พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร - ตอนที่ 37 บรรยากาศยามค่ำคืนของเมือง
ทันใดนั้นระบบกลืนกินมังกรของหวงเยี่ยก็เหมือนจะไม่พอใจกับความลังเลที่ยังคงเกาะกุมหัวใจของโฮสต์
【ช่วยไม่ได้】
ตัวของมันจึงค่อยๆแทรกซึมเข้าไปในความคิดและการตัดสินใจทีละน้อย ประหนึ่งสายหมอกที่เล็ดลอดผ่านรอยแยกของกำแพงหิน
ใช้พลังอำนาจของตนปรับเปลี่ยนความมีคุณธรรมของชายหนุ่มอย่างแยบยล บิดเบือนให้คลายตัวลง ทำให้ชายหนุ่มไม่ถูกยึดติดกับกรอบศีลธรรมดั่งเดิมที่แข็งทื่อและอ่อนต่อโลก ดังเมฆซึ่งล่องลอยไปตามกระแสลมของฟ้า และไม่ได้ตั้งคำถามว่าตนเองควรหยุดอยู่ในจุดใด
ความคิดของหวงเยี่ยเริ่มแปรเปลี่ยนโดยที่เจ้าตัวแทบมิทันสังเกต
ในตอนแรกนั้น เขายังหวาดกลัวต่อเหตุผลของการสังหาร ยังหวั่นไหวต่อภาพเลือดและเสียงร้องของมนุษย์
เขาพยายามปลอบตนเองว่าแม้จะมีอาชญากรเดินเพ่นพ่านอยู่ภายในเมือง แต่หน่วยงานรัฐหรือสมาพันธ์นักล่ามังกรก็คงจัดการอยู่ดี ไม่ว่าอย่างไร คนชั่วเหล่านั้นย่อมถูกจับกุม หรือไม่ก็ถูกประหารชีวิตจากการกระทำอันเลวทรามของตนเอง
“มันไม่ใช่หน้าที่ของข้า..”
“ถ้าข้าไม่ลงมือ..”
“โลกก็ยังหมุนต่อไปได้!”
【โลกหมุนต่อไปได้ แต่ผู้บริสุทธิ์บางคนอาจหยุดหมุนตลอดกาล】
คำพูดสั้นๆของระบบนั้นฝังลึกเข้าไปในจิตใจ เป็นเหมือนกับเมล็ดพันธุ์ที่ถูกหว่านลงในดินอันอ่อนนุ่ม
เมื่อเวลาผ่านไปเพียงไม่นาน ความลังเลที่เคยหนาแน่นกลับถูกกัดกร่อนอย่างเงียบงัน
หวงเยี่ยเริ่มมองเหล่าอาชญากรเหล่านั้นเปลี่ยนไป จากเดิมที่เห็นเป็นมนุษย์ผู้หลงผิด บัดนี้กลับคล้ายเงาร่างที่ไร้คุณค่า เป็นดั่งมดปลวกซึ่งกัดกินเสาหลักของเมืองอย่างไม่หยุดหย่อน ตัวตนที่ควรถูกบดขยี้ก่อนจะขยายพันธุ์ความชั่วร้ายออกไป
“ไปกันเถอะระบบ”
“ถึงข้าหวงเยี่ยไม่อยากจะทำเช่นนี้ แต่ว่าถ้าปล่อยให้ไอ้พวกอาชญากรเดินเพ่นพ่านต่อไป..”
“คนบริสุทธิ์ก็คงจะถูกพวกมันปล้นชิงและฆ่าตายไปอีกมาก และข้าก็จะทำมันเพื่อความยุติธรรม!”
ค่ำคืนค่อยๆคลี่ตัวลงเหนืออาณาเขตเมือง แสงไฟจากตึกสูงและป้ายโฆษณาส่องสว่างตัดกับความมืดที่ปกคลุมท้องฟ้า
หวงเยี่ยยืนอยู่ภายในห้องพักสูงของตน มองเงาสะท้อนบนกระจกอย่างสงบ หยิบชุดโค้ทสีดำขึ้นมาสวมใส่ ผ้าคลุมศีรษะถูกดึงขึ้นปกปิดส่วนบนของใบหน้า รวมถึงเส้นผมสีฟ้าสว่างที่โดดเด่นซึ่งอาจเป็นจุดสังเกตแก่ผู้ใดก็ได้
จากนั้นเขาก็เปิดลิ้นชัก เสียงไม้เลื่อนดังแผ่ว เผยให้เห็นหน้ากากสีขาวที่มีลวดลายสลักสีแดงที่มีรอยแตกอยู่นิดๆ มันเคยเป็นเพียงของเล่นที่เหล่าเด็กน้อยชอบสวมใส่ในงานเทศกาล เขาซื้อมันด้วยรอยยิ้มในวันหนึ่งที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความสุขของครอบครัว
“หน้ากากที่ท่านแม่เคยซื้อให้ตอนเด็ก..”
