พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร - ตอนที่ 47 อัครสาวกมังกรผู้แข็งแกร่ง
ผ่านไปหลายชั่วโมงหลังจากที่หวงเยี่ยอาศัยรถไฟความเร็วสูงเพื่อมุ่งหน้าตรงไปยังมหาวิทยาลัยเทพอสูร
ทิวทัศน์นอกหน้าต่างเลือนรางกลายเป็นเพียงเส้นสีที่ไหลย้อนกลับอย่างรวดเร็ว แต่ภายในห้องโดยสารกลับสงบกว่าที่คาดคิด
มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่แทรกอยู่เบื้องหลังอย่างแผ่วเบาเท่านั้นที่ยืนยันว่าการเดินทางยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง
ตลอดหลายชั่วโมงนั้น
หวงเยี่ยไม่ได้ลืมตาขึ้นมาเลยแม้แต่ครั้งเดียว ร่างของเขานั่งพิงพนักอย่างผ่อนคลาย จิตสำนึกจดจ่ออยู่กับวิชาขับเคลื่อนพลังของตนเองอย่างแน่วแน่ ลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะที่ถูกควบคุมอย่างแม่นยำ พลังวิญญาณรอบกายถูกสัมผัสอย่างละเอียดละออ
จากนั้นค่อยๆถูกดึงเข้าสู่ร่างกายทีละเส้นสาย แม้จะบางเบาเพียงใยไหม แต่ทุกหยาดหยดก็ถูกเก็บเกี่ยวอย่างไม่ปล่อยให้สูญเปล่า
กระแสพลังภายในเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ คล้ายสายน้ำที่ไหลผ่านช่องเขาอันคดเคี้ยว
การฝึกฝนเช่นนี้อาจดูเรียบง่ายในสายตาคนอื่น แต่สำหรับเขาแล้ว นี่คือการวางรากฐานที่ไม่มีสิ่งใดแทนที่ได้
เวลาผ่านไปโดยไร้การรับรู้จากภายนอก กระทั่งในท้ายที่สุด เมื่อรถไฟชะลอความเร็วลงอย่างเห็นได้ชัด
เสียงประกาศแจ้งการถึงชานชาลาหนึ่งดังขึ้นผ่านระบบอัตโนมัติ
บรรยากาศภายในเริ่มขยับตัว ผู้โดยสารบางส่วนลุกขึ้นหยิบสัมภาระ บางคนก้าวออกไป ขณะที่บางคนเพิ่งก้าวขึ้นมาแทนที่
ประตูเปิดออก ลมเย็นจากภายนอกพัดแทรกเข้ามาเพียงชั่วครู่ ก่อนที่เงาร่างหนึ่งจะก้าวเข้ามาภายในห้องโดยสารนั้น
ชายหนุ่มใบหน้างดงาม เส้นผมสีทองตัดสั้นเป็นระเบียบ ร่างสูงโปร่งและสวมใส่ชุดสูทสีดำสนิทที่เข้ารูปอย่างพอเหมาะ
เขากวาดสายตามองภายในห้องโดยสารเพียงครั้งเดียว ก่อนจะก้าวเดินมาและหยุดลงตรงที่นั่งเบื้องหน้าของหวงเยี่ย จากนั้นจึงนั่งลงอย่างเรียบร้อย มือทั้งสองวางประสานกันบนหน้าตัก ใบหน้าของเขาเปื้อนยิ้มบางที่ดูสุภาพ ลึกลงไปในแววตาซ่อนเร้นบางสิ่งที่ไม่อาจอธิบายได้ง่าย
แม้หวงเยี่ยจะยังไม่ลืมตา แต่ในเสี้ยววินาทีที่อีกฝ่ายนั่งลง ความรู้สึกประหลาดก็แทรกซึมเข้ามาในจิตสำนึกของเขาอย่างฉับพลัน
บรรยากาศรอบด้านเหมือนถูกกดทับด้วยแรงที่มองไม่เห็น ความสงบก่อนหน้านี้พลันเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดที่ชัดเจน รอยยิ้มของชายผมทองยังคงอยู่ แต่ภายใต้ความพึงพอใจนั้น กลับมีเงาของบางสิ่งที่ทำให้หัวใจของหวงเยี่ยกระตุกวูบ
ในห้วงจิต เสียงของระบบกลืนกินมังกรดังขึ้นอย่างรีบร้อนผิดปกติ
【โฮสต์! ไอ้เจ้านี่อันตรายมาก นักล่ามังกรระดับเจ็ด.. ไม่ใช่สิ มันเป็นนักล่ามังกรระดับแปด!】
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เปลือกตาของหวงเยี่ยก็เปิดออก ดวงตาสีฟ้าเข้มสบกับสายตาสีทองอ่อนของชายตรงหน้าโดยตรง สีหน้าและแววตาของเขาแปรเปลี่ยนไปจากความสงบนิ่ง กลายเป็นความระมัดระวังในทันที
“ท่านเป็นใคร.. นักล่ามังกรที่ทรงพลังเช่นนี้ไม่ควรมาอยู่ในรถไฟความเร็วสูงหรอกนะ?”
