พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร - ตอนที่ 50 มหาวิทยาลัยเทพอสูร
คำอธิบายของนางเรียงร้อยอย่างเป็นลำดับ และแฝงความภาคภูมิใจที่ไม่ต้องประกาศเสียงดัง
เมื่อได้ยินแบบนั้น สีหน้าและแววตาของหวงเยี่ยก็พลันแปรเปลี่ยนไป ความประหลาดใจซ้อนทับด้วยความตื่นตะลึง
“คู่หู..”
“มังกรจักรพรรดิทองคำ…”
เขาพึมพำออกมาเบาๆ เหมือนกำลังประมวลข้อมูลทั้งหมดให้เชื่อมต่อกัน
ก่อนหน้านี้ในความคิดของเขา มังกรคือศัตรูตามธรรมชาติ คือสิ่งมีชีวิตทรงอำนาจที่มนุษย์ต้องต่อสู้และพิชิตเพื่อความอยู่รอด ทว่าตรงหน้ากลับมีตัวตนระดับราชันย์โบยบินเหนือมหานครเมืองอย่างเปิดเผย ไม่ได้ซ่อนเร้น ไม่ได้ถูกล่าล้อมเลยซักนิด
ยิ่งไปกว่านั้น ราชันย์มังกรตนนี้ยังเป็นคู่หูของผู้อำนวยการของสถาบันนักล่ามังกรแห่งนี้
ทำให้ความเข้าใจเดิมในจิตใจของหวงเยี่ยเกิดความสั่นคลอนไปอยู่เล็กน้อย
“เจ้าแปลกใจหรือ?”
เฟิงหลงอินเหลือบตามองเขา เห็นความคิดมากมายไหลผ่านแววตา
“แน่นอนอยู่แล้ว!”
“ข้านึกว่าเผ่าพันธุ์มังกรกับมนุษย์ไม่มีวันยืนอยู่ฝ่ายเดียวกันได้”
“โลกนี้กว้างใหญ่เกินกว่าที่เจ้าจะสรุปด้วยประสบการณ์เพียงไม่กี่ปี”
น้ำเสียงของนางมิได้ตำหนิ กลับคล้ายกำลังชี้แนะ
“พันธะสัญญาณมิใช่เรื่องบังคับ”
“มันคือการยอมรับซึ่งกันและกัน”
“เมื่อทั้งสองฝ่ายมองเห็นคุณค่าในอีกฝ่ายหนึ่ง ความเป็นศัตรูก็อาจถูกแทนที่ด้วยความร่วมมือ”
คำพูดนั้นทำให้หวงเยี่ยเงียบลง สายตาของเขาหันกลับไปยังท้องฟ้าอีกครั้ง ราชันย์มังกรจักรพรรดิทองคำยังคงโบยบินอย่างสง่างาม ปีกกว้างใหญ่สะบัดช้าๆ เหมือนกำลังปกป้องเมืองทั้งเมืองเอาไว้ภายใต้เงาแห่งตนเลยก็ว่าได้
หวงเยี่ยเองก็รู้สึกได้ถึงพลังอำนาจที่แผ่ออกมาจากร่างสีทอง มันเหนือยิ่งกว่าเจ้าอัครสาวกก่อนหน้านี้ไปมากเสียอีก
เขากลืนน้ำลายเบาๆ
“ถ้าเช่นนั้นท่านผู้อำนวยการคงจะแข็งแกร่งกว่าที่ข้าคิดเอาไว้มากสินะ?”
เฟิงหลงอินยิ้มบาง
“มหาวิทยาลัยเทพอสูรไม่อาจยืนหยัดเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของทวีปได้ หากไร้ผู้นำที่คู่ควร!”
หวงเยี่ยสูดลมหายใจลึกอีกครั้ง สายตาที่เคยเต็มไปด้วยความงุนงง บัดนี้กลับส่องประกายแน่วแน่ยิ่งกว่าเดิมเลยก็ว่าได้
ทว่าในอีกอึดใจหนึ่ง หลังจากที่หวงเยี่ยได้ซึมซับบรรยากาศอันยิ่งใหญ่ของมหานครและเงาร่างสง่างามของราชันย์มังกรจักรพรรดิทองคำแล้ว ชายหนุ่มก็รู้ดีว่ามีเรื่องสำคัญยิ่งกว่านั้นที่ต้องถูกเปิดเผย
ความเงียบงันช่วงสั้นๆ ระหว่างเขากับอาจารย์เฟิงหลงอินจึงถูกทำลายลงด้วยท่าทางที่เคร่งเครียด
“อาจารย์เฟิง..”
“ในช่วงที่ข้าเดินทางมานี้”
“มันได้มีอัครสาวกมังกรพฤกษาของลัทธิศักดิ์สิทธิ์บูชามังกรเข้ามาพูดคุยกับข้าน่ะ”
คำกล่าวดังกล่าวทำให้รอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าของหญิงสาวพลันหยุดชะงัก
เขาจึงเริ่มเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างละเอียด ตั้งแต่ช่วงเวลาที่เผชิญหน้ากับอีกฝ่าย
บทสนทนาที่แปลกประหลาด ไปจนถึงปฏิกิริยาที่เขาตอบสนองกลับไปโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
เมื่อเรื่องราวทั้งหมดสิ้นสุดลง ใบหน้าของเฟิงหลงอินก็แสดงความตกใจอย่างชัดเจน นัยน์ตาคู่งามเบิกกว้างราวไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“อะไรนะ อัครสาวกมังกร?!”
“นี่พวกมัน..”
นางหยุดชะงักเหมือนต้องการรวบรวมความคิด แต่ก็ขมวดคิ้วแน่นยิ่งขึ้นเมื่อได้ยินรายละเอียดต่อไป
“แต่เดี๋ยวก่อนนะ?!”
