พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร - ตอนที่ 64 ความแตกต่างของนักล่ามังกร
ผู้กลืนกินมังกร เพียงห้าคำนี้หลุดออกจากริมฝีปากของตงฟาง บรรยากาศรอบด้านก็พลันเงียบสงัดไปในพริบตา
ลานกว้างที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยเสียงอุทาน บัดนี้กลับเงียบงันจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของผู้ยืนอยู่ใกล้ที่สุด
บรรดานักล่ามังกรที่ยืนล้อมดูต่างเข้าใจความหมายของถ้อยคำนี้เป็นอย่างดี
ไม่ว่าจะเป็นศิษย์ปีต้นหรือผู้ที่ฝึกฝนมาหลายปี ต่างตระหนักถึงพลังอำนาจของผู้ที่ได้รับสมญานั้น
ในสายตาของพวกเขา ผู้กลืนกินมังกรคือนักล่ามังกรที่ยกระดับร่างกายของตนเองไปอีกขั้นหนึ่ง ไม่ใช่เพียงควบคุมพลังธาตุหรือเจตจำนงแห่งพลังอย่างใดอย่างนึง แต่พวกเขากลับใช้พลังเหล่านั้นหลอมรวมมันเข้าสู่กายเนื้อ ว่ากันว่าพวกเขากินไฟ น้ำ ลม หรือกระทั่งสายฟ้าเป็นอาหาร
การโจมตีธาตุใดที่เกี่ยวข้องกับผู้กลืนกินมังกร พลังเหล่านั้นย่อมแปรเปลี่ยนเป็นของว่างที่เพิ่มพูนกำลังแทนที่จะสร้างบาดแผล
ภาพที่ทุกคนเพิ่งได้เห็นคือหลักฐานชัดเจน นักเรียนผมสีฟ้าสว่างตรงหน้าพวกเขาได้กลืนกินเปลวไฟจากร่างมหาเพลิงของตงฟางไปจนหมดสิ้น เปลวเพลิงซึ่งควรจะทำลายล้างกลับถูกเคี้ยวและกลืนลงเหมือนของหวานหลังมื้อหลัก
ทำให้เจตจำนงธาตุไฟระดับสูงที่เคยเป็นความภาคภูมิใจของตงฟาง กลายเป็นสิ่งไร้ค่าในพริบตา
ตงฟางกัดฟันแน่น ความตกตะลึงเมื่อครู่ถูกกลบด้วยสัญชาตญาณของนักสู้ เขาตระหนักดีว่าเจตจำนงธาตุไฟย่อมไร้ประโยชน์ต่อหน้าผู้กลืนกินมังกรธาตุไฟ หากยังคงใช้พลังเดิมย่อมเท่ากับส่งอาหารให้ฝ่ายตรงข้ามโดยสมัครใจ
เพียงเสี้ยววินาที แผนการในใจของเขาก็เปลี่ยนแปลง
เปลวเพลิงรอบกายดับลงอย่างรวดเร็ว ร่างมหาเพลิงที่เคยลุกโชนหายไป เหลือเพียงพลังวิญญาณที่ไหลเวียนอย่างดุดันภายในร่าง
ตงฟางมิได้ปลดปล่อยเจตจำนงอีกต่อไป เขารวบรวมพละกำลังทั้งหมด ผสานเข้ากับพลังวิญญาณที่ขับเคลื่อนผ่านเส้นชีพจรโลหิตทุกสาย กล้ามเนื้อเกร็งแน่น ก่อนที่ร่างจะพุ่งทะยานออกไปด้วยความเร็วสูง
พื้นหินใต้เท้าแตกกระจายเป็นรอยร้าวยาว เสียงอากาศฉีกขาดดังวูบวาบ
หมัดลุ่นๆของเขาถูกกำแน่น หมายจะโจมตีโดยอาศัยพละกำลังแท้จริง
มั่นใจว่าหากไร้การเสริมด้วยไฟแล้ว ผู้กลืนกินมังกรธาตุไฟย่อมไม่อาจใช้ความได้เปรียบเช่นเดิม
หวงเยี่ยยืนอยู่ที่เดิม พลิกฝ่ามือขึ้นอย่างเชื่องช้า
ในชั่วพริบตาผืนดินเบื้องหน้าก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
รากไม้สีม่วงเข้มขนาดใหญ่พุ่งทะลุพื้นหินขึ้นมาอย่างกะทันหัน ดินและเศษหินปลิวกระจาย รากไม้นั้นบิดเกลียวแน่นหนา พื้นผิวแข็งแกร่งราวกับเหล็กกล้า รูปร่างของมันคล้ายหมัดยักษ์ที่กำแน่นพร้อมจะซัดทุกสิ่ง
“อะไร?!”
