พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร - ตอนที่ 44 สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
โอวยาดันกรอบแว่นขึ้นเล็กน้อย ปลายนิ้วแตะสันจมูกด้วยท่าทีสุขุม ก่อนจะคลี่ยิ้มบางที่ดูสุภาพเกินจริง
เขาผายมือไปยังประตูเหล็กบานใหญ่ซึ่งเปิดอ้าอยู่เบื้องหน้า
“หัวหน้าสาขารอคอยท่านอยู่ด้านในแล้วครับท่านหวงเยี่ย”
“เชิญเข้าไปด้านในได้เลย”
หวงเยี่ยหรี่ตาลงเล็กน้อย สายตาไล่ผ่านช่องประตูที่มืดทึบ สัมผัสได้ถึงเจตนาสังหารซึ่งซ่อนอยู่หลังม่านเงา ทุกฝีก้าวที่ลังเลอาจหมายถึงความตายในทันที เพราะคนชุดคลุมดำที่รายล้อมอยู่นั้นไม่ใช่เพียงฉากประดับ หากเป็นเขี้ยวเล็บที่พร้อมฉีกกระชากเมื่อได้รับสัญญาณ
หากตัวของเขาไม่ก้าวเดิน หากขัดขืนคำเชิญที่ดูสุภาพเหล่านั้น ดาบที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าคลุมย่อมถูกชักออกมาโดยไม่ต้องรอคำสั่ง
และเมื่อชีวิตของเขาสิ้นสุดลง แผนการทั้งหมดที่ถูกวางไว้ก็จะพังทลายลงพร้อมกัน
“เข้าใจแล้ว!”
หวงเยี่ยก้าวเท้าเข้าสู่เงามืดโดยไม่แสดงความหวั่นไหว
วงล้อมเปิดทางให้โดยอัตโนมัติ ผืนผ้าดำแหวกออกคล้ายม่านเวทีที่เผยตัวละครเอก ทว่าดวงตานับสิบคู่ยังคงตรึงอยู่บนร่างเขาอย่างไม่ลดละ แววตาเหล่านั้นเย็นชา แข็งกระด้าง ประหนึ่งนักล่าที่กำลังจับจ้องเหยื่อซึ่งตกอยู่ในอาณัติ
โอวยาเดินนำหน้าไปอย่างมั่นใจ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย เสียงหัวเราะในลำคอเบาแผ่วคล้ายพึงพอใจกับสถานการณ์
“ไม่เลวเลยทีเดียว!”
“ไม่คิดเลยว่าเหตุการณ์จะเป็นเช่นนี้ขึ้น”
“ได้รับนักล่ามังกรที่มีพรสวรรค์อย่างหวงเยี่ยมาเป็นสาวกด้วยอีกคน!”
“ท่านเทพมังกรจะต้องพึงพอใจต่อความศรัทธาเช่นนี้!”
คำพูดนั้นแฝงความหลงใหลและความคลั่งไคล้ที่ไม่ปิดบัง
หวงเยี่ยมิได้ตอบโต้ เขาเพียงก้าวตามเข้าไปด้านในโกดัง พื้นคอนกรีตสะท้อนเสียงฝีเท้าเป็นจังหวะทุ้มต่ำ กลิ่นสนิมผสมฝุ่นลอยอวลในอากาศ ช่องหน้าต่างแตกบางส่วนปล่อยให้แสงสว่างลอดเข้ามาเป็นลำเส้นยาวบนพื้น
ทว่าภายในกว้างขวางว่างเปล่า ไร้เงาของบุคคลที่ควรยืนรออยู่ ทำให้ตัวของโอวยาต้องหยุดกึก สายตากวาดไปรอบด้านอย่างรวดเร็ว รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆจางหาย แว่นตาที่เคยสะท้อนแสงอย่างมั่นใจกลับสั่นไหวเล็กน้อย
“หมายความว่ายังไงกัน..”
“ท่านหัวหน้าสาขาไปไหน?”
คำถามหลุดออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัว
ยังไม่ทันสิ้นเสียงนั้น เสียงกรีดร้องจากด้านนอกโกดังก็ดังขึ้นพร้อมกันหลายทิศ
เสียงนั้นแหลมสูงและแตกพร่า มันคือเสียงร้องของเหล่าสาวกชุดคลุมดำที่เพิ่งล้อมกรอบพวกเขาไว้เมื่อครู่
เสียงหนึ่งดังใกล้ อีกเสียงไกลออกไป แล้วก็เงียบลงอย่างฉับพลัน ราวกับถูกตัดขาดจากโลกใบนี้ในพริบตา
“โอกาสมาแล้ว!”