ชายผมทองรับฟังอย่างผ่อนคลาย ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูสุภาพอย่างประหลาด
“อัครสาวกมังกรพฤกษาแห่งลัทธิศักดิ์สิทธิ์บูชามังกร จูหนานเจียง!”
“พวกเรามาคุยกันหน่อยได้ไหมเจ้าชายน้อย!”
ชื่อและตำแหน่งถูกกล่าวออกมาอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีความลังเล ไม่มีความจำเป็นต้องปิดบัง
“อะ.. อะไรนะ?!”
หัวใจของหวงเยี่ยสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ในเสี้ยววินาทีนั้น
อัครสาวกแห่งมังกร
ตำแหน่งที่ต่อให้เพียงเอ่ยออกมา มันก็เพียงพอจะทำให้นักล่ามังกรที่แข็งแกร่งนับไม่ถ้วนต้องหวาดผวาไปตามๆกัน
ต้องบอกก่อนว่าหลังจากที่หวงเยี่ยได้พูดคุยกับผู้บัญชาการเจียงเฉินแล้ว เขาก็ได้รับรู้ถึงเรื่องราวต่างๆของลัทธิศักดิ์สิทธิ์บูชามังกรอยู่ไม่น้อย คำอธิบายที่อีกฝ่ายมอบให้เป็นภาพโครงสร้างอำนาจที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้เงามืดของโลกใบนี้อย่างชัดเจน
ทุกระดับถูกแบ่งแยกอย่างมีแบบแผน ไม่ใช่องค์กรที่เคลื่อนไหวอย่างไร้ทิศทาง แต่เป็นเครือข่ายที่วางรากฐานยาวนานกว่าสองศตวรรษ
ว่ากันว่าภายในขั้วอำนาจที่เป็นศัตรูต่อมนุษย์ชาตินี้ พวกเขามีระดับและข้อจำกัดที่ชัดเจน
เริ่มต้นจากผู้ศรัทธาเกล็ดมังกร สมาชิกทั่วไปซึ่งยังไม่มีพลังมังกรในครอบครอง ทำหน้าที่บูชา สวดภาวนา รับคำสอน และปฏิบัติตามคำสั่งโดยไม่ตั้งคำถาม คนกลุ่มนี้คือฐานรากของลัทธิ เป็นดั่งกระแสธารเล็กๆที่หล่อเลี้ยงแม่น้ำสายใหญ่
แม้ไร้พลังต่อสู้ แต่จำนวนมหาศาลของพวกเขากลับสร้างความแข็งแกร่งในมิติที่มองไม่เห็น
ต่อมาเป็นผู้รับโลหิตมังกร ผู้ที่ผ่านพิธีหยดโลหิตมังกรและมีตราประทับสลักอยู่บนร่างกาย
พลังที่ได้รับไม่ใช่สมบูรณ์แบบ แต่เพียงพอจะยกระดับตนเหนือมนุษย์ธรรมดา โอวยา รวมถึงผู้ที่ถูกสังหารไปก่อนหน้านี้ ล้วนอยู่ในระดับนี้ทั้งสิ้น พวกเขาเป็นดั่งเขี้ยวเล็บที่ยื่นออกมาจากเงามืด ปฏิบัติการลอบสังหาร แทรกซึม และก่อความปั่นป่วนในเมืองต่างๆอย่างเงียบงัน
ระดับถัดมาคือผู้ถือวิญญาณมังกร ว่ากันว่าพวกเขาเป็นหัวหน้าสาขาที่กระจัดกระจายกันอยู่ทั่วทั้งทวีปทั้งห้า
อำนาจของพวกเขาสูงส่งกว่าผู้รับโลหิตหลายเท่า และมีบทบาทสำคัญในการควบคุมโครงสร้างภายในแต่ละภูมิภาค