ตงฟางที่พุ่งตัวมาด้วยความเร็วสูงสุดตอบสนองไม่ทัน
“ปังงงงงงงงงง—!”
แรงส่งจากการทะยานเข้าหาศัตรูกลายเป็นแรงเสริมให้การปะทะรุนแรงยิ่งขึ้นเป็นเท่าตัว
ร่างของตงฟางปลิวสยายขึ้นสู่ห้วงอากาศอย่างไร้การควบคุม นัยน์ตาเบิกกว้างจนแทบถลน โลหิตคำใหญ่พุ่งออกจากปาก สาดกระเซ็นเป็นสายแดงฉานตัดกับท้องฟ้า หมุนคว้างกลางอากาศก่อนจะกระแทกพื้นหินอย่างหนัก
“พี่ชาย!”
เสียงร้องของเยวี่ยหลิงดังขึ้นพร้อมกับเสียงอุทานของนักเรียนรอบด้าน
หลายคนถึงกับก้าวถอยหลังด้วยความหวาดหวั่น เพราะไม่คาดคิดว่าการปะทะเพียงครั้งเดียวจะพลิกผันเช่นนี้
จากนั้นสายตาของเขาก็เคลื่อนไปหยุดที่เยวี่ยหลิง ทำให้ตัวของเยวี่ยหลิงก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะกัดฟันแน่นแล้วรีบปลดปล่อยพลังของตนเอง สายน้ำแห่งร่างมหาวารีเริ่มไหลเวียนรอบกาย อากาศเย็นจัดก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
“กะ.. แกเป็นผู้กลืนกินมังกรธาตุไฟ มันไม่มีประโยชน์อะไรต่อธาตุ..”
คำพูดของนางยังไม่ทันจบ
รากไม้สีม่วงเข้มที่โผล่ขึ้นมาก่อนหน้านั้นพลันแตกแขนงออกเป็นสิบสายในพริบตา
รากไม้แต่ละเส้นบิดเกลียวแน่นหนา ปลายของมันพองออกคล้ายหมัดยักษ์จำนวนมาก พร้อมจะกระหน่ำโจมตี
มันโหมกระหน่ำเข้าใส่เยวี่ยหลิงด้วยความบ้าคลั่ง
หมัดนับไม่ถ้วนที่ปลายรากไม้ซัดเข้าใส่ร่างของนางอย่างต่อเนื่อง เสียงกระแทกดังรัวราวสายฟ้าฟาด
“ปัง! ปัง! ปัง!”
เยวี่ยหลิงพยายามยกแขนขึ้นป้องกัน พลังวิญญาณหมุนวนรอบกายและเจตจำนงระดับสูงเพื่อสกัดกั้น แต่แรงโจมตีถาโถมเกินกว่าจะรับมือได้ทั้งหมด ร่างของนางถูกซัดกระเด็นไปมา เลือดสาดกระเซ็นเป็นละอองสีแดงเข้มตัดกับพื้นหินสีเทา
นักเรียนที่ยืนล้อมดูต่างอ้าปากค้าง
รากไม้พิฆาตดารายังคงโหมกระหน่ำเข้าใส่ร่างของเยวี่ยหลิงไม่หยุดยั้ง ปลายรากแต่ละเส้นบิดเกลียวแน่นหนาและพองตัวคล้ายหมัดขนาดมหึมา กระแทกซ้ำแล้วซ้ำเล่าเข้าใส่ทั่วทั้งร่างกายของนางโดยไร้ความปรานี
เสียงปะทะดังรัวไม่ต่างจากสายฝนหนักที่ตกกระหน่ำลงบนหลังคาเหล็ก ความรุนแรงนั้นสั่นสะเทือนไปถึงพื้นหินเบื้องล่าง
ทุกสายตาจับจ้องภาพเบื้องหน้าอย่างไม่อาจละสายตา บางคนเบือนหน้าหนีเพราะไม่อาจทนมอง
มันไม่ใช่การปิดฉากอย่างรวดเร็ว หากเป็นการทรมานอย่างช้าๆ รากไม้ที่กระหน่ำเข้าใส่ตัวของเยวี่ยหลิงแม้รุนแรง แต่ยังคงอยู่ในระดับที่ไม่ถึงกับปลิดชีวิตในทันที ราวกับชายหนุ่มคนนี้ตั้งใจจะปล่อยให้นางรับรู้ถึงความพ่ายแพ้อย่างละเอียดทุกวินาที
“ร้ายกาจเกินไป!”
