พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร - ตอนที่ 70 ปรมาจารย์แห่งหอก
หลังจากที่หลานฟงได้อธิบายถึงหอกในสองขั้นใหญ่ไปแล้ว
บรรยากาศภายในห้องเรียนก็เงียบสงบลงอย่างประหลาด ราวกับทุกลมหายใจถูกดึงรั้งเอาไว้กลางอกของผู้ฟังแต่ละคน
หลานฟงกำชับหอกของตนเองแน่น ก่อนจะหรี่ตาลงช้าๆ แววตาคมกริบกวาดมองไปยังนักเรียนทั่วทั้งห้องอย่างไม่เร่งร้อน
ความเงียบยิ่งทวีความตึงเครียดขึ้นทุกขณะ
“นอกเหนือไปจากหอกขั้นพื้นฐาน และหอกขั้นชำนาญแล้ว สิ่งที่เหล่านักล่ามังกรซึ่งชำนาญการใช้อาวุธหอกเป็นหลัก และพยายามที่จะบรรลุมาให้ได้ถึงระดับนี้ มันก็คือขั้นปรมาจารย์ หรือหอกจิตรวมเป็นหนึ่งเดียว!”
“การเคลื่อนไหวเรียบง่าย แต่แฝงด้วยพลังลึกซึ้ง ทุกการแทงคือการตัดสิน ใช้พลังน้อย แต่เกิดผลสูงสุด อ่านจังหวะและเจตนาของศัตรูได้ชัดเจน ไม่มีท่าตายตัว ทุกอย่างเกิดจากสถานการณ์ หอกและผู้ใช้เป็นหนึ่งเดียวอย่างแท้จริง สามารถพลิกแพลงได้ทุกสถานการณ์”
“เคลื่อนไหวอิสระดั่งมังกรที่โผบินทะยาน และปรมาจารย์หอกก็คือรูปแบบสูงสุดของผู้ใช้หอก!”
ทันใดนั้น หลานฟงก็ยกหอกขึ้นอีกครั้ง
ไม่มีเสียงประกาศ
ไม่มีสัญญาณล่วงหน้า
เพียงชั่วพริบตา ร่างของเขาก็เคลื่อนไหวออกไป หอกในมือแปรเปลี่ยนเป็นสายลม พุ่งเฉือนผ่านอากาศอย่างรวดเร็วเกินกว่าสายตาของศิษย์ส่วนใหญ่จะจับทัน กระแสหอกพลิกแพลงซ้อนทับกันจนเกิดเป็นภาพสะท้อนติดตา
เส้นทางการเคลื่อนไหวดูเหมือนไร้รูปแบบ แต่กลับแฝงจังหวะที่ประณีตเกินคำบรรยาย
ก้าวเท้าเพียงครึ่งช่วงและไหล่หมุนขยับเล็กน้อย ทำให้ปลายคมก็เปลี่ยนทิศทางอย่างฉับพลัน จากแทงตรงกลายเป็นเฉียง จากเฉียงกลับกลายเป็นปัด จากปัดแปรเป็นสะบัด ทุกการเคลื่อนไหวเป็นไปตามสัญชาตญาณที่สั่งสม ไม่มีความลังเล ไม่มีจังหวะว่างเปล่า
นักเรียนที่นั่งอยู่แถวหน้าเริ่มรู้สึกถึงแรงกดดันที่มิอาจอธิบายได้
ลมหายใจของพวกเขาขาดห้วง ดวงตาแทบไม่กล้ากะพริบ เพราะกลัวว่าจะพลาดแม้แต่เศษเสี้ยวหนึ่งของภาพตรงหน้า
แล้วในท้ายที่สุด หลานฟงก็เหวี่ยงหอกเป็นวงกว้าง วงโค้งนั้นแฝงพลังอันลุ่มลึกที่เหมือนถูกเก็บสะสมไว้ภายในแกนกลางของการเคลื่อนไหว
เขาชักแขนกลับมาเพียงเล็กน้อย จากนั้นแทงมันออกไปเบื้องหน้าอย่างเรียบง่าย
“ปัง!”