และเหนือขึ้นไปอีก คืออัครสาวกมังกร เสาหลักของลัทธิศักดิ์สิทธิ์บูชามังกร ผู้ครอบครองพลังอำนาจแห่งมังกรที่ไร้เทียมทาน
ทุกคนต่างก็เป็นผู้กลืนกินมังกรที่ไร้ผู้ต้าน ระดับของพวกเขาอยู่เหนือกว่านักล่ามังกรทั่วไปอย่างชัดเจน
ส่วนระดับเหนือจากนั้น ไม่มีใครล่วงรู้แน่ชัด ได้ยินเพียงข่าวลือว่าภายในลัทธิยังมีตำแหน่งที่ยิ่งใหญ่กว่าอัครสาวกมังกรอยู่อีกสองหรือสามระดับ ทว่าต่อให้จะเป็นเพียงอัครสาวกมังกร มันก็เพียงพอที่จะถล่มเมืองทั้งเมืองได้ในพริบตาเดียว
ข้อมูลเหล่านั้นผุดขึ้นในความคิดของหวงเยี่ยอย่างต่อเนื่อง ขณะสายตาของเขายังคงจับจ้องชายร่างเล็กตรงหน้า
บุรุษผมทองที่นั่งอยู่เบื้องหน้า ดูสุภาพ อ่อนโยน และไร้พิษภัยในสายตาผู้โดยสารทั่วไป
ทว่าภายใต้เปลือกนอกนั้น กลับเป็นหนึ่งในตัวตนที่เหล่าสมาพันธ์นักล่ามังกรยังต้องหวั่นเกรง
อัครสาวกมังกรพฤกษา
จูหนานเจียง
เพียงตำแหน่งเดียวก็หนักหน่วงพอจะกดทับบรรยากาศในห้องโดยสารให้เงียบสนิทโดยไม่จำเป็นต้องปลดปล่อยพลังแม้แต่น้อย
ขณะที่รถไฟยังคงเคลื่อนตัวด้วยความเร็วสูง ผู้โดยสารรอบข้างไม่รับรู้ถึงคลื่นพลังที่ไหลเวียนระหว่างสองคนนี้
แต่หวงเยี่ยรู้ดีว่าตนเองกำลังเผชิญหน้ากับสิ่งใด
ต่อให้เขาจะไม่แสดงความหวาดหวั่นออกมา แต่ในส่วนลึกของจิตใจ กลับตึงเครียดจนแทบจะได้ยินเสียงหัวใจของตนเอง
เขามองรอยยิ้มบางบนใบหน้าของอีกฝ่ายอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างช้าๆ
“ทำไมอัครสาวกมังกรที่น่าหวาดกลัวเช่นเจ้า.. ถึงได้มาหาข้าที่เป็นนักล่ามังกรตัวเล็กๆกันละ”
เขารู้ดีว่าในสถานการณ์เช่นนี้ การเคลื่อนไหวผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่อาจควบคุมได้ เพราะต่อให้จะมีระบบกลืนกินมังกรอยู่เคียงข้างแล้วก็ตาม แต่ช่องว่างระหว่างนักล่ามังกรระดับสองกับอัครสาวกมังกรระดับแปดนั้น กว้างไกลเกินกว่าจะประเมินต่ำได้
“มาที่นี่เพื่อสังหารข้า”
“หรือเพื่อเชิญชวนกัน!”
คำถามทั้งสองถูกเอ่ยออกมาช้าๆ ทำให้จูหนานเจียงต้องเอียงศีรษะเล็กน้อย
“หากข้าต้องการสังหารเจ้า ขบวนรถไฟนี้คงไม่เหลืออยู่จนถึงสถานีถัดไป!”
น้ำเสียงเรียบเฉย ไม่มีความโอ้อวด แต่ความจริงในคำกล่าวนั้นชัดเจนจนไม่อาจปฏิเสธได้
“ส่วนการเชิญชวน..”
“ข้าสนใจจะพูดคุยมากกว่า”