“มันไม่ได้มาชักชวนเจ้าให้เข้าสู่ลัทธิศักดิ์สิทธิ์บูชามังกร แต่กลับบอกว่าชอบเจ้าทั้งๆที่มันเป็นผู้ชาย.. เจ้าก็เลยถีบหน้ามันไปทีนึง?”
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศรอบตัวเงียบงันลงอย่างประหลาด
เฟิงหลงอินไม่รู้จะแสดงออกถึงห้วงอารมณ์ของตนเองตอนนี้ยังไงดี สีหน้าของนางแปรเปลี่ยนไปมาระหว่างความตกใจ ความสับสน และความเหลือเชื่อ สุดท้ายจึงทำได้เพียงยกมือขึ้นกุมขมับ พลางส่ายศีรษะไปมาอย่างตระหนก
“เจ้านี่นะ…”
เสียงพึมพำหลุดออกจากริมฝีปาก ก่อนที่นางจะสูดลมหายใจลึกเพื่อเรียบเรียงความคิดของตนเองใหม่
“เข้าใจแล้วละ การที่เจ้าพบเจอกับอัครสาวกมังกรและยังมีชีวิตรอดอยู่ได้ก็นับว่าปาฏิหาริย์แล้วละ”
น้ำเสียงของนางกลับมามั่นคงอีกครั้ง แม้แววตายังคงสะท้อนความกังวลที่ยากจะปกปิด
“ยังไงก็ตาม เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ข้าต้องไปรายงานให้กับท่านผู้อำนวยการฟัง เพื่อที่จะหาทางรับมือไอ้พวกเวรปรสิตเหล่านี้ให้ได้มากขึ้น!”
หวงเยี่ยพยักหน้ารับและเข้าใจดีว่าลัทธิศักดิ์สิทธิ์บูชามังกรเป็นองค์กรที่อันตรายเพียงใด
การปรากฏตัวของอัครสาวกไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย และยิ่งไม่ควรถูกมองข้ามเลยซักนิดเดียว
เฟิงหลงอินมองเขาอีกครั้ง ก่อนจะคลี่ยิ้มบางราวต้องการคลายบรรยากาศตึงเครียด
“แต่ก่อนหน้านั้น..”
“พวกเราไปกันเลยดีไหม?”
คำชวนเรียบง่ายทำให้หวงเยี่ยรู้สึกผ่อนคลายลงเล็กน้อย เขาพยักหน้าตอบรับโดยไม่ลังเล
ไม่นานหลังจากนั้น เฟิงหลงอินก็นำรถที่หรูหราของตนเองมารับหวงเยี่ยโดยตรง ยานพาหนะคันดังกล่าวมีรูปลักษณ์สง่างาม ตัวถังสีดำสนิทสะท้อนแสงราวกระจกเงา ลวดลายถูกสลักไว้ตามแนวโครงสร้าง ส่งผลให้เครื่องยนต์ทำงานอย่างเงียบเชียบและทรงประสิทธิภาพ
เมื่อประตูถูกเปิดออก ภายในเผยให้เห็นห้องโดยสารที่ตกแต่งอย่างประณีต เบาะหนังสีเข้มให้ความรู้สึกหรูหราและมั่นคง กลิ่นหอมอ่อนๆ สร้างบรรยากาศผ่อนคลาย หวงเยี่ยก้าวเข้าไปนั่งด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ ขณะที่เฟิงหลงอินนั่งประจำตำแหน่งผู้ขับขี่อย่างคล่องแคล่ว
รถเคลื่อนตัวออกจากบริเวณชานชาลาอย่างนุ่มนวล มุ่งหน้าเข้าสู่อาณาเขตใจกลางเมือง
ทิวทัศน์สองข้างทางไหลผ่านสายตาอย่างต่อเนื่อง อาคารสูงระฟ้าสลับกับห้างสินค้าขนาดใหญ่ สนามประลองกลางแจ้ง และศูนย์การค้ามากมายที่เกี่ยวกับเผ่าพันธุ์มังกร ทั้งหมดล้วนสะท้อนถึงความยิ่งใหญ่ของเมืองแห่งนี้
เฟิงหลงอินเหลือบตามองหวงเยี่ยเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“การที่ข้ามารับเจ้าด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพียงเพราะหน้าที่ของผู้เป็นอาจารย์เท่านั้น!”
“ผู้มีเจตจำนงระดับราชา ต่อให้จะเป็นนักล่ามังกรระดับสูงก็ยังไม่อาจมองข้ามได้”
“โดยเฉพาะกับมหาวิทยาลัยเทพอสูรของพวกเรา ที่ไม่ค่อยดึงดูดนักล่ามังกรที่มีพรสวรรค์มากซักเท่าไหร่นัก”
“พวกเขาส่วนใหญ่จะไปยังสถาบันเหนือสวรรค์หรือสถาบันสงครามโลหิตมังกรเสียมากกว่า!”
หวงเยี่ยรับฟังอย่างเงียบงัน เขาไม่เคยทราบถึงสถานการณ์ภายในของมหาวิทยาลัยมาก่อน
การได้ยินเรื่องราวเช่นนี้ทำให้ชายหนุ่มเริ่มเข้าใจถึงความสำคัญต่อการมาถึงของตนเอง
“ทำให้มหาวิทยาลัยเทพอสูรมีนักเรียนที่ครอบครองเจตจำนงระดับราชาอยู่น้อยมากถึงมากที่สุด!”
เฟิงหลงอินหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่นยิ่งขึ้น
“น้อยมากที่สุดในบรรดาห้าสถาบันนักล่ามังกรชั้นนำของทวีปทางเหนือเลยก็ว่าได้!”