เสียงระเบิดของคลื่นสายลมดังสะท้อนก้องไปทั่วห้องเรียน กระแสอากาศพุ่งออกไปเป็นแนวตรง ส่งผลให้เสื้อผ้าของนักเรียนแถวหน้าพลิ้วไหวอย่างรุนแรง บางคนถึงกับเอนตัวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
ไม่มีรอยแตกบนพื้น
ไม่มีสิ่งใดพังทลาย
ทว่าแรงสะเทือนที่ส่งผ่านอากาศกลับชัดเจนยิ่งกว่าการทำลายล้างใดๆ
ทุกคนทำได้เพียงอ้าปากค้างและเบิกตากว้าง
สายตาของพวกเขาจับจ้องไปยังกระบวนท่าหอกที่แทบจะพลิกแพลงได้อย่างไร้ที่สิ้นสุด
ภาพการเคลื่อนไหวยังคงหลงเหลืออยู่ในความทรงจำ ราวกับเงาที่ฝังแน่นในจิตใจ
นักเรียนชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่กลางห้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่ เสียงดังชัดในความเงียบ ก่อนจะยกมือขึ้นอย่างลังเล
“ท่านอาจารย์! กว่าจะเป็นปรมาจารย์แห่งหอกได้นี่ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่หรือครับ?”
คำถามนั้นลอยอยู่กลางอากาศ คล้ายลูกศรที่พุ่งออกจากคันธนูด้วยความคาดหวัง
หลานฟงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตาของเขาเลื่อนต่ำลงเล็กน้อย คล้ายกำลังย้อนมองเส้นทางในอดีตของตนเอง
จากนั้นเขาก็เก็บหอกกลับเข้าไปในแหวนมิติอย่างสงบ
“ไม่ตายตัว!”
คำตอบสั้นๆและหนักแน่น
“บางคนมีพรสวรรค์ก็อาจทำให้หอกเป็นหนึ่งเดียวอย่างแท้จริงได้ตั้งแต่แรกเริ่ม!”
“บางคนอาจสั่งสมประสบการณ์จากการต่อสู้ ลองผิดลองถูกนับครั้งไม่ถ้วน!”
“บางคนอาจติดแหง็กอยู่ในขั้นหอกเริ่มต้น ทำได้เพียงฝึกฝนขั้นพื้นฐานต่อๆไปก็เท่านั้น!”
“มันไม่ใช่ว่าความพยายาม จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างประสบผลสำเร็จ เพราะมันต้องควบคู่ไปกับพรสวรรค์ที่แท้จริงด้วย!”
คำกล่าวนั้นทำให้หลายคนในห้องนิ่งงัน
บางคนกำหมัดแน่นด้วยความมุ่งมั่น บางคนก้มหน้าลงอย่างครุ่นคิด บางคนเผยแววลังเลราวกับเพิ่งตระหนักถึงกำแพงที่มองไม่เห็นตรงหน้า
ความเงียบหลังคำตอบนั้นยาวนานกว่าที่ใครคาดคิด
เพราะสิ่งที่หลานฟงกล่าวเป็นสัจธรรมที่กระทบใจผู้ฟังโดยตรง เส้นทางสู่ความเป็นปรมาจารย์ไม่ได้วัดกันด้วยเวลาเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ตัดสินด้วยจำนวนครั้งของการเหวี่ยงหอก หากมันขึ้นอยู่กับสิ่งที่ลึกกว่านั้น สิ่งที่บางคนมีตั้งแต่กำเนิด และบางคนอาจตามหาไปชั่วชีวิต
จนกระทั่งในตอนนั้น หลานฟงได้ก้าวลงจากตำแหน่งเดิมอย่างไม่เร่งรีบ เขาเดินไปหยิบหอกพื้นฐานที่ถูกวางเอาไว้ด้านข้าง อาวุธเล่มนั้นมิได้มีลวดลายวิจิตรหรือพลังลึกลับใดๆ เป็นเพียงหอกฝึกธรรมดาที่นักเรียนทุกคนคุ้นเคย
หลานฟงหมุนหอกในมือเบาๆหนึ่งรอบ ก่อนจะหันกลับมามองยังเหล่านักเรียนด้วยรอยยิ้มที่แฝงความหมาย
“เอาละไอ้พวกลูกเจี้ยบทั้งหลาย!”
“อาจารย์ได้สาธิตถึงรูปแบบหอกทั้งสามขั้นไปแล้ว”
“เพราะงั้นในเวลานี้.. มีใครกล้าที่จะขึ้นมาประลองกับอาจารย์เพื่อซึมซับประสบการณ์หรือไม่?”