ทว่าคืนนี้ ความหมายของมันเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง หน้ากากชิ้นนี้จะกลายเป็นสัญลักษณ์ของตัวตนใหม่
เขาสวมมันลงบนใบหน้าอย่างมั่นคง
ใบหน้าที่เคยสง่างามถูกปิดบัง เหลือเพียงประกายม่านตาสีม่วงซึ่งพลุ่งพล่านไปด้วยพลังวิญญาณสว่างวาบใต้ช่องว่างเล็กๆของหน้ากาก
ขณะที่เบื้องล่าง เมืองยังคงคึกคัก ร้านรวงเปิดรับลูกค้า เสียงหัวเราะและดนตรีลอยแผ่วขึ้นมาถึงชั้นสูง
“ความยุติธรรมไม่ได้มีรูปแบบเดียว แล้วพวกนักล่ามังกรที่ใช้พลังของตนเองกระทำการที่ชั่วร้าย.. พวกมันก็ไม่สมควรมีชีวิตอยู่!”
เขาพึมพำ ก่อนจะกระโดดออกจากห้องพักด้วยความรวดเร็ว
【เป้าหมายแรกอยู่ทางทิศตะวันตกของเขตการค้า】
【นักล่ามังกรที่หันหลังให้กฎ ใช้พลังเพื่อกระทำเรื่องชั่วร้ายจากคนธรรมดา】
“เข้าใจแล้ว”
หวงเยี่ยลดระดับลงบนหลังคาอาคารหนึ่ง เงาของเขาแนบสนิทไปกับพื้นผิวสีดำ ดวงตาสีม่วงส่องประกายราวเปลวไฟในความมืด หัวใจของเขาเต้นอย่างสม่ำเสมอ ความลังเลที่เคยกัดกินจิตใจค่อยๆถูกแทนที่ด้วยความแน่วแน่และมุ่งมั่น
ภาพของอาชญากรในสายตาเขาไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป หากเป็นสิ่งมีชีวิตที่กัดกร่อนความสงบสุขของผู้บริสุทธิ์
“หากต้องมีผู้สวมบทเพชฌฆาต.. ข้าจะเป็นเอง!”
เสียงกระซิบของเขาถูกกลืนหายไปกับสายลม
ร่างของเขาพุ่งทะยานผ่านอากาศ ดุจเงามืดที่หลุดออกจากกำแพงตึกสูง
แล้วหายวับเข้าไปในบรรยากาศมืดค่ำที่เต็มไปด้วยแสงไฟนีออนและกิจการยามราตรี
ระบบกลืนกินมังกรเฝ้ามองทุกก้าวอย่างพึงพอใจ เพราะโฮสต์ของมันได้เริ่มก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง
เมฆแห่งคุณธรรมที่เคยหนักแน่น บัดนี้ล่องลอยอย่างอิสระ พร้อมจะบดบังหรือเปิดเผยแสงสว่างตามเจตจำนงของผู้ถือครองพลัง
…
อาณาเขตภายในเมืองแห่งนี้กว้างใหญ่ไพศาลราวกับนครที่ไม่มีขอบเขต เส้นขอบฟ้าถูกบดบังด้วยเงาตึกสูงนับไม่ถ้วน
ถนนตัดผ่านกันดั่งเส้นสายบนแผ่นกระดาษขนาดมหึมา
ผู้คนหลายสิบล้านชีวิตอาศัยอยู่รวมกันใต้ผืนฟ้าเดียวกัน หลอมรวมเป็นสังคมที่ซับซ้อนและแปรปรวนอยู่ทุกลมหายใจ
พื้นที่ของเมืองถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนอย่างมิอาจปฏิเสธ แม้สมาพันธ์นักล่ามังกรจะไม่อยากยอมรับการมีอยู่ของอาณาเขตส่วนนอก หรือบริเวณชานเมืองก็ตาม ใจกลางนครคือศูนย์รวมของอำนาจ ความมั่งคั่ง และระบบระเบียบที่ดูเหมือนมั่นคง
นักล่ามังกรเดินไปมาด้วยท่าทีองอาจ ร้านรวงหรูหราส่องประกายระยิบระยับยามค่ำคืน
ทว่าเมื่อก้าวพ้นเขตนั้นออกไป ชานเมืองกลับเผยอีกภาพหนึ่งซึ่งแตกต่างอย่างชัดเจน
