พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร - ตอนที่ 48 สถานการณ์นี่มันอะไรกัน
เมื่อได้ยินคำตอบจากตัวตนตรงหน้า
หวงเยี่ยก็ไม่เข้าใจเลยว่านักล่ามังกรที่ปลุกเจตจำนงระดับราชาเล็กๆเช่นเขาได้ ทำไมถึงเป็นที่ต้องตาของอัครสาวกมังกรอย่างจูหนานเจียง
เหตุผลทั้งหมดดูเลื่อนลอยเกินกว่าจะยอมรับได้
หากคิดในแง่ของกำลังและสถานะ
เพียงแค่ส่งผู้รับโลหิตมังกรหรือผู้ถือวิญญาณมังกรมาก็เพียงพอที่จะจัดการเขาได้โดยไม่ต้องเสียแรงให้มากความ
ความคิดเหล่านั้นแล่นผ่านในสมองอย่างรวดเร็ว คล้ายกระแสน้ำเชี่ยวที่ไม่อาจหยุดยั้ง
ทว่าดวงตาของเขายังคงจ้องมองบุรุษผมทองตรงหน้าอย่างไม่ละสายตา
บรรยากาศภายในห้องโดยสารของรถไฟความเร็วสูงยังคงสงบนิ่ง เสียงเครื่องยนต์ที่แหวกอากาศด้วยความเร็วเหนือเสียงดังหึ่งเบาๆเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ราวกับหัวใจของเหล็กกล้าที่กำลังเต้นอยู่ใต้พื้นเท้า แต่ความเงียบระหว่างทั้งสองกลับหนักอึ้งยิ่งกว่าแรงกดดันใดๆ
จูหนานเจียงเอนหลังพิงเบาะเล็กน้อย เส้นผมสีทองสะท้อนแสงภายในห้องจนเกิดประกายบางเบา
ใบหน้าที่งดงามราวรูปสลักกลับเผยรอยยิ้มที่ยากจะคาดเดา
“ใจเย็นก่อนนะหวงเยี่ย”
น้ำเสียงนุ่มนวลราวลมอุ่นที่พัดผ่านทุ่งหญ้า ไม่ได้มีเจตนาคุกคาม แต่กลับทำให้หวงเยี่ยรู้สึกไม่สบายใจยิ่งกว่าเดิม
“ข้าไม่ได้มาเพื่อที่จะสังหารหรือเชิญชวนเจ้าเข้าสู่ลัทธิหรอก”
คำกล่าวนั้นทำให้ความสงสัยยิ่งทวีความหนาแน่นขึ้นไปอีก
“เพราะเหตุมันทำไมรู้ไหม?”
หวงเยี่ยกลืนน้ำลายอึกใจ ลำคอแห้งผากราวกับถูกไฟแผดเผา
เขาไม่ได้ตอบกลับในทันที เพียงจ้องมองอีกฝ่ายอย่างระแวดระวัง เหมือนสัตว์ป่าที่กำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่เข้าใจ
จูหนานเจียงที่เห็นท่าทางอันเคร่งเครียดนั้นก็ยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่ทั้งอ่อนโยนและแปลกประหลาดในคราวเดียวกัน
“เพราะข้าชอบเจ้ายังไง..”
คำพูดยังไม่ทันจะจบลง
แรงปะทะก็เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ร่างของหวงเยี่ยพุ่งทะยานไปข้างหน้าโดยไม่ต้องผ่านการคิดไตร่ตรอง ฝ่าเท้าถูกเหวี่ยงออกอย่างเฉียบขาด กระแทกเข้าใส่ใบหน้าของอีกฝ่ายเต็มแรง
“ปังงงงงงงงง!”
เสียงปะทะดังสนั่นสะท้อนก้องไปทั่วทั้งตู้โดยสาร ผนังและโครงสร้างโดยรอบแตกร้าวในทันที ราวกับไม่อาจรองรับแรงกระแทกอันรุนแรงนั้นได้ เศษโลหะและวัสดุแตกกระจายปลิวว่อน เกิดเสียงระเบิดกึกก้องที่กลบเสียงเครื่องยนต์ไปชั่วขณะ
ห้องพักพังทลายกลายเป็นเศษซากในพริบตาเดียว
แรงสั่นสะเทือนส่งผ่านไปยังตู้โดยสารอื่น ทำให้ผู้โดยสารจำนวนมากตกอยู่ในความโกลาหล เสียงกรีดร้องดังระงม ผู้คนแตกตื่นลุกขึ้นจากที่นั่ง บางคนทรุดตัวลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว บรรยากาศที่เคยสงบกลับพลิกผันเป็นความวุ่นวายที่ยากจะควบคุม
กลางเศษซากนั้น ร่างหนึ่งค่อยๆลุกขึ้นอย่างไม่เร่งรีบ
จูหนานเจียงปัดฝุ่นบนชุดสูทของตนอย่างสบายอารมณ์ สีหน้าไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย เหมือนแรงโจมตีเมื่อครู่เป็นเพียงลมพัดผ่าน
“แหม..”
เขาเอียงศีรษะเล็กน้อย มุมปากยังคงประดับรอยยิ้ม
“เป็นลูกเตะที่ไม่ธรรมดาจริงๆ”
“แต่ก็ช่างมันเถอะ”
น้ำเสียงนั้นไม่ได้แฝงความโกรธเคือง กลับคล้ายกำลังชื่นชมอย่างจริงใจ
“วันนี้แค่มาทักทายสุดหล่อก็เท่านั้น!”