ดวงตาของหวงเยี่ยเปลี่ยนประกายทันที
ไม่รอช้าฝ่ามือพลิกกลับในเสี้ยววินาที เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อบนแขนขวาปูดโปนอย่างผิดธรรมชาติ ผิวหนังแปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้ม รอยแตกละเอียดปรากฏขึ้นคล้ายเปลือกไม้ ก่อนที่แขนทั้งท่อนจะกลายสภาพเป็นรากไม้พิฆาตดารา
พุ่งทะลวงตรงเข้าสู่โอวยาในระยะประชิดด้วยความเร็วที่สายตามนุษย์แทบตามไม่ทัน
“ไอ้เวรเอ้ย!”
โอวยาสะดุ้งเฮือกด้วยความหวาดหวั่น แต่ตัวของมันเองก็ไม่ใช่ผู้ไร้ฝีมือเช่นเดียวกัน
ในฐานะนักล่ามังกรระดับสองขั้นสูง ทั้งยังครอบครองเจตจำนงธาตุพฤกษาระดับกลางที่เกี่ยวข้องกับการตรวจจับและสัมผัส มันรับรู้ได้ถึงแรงกระเพื่อมของพลังตั้งแต่ก่อนที่รากไม้จะพุ่งถึงตัว
แขนทั้งสองยกขึ้นไขว้ป้องกันโดยสัญชาตญาณ
“ปังงงงงงงงงง!”
รากไม้แทงทะลุผ่านแรงต้านบางส่วน แม้จะไม่ทะลวงทะลุร่างโดยตรง ทว่าพลังอัดมหาศาลก็ส่งร่างของโอวยาปลิวกระเด็นไปด้านหลัง แผ่นหลังของเขาปะทะผนังเหล็กโกดังอย่างรุนแรง รอยบุ๋มปรากฏบนแผ่นเหล็กพร้อมฝุ่นที่ร่วงหล่นลงมาเป็นสาย
โอวยาทรุดลงครึ่งหนึ่ง ลมหายใจหอบกระชั้น เลือดซึมออกจากมุมปาก แขนที่ยกขึ้นรับแรงสั่นสะท้านอย่างเห็นได้ชัด
“คิดจะให้ข้าเป็นสาวกของพวกแกอย่างนั้นหรือ?”
“เล่นตลกอะไรหรือเปล่า อย่างข้าหวงเยี่ยน่ะเหรอจะไปเป็นสาวกที่บูชาไอ้พวกเผ่าพันธุ์มังกรสารเลว!”
หวงเยี่ยยืนอยู่ที่เดิม รากไม้พิฆาตดาราสั่นไหวเล็กน้อยก่อนจะหดกลับสู่รูปแขนปกติ สีผิวคืนสู่เดิมเหมือนไม่เคยเกิดการเปลี่ยนแปลงใด
“แก.. รู้ตัวตั้งแต่แรก?!”
โอวยากัดฟันแน่น ดวงตาฉายแววตกตะลึงปนโกรธเคือง
“ตั้งแต่วินาทีที่รถเลี้ยวออกนอกเส้นทาง”
คำตอบสั้นกระชับ ไม่มีคำพูดเกินจำเป็นไปเลยซักนิด
เสียงร้องด้านนอกเงียบลงแล้ว ความเงียบที่เข้ามาแทนที่กลับหนักอึ้งยิ่งกว่าเดิม
บรรยากาศภายในโกดังเต็มไปด้วยแรงกดดันที่ปะทะกันอย่างมองไม่เห็น
ก่อนที่ร่างเงานับสิบจะปรากฏกายขึ้นบริเวณทางเข้าโกดังอย่างพร้อมเพรียง
แสงจากด้านนอกสาดเข้ามาตัดกับความมืดภายใน เผยให้เห็นใบหน้าของแต่ละคนชัดเจน
สีหน้าราบเรียบ ดวงตานิ่งสงบไร้ความลังเล ทุกการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความเด็ดขาดที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างยาวนาน
“แกถูกจับแล้ว!”
พวกเขาเคลื่อนไหวกระจายออกเป็นวงกว้าง โอบล้อมร่างของโอวยาไว้โดยไม่ทิ้งช่องว่าง อาวุธในมือบางคนยังไม่ถูกชักออก ทว่าท่าทางและแรงกดดันที่แผ่ออกมา กลับมากพอจะทำให้ผู้ถูกล้อมรู้สึกเหมือนติดอยู่ในกรงเหล็กที่ปิดสนิท
โอวยาเงยหน้าขึ้น ดวงตาสั่นไหวอย่างควบคุมไม่อยู่ ภาพตรงหน้าทำให้ความมั่นใจที่หลงเหลืออยู่ถูกบดขยี้ในพริบตา เขากวาดสายตามองไปทีละคน ทีละคน ไม่คุ้นเคย ไม่เคยเห็น ไม่เคยสัมผัสถึงการปรากฏตัวมาก่อนเลยแม้แต่น้อย
““นะ.. นี่พวกแกคอยจับตาดูพวกเราอยู่ตลอดเวลาเลยใช่ไหม!”