ขณะที่พูด ชายวัยกลางคนก็ได้ชี้ปลายหอกในมือไปยังบรรดานักเรียนมากมาย
ปลายคมเรียบง่ายนั้นมิได้เปล่งประกายอำนาจใดๆ ทว่ากลับสร้างแรงกดดันที่มิอาจมองข้ามได้
สายตาของเขาเองก็กวาดผ่านทีละคนอย่างช้าๆ คล้ายกับกำลังชั่งน้ำหนักจิตใจของผู้ถูกมอง
ทันใดนั้นเสียงกระดูกคอขยับก็ดังขึ้นหลายจุด นักเรียนแต่ละคนขนลุกซู่โดยไม่ได้นัดหมาย รีบส่ายหัวปฏิเสธอย่างพร้อมเพรียง บางคนก้มหน้าลง บางคนหลบสายตา บางคนทำเป็นสนใจพื้นรองเท้าของตนเองราวกับมันน่าสนใจกว่าการประลองตรงหน้า
ความเงียบงันแผ่ขยายอีกครั้ง หลานฟงนิ่งไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆจางหาย
จากนั้นตัวของเขาก็ถอนหายใจออกมาแรงๆ ก่อนจะยกมือขึ้นขยี้หัวของตนเองด้วยความหงุดหงิด
“ไอ้พวกไร้ค่านี่!”
“ข้าไม่ได้อยากจะสังหารพวกเจ้าเสียหน่อย แต่อยากจะเห็นว่าแนวทางหอกแต่ละคนนั้นเป็นยังไง”
คำพูดนั้นทำให้บางคนหน้าแดง บางคนเม้มปากแน่น ความอับอายก่อตัวขึ้นเงียบๆ
“ก็ได้ ในเมื่อพวกแกไม่อยากจะขึ้นมาแสดงพลังของตน งั้นข้าผู้เป็นอาจารย์จะเลือกพวกแกด้วยตนเอง”
ประโยคสุดท้ายหนักแน่นราวกับคำตัดสิน สายตาของเขากวาดผ่านอีกครั้ง ก่อนจะหยุดลงที่จุดหนึ่ง
“เริ่มต้นจากคนแรก นักเรียนที่มีเส้นผมสีฟ้าสว่างนั่นแหละ”
ปลายหอกหยุดชี้ตรง
“เจ้าชายน้อย..”
“หวงเยี่ยซื่อจื่อ!”
คำเรียกดังกล่าวทำให้บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปในทันที
นักเรียนจำนวนมากหันขวับไปมองยังชายหนุ่มผู้หนึ่งโดยพร้อมเพรียง เส้นผมสีฟ้าสว่างของเขาโดดเด่นท่ามกลางศีรษะสีเข้มรอบด้าน แสงจากหน้าต่างสะท้อนผ่านเส้นผมเหล่านั้นจนดูราวกับมีประกายบางเบา
“ข้าเหรอ?”
หวงเยี่ยยังคงนั่งอยู่ในท่าทางผ่อนคลาย ราวกับชื่อที่ถูกเอ่ยถึงไม่ใช่ของตนเอง
ทว่าเสียงหัวเราะคึกคักบางกลุ่มได้ดังขึ้นทันที
นักเรียนหลายคนรีบนำสมาร์ทโฟนของตนเองออกมาโดยไม่ปิดบัง ความคึกคะนองฉายชัดในแววตา
“หึหึ ได้โอกาสแล้ว ไม่คิดเลยว่าอาจารย์หลานฟงจะเลือกมันขึ้นไปต่อสู้ด้วย!”
“ไม่ผิด! ต่อให้จะปลุกเจตจำนงระดับราชาขึ้นมาได้แล้วยังไง เจ้านั้นจะต้องทำขายหน้าต่อพวกเราแน่ๆ”
“รีบบันทึกภาพการต่อสู้เอาไว้เลย แล้วค่อยนำไปลงเครือข่ายแพลตฟอร์ม!”
ความคิดเหล่านั้นมิได้ปิดบังเจตนาเลยซักนิด และแน่นอนว่านักเรียนกลุ่มนี้คือพวกที่อิจฉาในตัวของหวงเยี่ย
การปลุกเจตจำนงระดับราชาทำให้เขากลายเป็นจุดสนใจโดยไม่ต้องพยายาม และความโดดเด่นเช่นนั้นย่อมนำมาซึ่งสายตาที่เต็มไปด้วยความริษยา พวกมันไม่ได้ต้องการเห็นเขาเติบโต หากต้องการเห็นด้านไร้ประโยชน์ของหวงเยี่ยถูกเปิดเผยต่อหน้าทุกคน
บรรยากาศเริ่มแฝงด้วยกลิ่นอายของการรอคอยบางสิ่ง
บางคนคาดหวังจะเห็นความพ่ายแพ้ บางคนรอดูความอัปยศ บางคนเพียงต้องการความบันเทิง