บ้านพักเก่าโทรมเรียงรายแน่นขนัด ผู้คนจำนวนมากกว่าภายในใจกลางเสียอีกอาศัยอยู่ท่ามกลางตรอกซอกซอยที่คดเคี้ยว
ฐานะของประชากรในพื้นที่นี้มิได้ร่ำรวยนัก หลายชีวิตดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดในแต่ละวัน
เล่าลือกันว่าภายในชานเมืองนั้นเต็มไปด้วยอาชญากรและผู้กระทำผิดมากมาย ตั้งแต่การลักเล็กขโมยน้อย ไปจนถึงการปล้นชิงทรัพย์สินอย่างอุกอาจ และร้ายแรงที่สุดคือการข่มขืนและฆาตกรรม เสียงร้องไห้และความหวาดกลัวมักถูกกลืนหายไปในความมืดของค่ำคืน
มนุษย์มิได้มีเพียงด้านเดียว เมื่อมีแสงสว่างก็ย่อมมีเงามืดซ่อนอยู่เสมอ นั่นคือสัจธรรมที่อารยธรรมดำเนินไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
และในเวลาเดียวกันนั้นเอง ภายในตรอกซอกซอยส่วนลึกที่แทบไม่มีแสงไฟส่องถึง หญิงสาววัยกลางคนผู้หนึ่งซึ่งกลับมาจากการทำงาน กำลังถูกชายวัยกลางคนฉุดกระชากเข้ามา ร่างของนางปะทะกับกำแพงอิฐเก่า เสียงฝีเท้าดังก้องสะท้อนอยู่ในทางแคบ
ใบหน้าของชายคนนั้นเต็มไปด้วยความหื่นกระหาย แววตาโลภลามกฉายชัดท่ามกลางความมืด มือหยาบกร้านคว้าจับข้อมือนางแน่น
“ปล่อยนะ!”
“ช่วยด้วยค่ะ”
“มีคนจะข่มขืนฉัน!”
น้ำเสียงกรีดร้องของหญิงสาวสั่นเครือ ทว่าถูกดูดกลืนไปกับกำแพงสูงรอบด้าน
ขณะที่เสื้อผ้าส่วนบนของนางถูกฉีกกระชากจนขาดวิ่น เผยให้เห็นเสื้อชั้นในสีดำที่สั่นไหวตามแรงหอบหายใจ
ชายวัยกลางคนแสยะยิ้มอย่างหื่นกระหาย มุมปากมีน้ำลายหยดลงช้าๆ ราวกับสัตว์ป่าที่พบเหยื่อ
ตัวของมันก้มหน้าลงไซ้ลำคอและริมฝีปากของนางอย่างบ้าคลั่ง กลิ่นเหล้าและเหงื่อคลุ้งกระจาย
“หุบปากไปซะ ดึกดื่นป่านนี้แล้วคงไม่มีใครออกมาจากบ้านพักหรอกคนสวย”
“แค่ให้ข้าทำอะไรนิดหน่อย”
“เดี๋ยวข้าก็จะปล่อยตัวแล้ว!”
เสียงหัวเราะของมันดังก้องในตรอกแคบ หญิงสาวซึ่งไม่มีพลังวิญญาณใดๆและเป็นเพียงคนธรรมดาที่บริสุทธิ์ ย่อมตกเป็นเหยื่อโดยปราศจากทางต้านทาน นางดิ้นรนอย่างสิ้นหวัง มือทั้งสองพยายามผลักไส แต่แรงต่างกันราวฟ้ากับเหว
หยาดน้ำตาไหลอาบแก้ม เสียงสะอื้นปะปนกับลมหายใจที่ขาดห้วง ร่างกายและจิตใจของนางกำลังจะถูกยำยีโดยไร้ความปรานี
ทว่าอาชญากรคนดังกล่าวไม่รู้เลยซักนิด ว่าเหนือศีรษะของเขาด้านบนตึก กำลังมีเงามัจจุราชยืนล้วงมืออยู่ในกระเป๋าเสื้อโค้ทสีดำ ร่างนั้นนิ่งสงบ ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของเงามืดในยามราตรี ผ้าคลุมศีรษะปลิวไหวตามแรงลม หน้ากากสีขาวลวดลายแดงสะท้อนแสงจันทร์อ่อนๆ
ใต้หน้ากากนั้น ดวงตาสีม่วงเข้มเปล่งประกายเรืองรอง
“นี่สินะ ไอ้พวกเวรที่ชอบใช้พลังข่มเหงรังแกผู้อื่น?”
“ถึงจะรู้อยู่แล้วแหละว่ามันเลวร้าย แต่ก็ไม่คิดเลยว่าการกระทำของพวกมันจะชั่วช้าเช่นนี้!”