น้ำเสียงของเขาแห้งผากปนตระหนก เหมือนเพิ่งตระหนักถึงเงาที่ซ่อนอยู่หลังแผ่นหลังตนเองมาโดยตลอด
หนึ่งในเจ้าหน้าที่ลับก้าวออกมาข้างหน้าเล็กน้อย ใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ น้ำเสียงราบเรียบ
“เออ พวกข้ารู้อยู่แล้วละว่าแกคือสาวกของลัทธิศักดิ์สิทธิ์บูชามังกร คอยจับตามาสักพักแล้วละ”
“การที่ท่านหวงเยี่ยปรากฏตัวออกมาก็ทำให้สิ่งต่างๆดำเนินได้ง่ายขึ้น”
“เพราะพวกแกชื่นชอบที่จะสังหารนักล่ามังกรที่มีพรสวรรค์”
“ท่านหวงเยี่ยจึงยอมทำให้ตนเองเป็นเหยื่อล่อเพื่อลากพวกแกออกมายังไงละ”
โอวยาเบิกตากว้างขึ้นอีก ความคิดหลายอย่างแล่นผ่านสมองอย่างสับสน
ตัวของมันเพิ่งเข้าใจในตอนนี้เอง ว่าเกมล่าที่คิดว่าควบคุมได้นั้นแท้จริงกลับเป็นกับดักที่รอให้ก้าวเข้ามา
“แต่ไม่คิดเลยว่าหัวหน้าสาขาที่แกพูดถึงจะไม่ปรากฏตัว”
โอวยากัดฟันแน่น จนเส้นเลือดข้างขมับปูดโปน ความขุ่นเคืองปะปนกับความสิ้นหวังอย่างเด่นชัด
เขาหัวเราะออกมาในลำคอ เสียงนั้นแหบแห้งและแตกพร่า
“เหอะๆ ข้าโง่เขลาเอง”
ดวงตาของเขาเริ่มฉายประกายคลั่งไคล้บางอย่างที่ยากจะอธิบาย
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้.. ท่านเทพมังกรจงเจริญ ได้โปรดรับข้าไปอยู่กับท่านด้วย!”
ประโยคดังกล่าวเต็มไปด้วยศรัทธาอันบิดเบี้ยวและความยอมจำนนอย่างสิ้นเชิง
“อึ้ก! อ็อค! อ็อค!”
ทันทีที่สิ้นเสียง ร่างของโอวยาก็สั่นกระตุกอย่างรุนแรง ฟองสีขาวผุดออกจากมุมปาก ลมหายใจติดขัด นัยน์ตาเหลือกขึ้นจนเห็นเพียงตาขาว มือที่กำแน่นคลายออกในพริบตา ร่างทั้งร่างทรุดลงกับพื้นคอนกรีตอย่างไร้เรี่ยวแรง
ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วเกินกว่าจะเข้าแทรกแซง
เจ้าหน้าที่ลับหลายคนขมวดคิ้วแน่น ก้าวเข้าตรวจสอบสภาพร่างกายของเขาอย่างรวดเร็ว
“กินยาพิษฆ่าตัวตายไปแล้ว”
เสียงรายงานดังขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา ขณะที่อีกคนหนึ่งก็ถอนหายใจยาว แสดงสีหน้าที่ไม่พอใจนัก
“ไอ้เวรพวกนี้ยอมตายดีกว่าจะยอมถูกจับ”
“จนป่านนี้แล้วพวกเราก็ยังไม่รู้เลยว่าพวกมันซ่อนยาพิษเอาไว้ในร่างกายรูปแบบใด!”
คำถามนั้นลอยค้างอยู่กลางอากาศ ไม่มีผู้ใดตอบได้อย่างแน่ชัด
เจ้าหน้าที่ลับแต่ละคนสบตากันเล็กน้อย สีหน้าเรียบเฉยแต่ภายในเต็มไปด้วยความระแวดระวัง เห็นได้ชัดว่าลัทธิศักดิ์สิทธิ์บูชามังกรไม่ใช่เพียงองค์กรคลั่งศรัทธาธรรมดา หากเป็นกลุ่มที่มีการเตรียมการล่วงหน้าอย่างรัดกุม ถึงขั้นยอมเสียสละชีวิตโดยไม่ลังเลเมื่อถูกเปิดโปง