หวงเยี่ยยืนแข็งอยู่ที่เดิม กล้ามเนื้อทั่วร่างยังคงตึงเครียด ดวงตาจ้องเขม็งไม่กระพริบ
“ไว้เจอกันใหม่นะเจ้าชายน้อย!”
เสียงหัวเราะดังขึ้น พร้อมกับการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วจนแทบมองไม่ทัน
ร่างของจูหนานเจียงหายวับไปจากสายตาในชั่วพริบตา ราวกับสายฟ้าที่ฟาดผ่านท้องฟ้า
ไม่มีร่องรอยหลงเหลือเลยซักนิด แม้รถไฟจะวิ่งด้วยความเร็วเหนือเสียง เขาก็ยังจากไปได้อย่างไร้ร่องรอยดุจภูติผี
ความเงียบชั่วขณะเข้ามาแทนที่ ก่อนจะถูกกลืนด้วยเสียงโกลาหลของผู้คนอีกครั้ง
หวงเยี่ยยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพัง ร่างกายสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุมได้ ขนทั่วร่างลุกชันราวถูกกระแสไฟฟ้าสถิตไหลผ่าน
“ชะ.. ชิบหายแล้ว!”
“ไอ้เวรนั้นเป็นผู้ชายไม่ใช่เหรอ?”
ความคิดที่เพิ่งเกิดขึ้นทำให้ชายหนุ่มรู้สึกหนาวเยือกขึ้นมาจากภายใน
“การที่มันมาชื่นชอบข้าโดยไม่มีสาเหตุเช่นนี้ มันหมายความว่ายังไง!”
คำถามนั้นไร้คำตอบ และยิ่งทำให้สถานการณ์ดูบิดเบี้ยวเกินกว่าจะรับมือได้
สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดคล้ายฝันร้ายที่ไม่สมเหตุสมผล ทุกอย่างดำเนินไปอย่างรวดเร็วเกินกว่าจะทำความเข้าใจ แม้แต่ระบบกลืนกินมังกรที่ปกติจะตอบสนองต่อทุกสถานการณ์ ยังเงียบงันอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะมีเสียงดังขึ้นในจิตใจ
【ชิบหายจริงๆแหละค่ะโฮสต์ อย่าบอกนะว่าโฮสต์จะเสียความบริสุทธิ์ของตนน่ะ】
ประโยคนั้นทำให้หวงเยี่ยแทบสะดุ้ง
“อย่าพูดเรื่องไร้สาระแบบนั้น!”
ถึงจะตอบกลับในใจ ทว่าความสั่นสะท้านกลับไม่จางหายไปเลยซักนิด
ทั้งสองแทบมีอารมณ์ไม่ต่างกัน ต่างก็รู้สึกถึงบางสิ่งที่เกินความเข้าใจ และนั่นเองที่น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าศัตรูที่มองเห็นไปเสียอีก
ในเวลาเดียวกัน เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้นจากด้านนอก
เจ้าหน้าที่ประจำขบวนรีบวิ่งเข้ามาภายในชั้นโดยสาร สีหน้าตื่นตระหนกเมื่อเห็นสภาพที่ถูกทำลาย
“เกิดอะไรขึ้นที่นี่!”
“ใครเป็นคนทำ!”
คำถามมากมายดังขึ้นต่อเนื่อง ผู้โดยสารบางส่วนชี้มาทางหวงเยี่ยโดยไม่รู้ตัว
เขายืนอยู่กลางซากอย่างเลี่ยงไม่ได้ ไม่มีทางหลบหนีจากสายตาของทุกคน
หวงเยี่ยสูดลมหายใจลึก พยายามรวบรวมสติที่กระจัดกระจาย
“ข้า..”
คำพูดติดค้างอยู่ในลำคอครู่หนึ่ง ก่อนจะฝืนกล่าวออกไป
“เป็นอุบัติเหตุ!”
คำอธิบายฟังดูอ่อนแรงกระทั่งกับตัวเขาเอง แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่น ตัวของเขาจำเป็นต้องอธิบายเหตุการณ์ออกไปอย่างคลุมเครือ พร้อมกับก้มศีรษะขอโทษผู้โดยสารคนอื่นๆซ้ำแล้วซ้ำเล่า เสียงของเจ้าหน้าที่ดังสลับกับเสียงบ่นของผู้โดยสารที่ยังไม่หายตกใจ
สุดท้ายเรื่องราวก็ถูกสรุปลงด้วยข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียว ความเสียหายที่เกิดขึ้นต้องได้รับการชดเชย
ทำให้หวงเยี่ยต้องกัดฟันแน่น ยอมรับเงื่อนไขอย่างเลี่ยงไม่ได้ เครดิตจำนวนหนึ่งถูกหักไปอย่างรวดเร็ว
“ไอ้เวรนั้น.. สักวันนึงข้าจะสังหารมันให้ได้!”
เมื่อทุกอย่างเริ่มสงบลง เขายืนอยู่เพียงลำพังในมุมหนึ่งของตู้โดยสาร แต่ในใจของเขายังมีความวุ่นวายที่ดำเนินต่อไปไม่สิ้นสุด
เงาของรอยยิ้มบนใบหน้าของจูหนานเจียงยังคงติดตา คำพูดที่ดูเหมือนไม่มีพิษภัยกลับแฝงความหมายที่ยากจะคาดเดา
และยิ่งคิดก็ยิ่งทำให้สันหลังเย็นวาบขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ประหนึ่งกำลังมีบางสิ่งจ้องเข้ามาจากทางด้านหลังเลยก็ว่าได้