พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร - ตอนที่ 63 เปลวเพลิงนี้มันอร่อยจริงๆ
ท่าทางและคำพูดของหวงเยี่ยนั้นเต็มไปด้วยความยั่วยุอย่างแท้จริง
ทว่าไม่ว่าความจริงจะเป็นเช่นไร สำหรับสองพี่น้องตระกูลตงแล้ว สิ่งที่ได้รับย่อมไม่ใช่ความขบขัน หากเป็นการดูหมิ่นอย่างถึงที่สุด
ตงฟางสูดลมหายใจลึก เปลวเพลิงที่ลุกโชนรอบกายยิ่งรุนแรงขึ้นจนลานหินโดยรอบถูกความร้อนแผดเผาให้แปรเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ ร่างมหาเพลิงถูกปลดปล่อยจนถึงขีดสุด เปลวสีส้มสว่างไสวพวยพุ่งขึ้นเหนือศีรษะประหนึ่งสุริยันอันเกรี้ยวกราดที่กำลังใกล้ปะทุ
เสียงลมหายใจของนักเรียนที่ยืนล้อมอยู่โดยรอบแทบจะขาดห้วง หลายคนถอยหลังไปอีกหลายก้าวเพื่อหลีกหนีคลื่นความร้อนที่ถาโถมออกมาเป็นระลอก ความเงียบงันปกคลุมทั่วทั้งลานกว้าง มีเพียงเสียงเปลวไฟแตกตัวดังเปรี๊ยะๆอยู่ในอากาศ
ตงฟางยกมือขึ้น ก่อนจะควบแน่นเปลวเพลิงที่หมุนวนอยู่เหนือศีรษะให้บีบอัดเข้าหากัน ความร้อนแผดจ้ากลายเป็นจุดสว่างเข้มข้น เปลวไฟที่เคยกระจายเป็นวงกว้างค่อยๆยืดยาว แปรเปลี่ยนรูปร่างอย่างชัดเจน กลายเป็นบางสิ่งที่แหลมคมและยาวเหยียด
“วิชาการต่อสู้ระดับกลาง หอกเพลิงอเวจี!”
ในชั่วพริบตา หอกเพลิงอเวจีก็ถูกเหวี่ยงออกไปด้วยความเร็วสูง เสียงอากาศถูกฉีกขาดดังวูบวาบ
ปลายแหลมสาดประกายไฟเป็นเส้นยาวหมายจะเจาะทะลุร่างของหวงเยี่ยให้กลายเป็นบาดแผลสาหัสฉกรรจ์
นี่คือทักษะธาตุไฟระดับกลางของนักล่ามังกร ซึ่งเมื่อผสานเข้ากับเจตจำนงธาตุไฟระดับสูงอย่างร่างมหาเพลิงแล้ว พลังทำลายล้างย่อมทวีคูณจนยากจะต้านรับ ทำให้นักเรียนจำนวนมากต้องเบิกตากว้างอย่างตกใจ
บางคนถึงกับร้องอุทาน พลังของการโจมตีครั้งนี้ไม่ใช่สิ่งที่นักล่ามังกรระดับเดียวกันจะรับมือได้ง่ายๆ
ทว่าในจุดศูนย์กลางของเปลวเพลิง หวงเยี่ยกลับมิได้เคลื่อนไหวหนี
เขาเพียงยกมือขึ้นอย่างไม่รีบร้อน ฝ่ามือข้างหนึ่งเหยียดออกไปเบื้องหน้าเหมือนกำลังจะรับมัน
ในวินาทีที่หอกเพลิงอเวจีพุ่งถึงตัว หอกเพลิงก็ปะทะเข้ากับฝ่ามือและถูกจับเอาไว้กลางอากาศอย่างง่ายดาย ปลายแหลมที่ควรจะเจาะทะลวงกลับหยุดนิ่งอยู่ในกำมือของหวงเยี่ย เปลวไฟยังคงลุกโชน ทว่ากลับไม่อาจแผดเผาผิวหนังของเขาได้เลยซักนิด
ภาพนั้นทำให้ผู้ที่ยืนมองอยู่รอบลานแทบไม่เชื่อสายตาตนเอง
หวงเยี่ยถือหอกเพลิงประหนึ่งเป็นแท่งไฟเล็กๆที่ไม่ก่อให้เกิดความร้อนใดๆ
เส้นผมสีฟ้าสว่างสะท้อนประกายไฟเป็นริ้วแสงตัดกับสีส้มแดงอย่างชัดเจน
“เป็นไปได้ยังไง?!”
