกาย เคลื่อนตัวไปตามกระแสโลหิตที่หมุนเวียนทั่วร่าง ก่อเกิดความรู้สึกวาบไหวที่ยากจะบรรยาย
หวงเยี่ยรับรู้ได้ชัดเจนถึงการตรวจสอบอันเป็นระบบ เหมือนมีสายตาอีกคู่หนึ่งกำลังสอดส่องทุกส่วนลึกของจิตวิญญาณ
กระแสพลังดังกล่าวค่อยๆมุ่งหน้าไปยังแหล่งพลังงานกลางอก
ต้นไม้สีม่วงเข้มซึ่งฝังรากลึกอยู่ในจิตวิญญาณของเขาได้สั่นสะเทือน รากไม้แต่ละเส้นขยายตัวอย่างเงียบงัน แผ่กิ่งก้านราวกับกำลังรับรู้ถึงผู้มาเยือน แสงสีม่วงลึกลับแทรกซึมผ่านชั้นพลังภายใน คล้ายหมอกหนาทึบที่ปกคลุมดวงดาว
พริบตานั้นเอง ลวดลายบนก้อนโลหะก็เริ่มเรืองแสงสว่างขึ้น เส้นสายที่เคยหม่นถูกกระตุ้นด้วยพลังบางอย่าง
และแล้วหน้าจอแสดงผลโปร่งใสก็ปรากฏขึ้นเหนือผิวโลหะ
《เจตจำนงธาตุพฤกษาระดับราชา ราชันย์พงไพรพิฆาตดารา เป็นอันดับหนึ่งในธาตุพฤกษาระดับราชา มีโอกาสที่จะพัฒนาไปเป็นเจตจำนงธาตุพฤกษาระดับจักรพรรดิหรือกระทั่งระดับเทพ》
อักขระทุกตัวเปล่งประกายชัดเจน ไม่คลุมเครือ ทำให้ห้องโถงพลันเงียบสนิท
ร่างกายของทั้งสี่คนที่อยู่ในที่นั้นสั่นสะท้านในระดับที่ควบคุมไม่ได้
อาจารย์ใหญ่ร่างอ้วนบัดนี้ไขมันตามลำตัวกระเพื่อมอย่างชัดเจน มือที่วางอยู่บนพนักเก้าอี้กำแน่นโดยไม่รู้ตัว
ซื่อหลงมิ่งเบิกตากว้าง ดาบใหญ่ที่พาดอยู่ข้างกายสั่นสะเทือนเล็กน้อย เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
เฟิงหลงอินเองก็ไม่อาจรักษาท่าทีสงบนิ่งไว้ได้อีกต่อไป แววตาของนางฉายประกายประเมินและตระหนักรู้ในเวลาเดียวกัน
แม้กระทั่งโม่เซียวหมิง ผู้ซึ่งก่อนหน้านี้ยังยิ้มอย่างสบายอารมณ์ ก็ต้องลุกพรวดขึ้นจากที่นั่งโดยไม่ทันตั้งตัว
ดวงตาของเขาเบิกกว้าง จ้องมองภาพสะท้อนข้อมูลที่ลอยอยู่เหนือก้อนโลหะอย่างไม่กะพริบ
“นะ.. นี่มัน.. นี่คือครั้งแรกเลยที่เครื่องทดสอบแสดงผลออกมาเช่นนี้!”
“ถึงขั้นบอกว่าเป็นอันดับหนึ่งในเจตจำนงธาตุพฤกษาระดับราชา แล้วยังมีโอกาสที่จะพัฒนาไปเป็นระดับจักรพรรดิหรือระดับเทพได้เรอะ?!”
“นี่มันเป็นไปไม่ได้!”
“ไม่ใช่สิ มันเป็นไปได้ยังไง!”
อาจารย์ใหญ่ร่างอ้วนสูดลมหายใจเข้าลึก ดวงตาที่เคยแฝงความขบขันกลับฉายประกายตื่นตระหนก
“โอกาสพัฒนาไปถึงระดับจักรพรรดิ.. หรือกระทั่งระดับเทพ?!”