“เจตจำนงธาตุพฤกษาของเขาคนนี้มันระดับใดกันแน่ น่าสะพรึงกลัวเกินไปแล้ว!”
“รากไม้สีม่วงเข้มนั้นเคลื่อนไหวเหมือนมีชีวิตยังไงยังงั้น พวกมันทำตามเจตจำนงของคนผู้นี้เรอะ?!”
นักเรียนบางคนก้าวไปข้างหน้าเล็กน้อย สีหน้าตื่นตระหนก
“พะ.. พี่ชายลงมือแรงเกินไปหรือเปล่า ทำแบบนี้เดี๋ยวตงเยวี่ยหลิงก็ตายหรอก!”
หลายเสียงประสานกันดังขึ้น พวกเขาเริ่มคิดจะเข้าไปห้ามปราม
แต่เมื่อมองเห็นรากไม้สีม่วงที่ฟาดกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง ก็ไม่มีใครกล้าก้าวเข้าไปใกล้จริงๆ
ขณะเดียวกัน ตงฟางที่ถูกแรงกระแทกก่อนหน้านี้ซัดจนร่างปลิวกระเด็น บัดนี้กำลังฝืนตัวลุกขึ้น
เขาพ่นโลหิตคำใหญ่ สีหน้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความตระหนก
ดวงตาของเขาจ้องมองไปยังน้องสาวที่กำลังถูกทรมานทั้งกายและใจ ภาพนั้นทำให้หัวใจต้องบีบรัดจนแทบแตกสลาย
“ดะ.. ได้โปรดยั้งมือด้วย!”
“ข้าขอโทษต่อการกระทำและคำพูดของพวกเรา ได้โปรดหยุดมือเถอะ!”
น้ำเสียงของเขาแหบพร่า คำขอร้องนั้นไม่ได้เต็มไปด้วยความโอหังอีกต่อไป มีเพียงความสำนึกผิดและความสิ้นหวัง
ตงฟางไม่เคยคิดเลยว่าการท้าทายชายหนุ่มผมสีฟ้าสว่างจะนำไปสู่ผลลัพธ์เช่นนี้
ไม่เคยจินตนาการว่าฝ่ายตรงข้ามจะเป็นดั่งสัตว์ประหลาดที่อยู่เหนือสามัญสำนึก
เมื่อได้ยินคำขอร้องของตงฟาง หวงเยี่ยจึงยกมือขึ้นช้าๆ ทำให้รากไม้ที่บ้าคลั่งพลันหยุดชะงัก ก่อนที่จะแตกสลายเป็นละอองพลัง
ราชันย์พงไพรพิฆาตดาราถูกทำให้สลายไปในพริบตาเหมือนสั่งการได้ดั่งใจนึก
ลานกว้างตกอยู่ในความเงียบงันอย่างแท้จริง
มีเพียงภาพของเยวี่ยหลิงที่ยับเยินไปทั้งร่างกาย ใบหน้าบวมเปล่ง เปียกโชกไปด้วยเลือด เส้นผมยุ่งเหยิง ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลฉีกขาด โลหิตไหลอาบย้อมจนแทบไม่อาจบอกได้ว่านางยังมีสติหรือสิ้นสติไปแล้ว
ตงฟางรีบคลานเข้าไปประคองน้องสาว ดวงตาแดงก่ำไปด้วยความเจ็บปวด
นักเรียนรอบด้านยืนมองภาพนั้นด้วยความสะเทือนใจและความหวาดกลัวปะปนกัน
หวงเยี่ยยกมือขึ้นเสยผมสีฟ้าสว่างของตน พลางจ้องมองไปยังสองพี่น้องอย่างตรงไปตรงมา
“ทีหน้าที่หลังอย่าหาเรื่องคนอื่นไปทั่วละ”
“โดยเฉพาะกับน้องสาวของแก.. หลังจากนี้ก็อบรมสั่งสอนนิสัยของนางให้ดีๆหน่อยละกัน”