เสียงอุทานดังขึ้นพร้อมกันจากหลายทิศทาง
ตงฟางถึงกับหน้าถอดสี ความมั่นใจที่เคยแน่นหนาถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง
ขณะที่ตัวเยวี่ยหลิงเองก็เบิกตากว้าง มือที่เคยกำแน่นคลายออกโดยไม่รู้ตัว
พวกเขาไม่คิดเลยว่าวิชาการต่อสู้ซึ่งผสานเข้ากับเจตจำนงธาตุไฟระดับสูงของตน จะถูกรับเอาไว้อย่างง่ายดายเช่นนี้
แม้แต่เหล่านักเรียนที่ยืนล้อมดูซึ่งเคยคิดว่าหวงเยี่ยกำลังเล่นกับไฟที่ร้อนระอุ บัดนี้ก็เงียบงันราวกับถูกสาป
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า”
หวงเยี่ยที่ตกอยู่ท่ามกลางสายตานับหลายร้อยคู่กลับหัวเราะร่า ก้มลงมองหอกไฟในมืออย่างสนอกสนใจ
จากนั้นโดยไม่กล่าวคำใดเพิ่มเติม เขายกปลายหอกขึ้นใกล้ริมฝีปากและกัดลงไป
หวงเยี่ยเริ่มเคี้ยวปลายหอกไฟอย่างช้าๆ ราวกับกำลังลิ้มรสอาหารว่างที่ถูกใจ
เปลวเพลิงถูกบดเคี้ยวภายในปากของเขา แสงสีส้มแดงสะท้อนผ่านใบหน้าเปื้อนคราบอาหารที่ยังหลงเหลือ จากนั้นเขากลืนลงไปอย่างไม่รีบร้อน หอกเพลิงอเวจีที่ควรจะเป็นทักษะทำลายล้างกลับค่อยๆสั้นลงทีละน้อยในกำมือของเขา
ทุกการกัด ทุกการเคี้ยว คือการทำลายพลังอำนาจที่เพิ่งถูกปลดปล่อยออกมา
“นะ.. นี่มันเกิดอะไรขึ้น?!”
นักเรียนหลายคนอ้าปากค้าง บางคนถึงกับถอยหลังโดยไม่รู้ตัว ความตกตะลึงแผ่กระจายไปรอบลานกว้างราวคลื่นน้ำกระทบฝั่ง
จนกระทั่งในท้ายที่สุด เมื่อเปลวเพลิงส่วนสุดท้ายดับสูญไปในลำคอของเขา
ชายหนุ่มก็ยกมือขึ้นลูบท้องเบาๆ ก่อนจะเรอออกมาอย่างสบายอารมณ์
“เอื้อก— อร่อยชะมัด!”
“นี่น่ะเหรอเปลวเพลิงจากเจตจำนงธาตุไฟระดับสูง รสชาติไม่เลวเลย สามารถทำให้ข้าอิ่มเช่นนี้ได้”
คำพูดของหวงเยี่ยดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบงันที่ปกคลุมลานกว้าง
นักเรียนหลายร้อยคนยืนตัวแข็งเหมือนถูกแช่แข็ง สายตาทุกคู่เบิกกว้างอย่างไม่อยากเชื่อสิ่งที่เพิ่งได้เห็น
ตงฟางถึงกับหน้าถอดสี เปลวเพลิงรอบกายที่เคยลุกโชนอย่างดุดันสั่นไหวสะท้อนความสั่นคลอนในจิตใจ เยวี่ยหลิงเองก็เม้มริมฝีปากแน่น ดวงตาเยียบเย็นของนางปรากฏแววตื่นตระหนกที่ไม่เคยแสดงออกมาก่อน
“เขากินมันเข้าไปจริงๆ”
“นั่นคือหอกเพลิงอเวจีเชียวนะ!”
“เป็นไปไม่ได้.. มันเป็นทักษะระดับกลางที่เสริมด้วยเจตจำนงระดับสูง!”