ทุกคนในห้องโถงล้วนเข้าใจดีถึงหลักเกณฑ์พื้นฐานที่ถูกถ่ายทอดกันมาหลายชั่วอายุคน
นักล่ามังกรที่ปลุกเจตจำนงแห่งพลังขึ้นมาได้แล้ว พลังอำนาจนั้นย่อมฝังแน่นอยู่ในวิญญาณตราบจนลมหายใจสุดท้ายดับสูญ มันคือรากฐาน คือแก่นแท้ คือเส้นทางที่ถูกกำหนดตั้งแต่ห้วงวินาทีแรกของการตื่นรู้
เจตจำนงแห่งพลังไม่อาจสลับสับเปลี่ยน ไม่อาจยกระดับ ไม่อาจเสริมเติมแต่ง
ไม่ว่าจะพยายามเพียงใด ก็ไม่มีผู้ใดเคยฝืนกฎข้อนี้ได้
ไม่มีข้อยกเว้น
ไม่มีปาฏิหาริย์
องค์ความรู้ดังกล่าวถูกรวบรวมจากประสบการณ์นับร้อยปีของการต่อสู้กับเผ่าพันธุ์มังกร ถูกบันทึกไว้ในตำราหนาแน่น ถูกถ่ายทอดผ่านคำสั่งสอนของอาจารย์ผู้ทรงภูมิ ถูกยืนยันด้วยชีวิตของผู้คนจำนวนมหาศาล
มันคือความจริงที่มั่นคงราวกับผืนแผ่นดิน
แต่บัดนี้ ข้อมูลที่ลอยเด่นอยู่เหนือก้อนโลหะสีเงินกลับสั่นคลอนทุกสิ่งในชั่วพริบตา
《เจตจำนงธาตุพฤกษาระดับราชา ราชันย์พงไพรพิฆาตดารา เป็นอันดับหนึ่งในธาตุพฤกษาระดับราชา แล้วมีโอกาสที่จะพัฒนาไปเป็นเจตจำนงระดับจักรพรรดิหรือกระทั่งระดับเทพ》
มันขัดแย้งกับความเข้าใจทั้งหมดที่พวกเขายึดถือ
อาจารย์ใหญ่ร่างอ้วนซึ่งปกติรักษาท่าทีสุขุม บัดนี้สีหน้ากลับเคร่งขรึมอย่างไม่ปิดบัง ไขมันบนแก้มที่เคยสั่นตามรอยยิ้มกลับนิ่งแข็ง
“ท่านเฟิงหลงอิน เครื่องตรวจสอบนี้เสียหรือเปล่า?”
เฟิงหลงอินหันมามองเขาทันที เรือนผมสีทองสั้นสะท้อนแสงอ่อนจากหน้าจอ ใบหน้างามกลับไร้รอยยิ้ม
นางส่ายหน้าอย่างชัดเจน
“ไม่มีทาง! นี่คืออุปกรณ์ตรวจสอบที่มาจากซากอารยธรรมโบราณ มันเต็มไปด้วยองค์ความรู้และข้อมูลที่มีอยู่เนิ่นนานหลายพันล้านปีก่อน ไม่ใช่เทคโนโลยีที่ถูกสร้างขึ้นในยุคสมัยปัจจุบัน มันล้ำลึกมากยิ่งกว่านับหลายพันเท่า”
“เพราะงั้นการที่เครื่องตรวจสอบได้แสดงผลเช่นนี้ออกมา มันก็หมายความว่าในอดีตกาลที่ห่างไกล โลกของเราอาจเคยมีเจตจำนงแห่งพลังเช่นนี้เกิดขึ้นแล้ว และเผ่าพันธุ์โบราณชั้นสูงเองก็เคยอาจได้ครอบครอง เพราะงั้นมันจึงเป็นไปได้ทุกทาง”
เฟิงหลงอินกล่าวต่อ
“เจ้าก็ต้องเข้าใจก่อนนะว่าซากอารยธรรมโบราณพวกนี้ ปรากฏขึ้นมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ใหญ่โตขึ้นนับหลายพันเท่า ต่อให้จะผ่านมากว่าสองร้อยปีแล้วก็ตาม แต่มนุษย์เช่นพวกเราก็แทบจะรู้ข้อมูลดังกล่าวเพียงแค่เศษเสี้ยว”
คำพูดของนางไม่เกินจริงไปเลยซักนิด
โลกที่เคยคุ้นตาถูกขยายกว้างใหญ่จนเกินจินตนาการ
ผืนแผ่นดินแตกตัว แผ่นทวีปเคลื่อนคลาด เมืองทั้งเมืองจมหายใต้ผืนสมุทร หรือผุดขึ้นจากใต้พื้นพิภพอย่างไม่อาจคาดคิด
พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงนั้น ซากอารยธรรมที่ไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์มนุษย์ก็ผุดขึ้นอย่างก้อนหินริมทาง
โครงสร้างมหึมาฝังตัวอยู่ใต้ชั้นหิน
จารึกโบราณที่ไม่มีผู้ใดอ่านออก
อุปกรณ์แปลกประหลาดซึ่งมิอาจอธิบายด้วยวิทยาการปัจจุบัน
พลังวิญญาณที่หลั่งไหลเข้าสู่โลกอย่างไร้ต้นสายปลายเหตุ
หรือกระทั่งเผ่าพันธุ์มังกรที่เคยเป็นเพียงตำนาน กลับปรากฏตัวขึ้นอย่างเด่นชัด
ทุกสิ่งล้วนห่างไกลเกินกว่าที่มนุษย์จะจินตนาการได้
อาจารย์ใหญ่สูดลมหายใจลึก
“หากเป็นเช่นนั้น.. ก็หมายความว่าองค์ความรู้ที่เรายึดถือกันมา อาจเป็นเพียงส่วนเล็กๆของความจริง!”
เฟิงหลงอินพยักหน้าเบาๆ
“เราเพิ่งเริ่มเข้าใจโลกใบนี้ได้ไม่นานนัก เจตจำนงที่พัฒนาไม่ได้ อาจเป็นเพียงข้อสรุปจากข้อมูลจำกัด”
“แล้วหากสิ่งนี้เป็นความจริงละก็.. เส้นทางของนักล่ามังกรอาจไม่ได้ถูกกำหนดตายตัวอย่างที่เราเชื่อก็ได้!”
ไม่มีผู้ใดในที่นั้นสามารถปฏิเสธได้อีกต่อไป ว่าโลกใบนี้ยังคงซ่อนความลับอีกมากมายเกินกว่าที่เผ่าพันธุ์มนุษย์จะหยั่งถึง