ทว่าท่ามกลางเสียงฮือฮา ตงฟางกลับกัดฟันแน่น แววตาที่เคยสั่นคลอนค่อยๆกลับมาแข็งกร้าว
ความภาคภูมิใจและศักดิ์ศรีไม่ยอมให้ยอมรับความพ่ายแพ้ง่ายดายเช่นนี้
“ข้าไม่เชื่อ!”
เขาคำรามเสียงต่ำ ก่อนจะก้าวเท้าออกไปข้างหน้าอย่างหนักแน่น
เปลวเพลิงรอบกายพวยพุ่งขึ้นอีกครั้ง รุนแรงยิ่งกว่าก่อนหน้านี้หลายเท่า
จากนั้นตัวของตงฟางก็ประสานฝ่ามือทั้งสองเข้าหากันด้านหน้า พลังแห่งร่างมหาเพลิงถูกระดมออกมาอย่างสุดขีด เปลวไฟสีส้มแดงเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเข้มลึก แฝงด้วยประกายดำคล้ำที่ชวนให้รู้สึกถึงการทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัว
“วิชาการต่อสู้ระดับสูง อสนีเพลิงทมิฬ!”
ในชั่วขณะนั้น ร่างมหาเพลิงที่ลุกโชนรอบตัวตงฟางถูกควบแน่นเป็นกลุ่มก้อนเปลวไฟขนาดมหึมา เปลวเพลิงสีดำปนส้มหมุนวนอย่างรุนแรง ก่อนจะระเบิดออกเป็นคลื่นไฟมหาศาล เสียงคำรามของเปลวเพลิงดังกึกก้องราวอสนีบาตฟาดฟันลงสู่พื้นพิภพ
คลื่นเพลิงทมิฬพุ่งทะยานเข้าหาหวงเยี่ยอย่างดุดัน กลืนกินพื้นที่โดยรอบในพริบตา
ร่างของหวงเยี่ยถูกเปลวเพลิงมหาศาลกลืนหายไปในทันที
พื้นที่ที่เคยยืนอยู่ถูกปกคลุมด้วยไฟทมิฬที่ลุกโชนและบิดเบี้ยวราวกับสัตว์ร้ายกำลังคำราม
“จบแล้ว…”
เสียงหนึ่งกระซิบด้วยความหวาดหวั่น
แต่ในวินาทีต่อมา ภาพที่ปรากฏทำให้ทุกคนต้องชะงักงัน เพราะท่ามกลางทะเลเพลิง หวงเยี่ยยังคงยืนอยู่ในท่าทางผ่อนคลาย เสื้อผ้าที่ยังเปื้อนคราบอาหารปลิวไหวตามแรงคลื่นความร้อน ทว่าใบหน้าของเขากลับไม่แสดงความเจ็บปวดเลยซักนิด
เขาอ้าปาก
สูดลมหายใจลึก
เปลวไฟรอบกายพลันไหลบ่าเข้าหาราวกับกระแสน้ำวน
ขณะที่หวงเยี่ยยกมือขึ้นคว้าเปลวเพลิงที่ลุกโชน ก่อนจะนำเข้าปากและกลืนลงไปอย่างเอร็ดอร่อย สีหน้าของเขาผ่อนคลายราวกับกำลังลิ้มรสของหวานหลังมื้ออาหารอันโอชะ ลานกว้างตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง คราวนี้ลึกยิ่งกว่าเดิม
ตงฟางยืนตัวแข็ง
ดวงตาเบิกกว้าง
ความมั่นใจที่เคยแน่วแน่พังทลายลงต่อหน้าต่อตา มือทั้งสองของเขาสั่นเล็กน้อย เปลวเพลิงรอบกายอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด
“ดะ.. เดี๋ยวนะ!”
ในที่สุด ตงฟางก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือปนตื่นตระหนก ดวงตาจับจ้องหวงเยี่ยเหมือนกำลังมองสิ่งมีชีวิตที่อยู่นอกเหนือสามัญสำนึก
“ผู้กลืนกินมังกรธาตุไฟ?!”
“นี่แกเป็นผู้กลืนกินมังกรธาตุไฟจริงๆเรอะเนี่ย?!”
น้ำเสียงของเขาดังก้องไปทั่วลานกว้าง
ความเงียบแปรเปลี่ยนเป็นความโกลาหลทางอารมณ์ สายตาของนักเรียนทุกคนเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ตื่นตะลึง และไม่อยากเชื่อ