พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - ทที่81 ไม่มีสิ่งใดสนุกไปกว่าการปั่นหัวเมิ่งหนานอี้เล่นอีกแล้ว (1)
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- ทที่81 ไม่มีสิ่งใดสนุกไปกว่าการปั่นหัวเมิ่งหนานอี้เล่นอีกแล้ว (1)
บทที่81 ไม่มีสิ่งใดสนุกไปกว่าการปั่นหัวเมิ่งหนานอี้เล่นอีกแล้ว (1)
แต่เดิมเพื่อที่จะสวมรอยเป็นเมิ่งซีโจวให้แนบเนียน นางเคยคิดที่จะร่ำเรียนวิชาแพทย์อยู่บ้าง ทว่าเมื่อไปเสาะหาหมอมาหลายคน ต่างก็พากันบ่ายเบี่ยงปฏิเสธอย่างนุ่มนวล บ้างก็ว่า “เป็นถึงคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์เช่นนี้ ไยต้องมาทนลำบากร่ำเรียนด้วยเล่า” บ้างก็ว่า “ต่อให้เรียนไปก็หามีประโยชน์อันใดไม่”
เมิ่งหนานอี้เองก็เห็นพ้องกับคำตอบเหล่านั้นเช่นกัน นางนับเป็นคุณหนูผู้สูงส่ง อีกทั้งในภายภาคหน้ายังจะมีสถานะที่สูงส่งเหนือผู้คนทั้งปวง หากล้มป่วยย่อมต้องมีหมอชื่อเสียงโด่งดังมาคอยปรนนิบัติรักษาให้ แล้วเหตุใดยังต้องหาเรื่องให้ตนเองลำบากด้วยเล่า? ส่วนเรื่องที่อาจถูกจับพิรุธได้นั้น…เพียงอ่านตำราแพทย์สักหน่อย ทำทีเป็นรู้เรื่องเพื่อไว้ใช้หลอกลวงให้ผ่านๆไป เพียงเท่านี้ก็สิ้นเรื่อง! ส่วนตัวนางนั้นก็ไม่เชื่อว่า เมิ่งซีโจวจะมีทักษะทางการแพทย์ที่สูงส่งอันใดนัก
แต่ผลก็คือ…แม้แต่ตำราแพทย์ นางยังเพียงแค่พลิกอ่านอย่างลวกๆไปเพียงไม่กี่หน้าเท่านั้น!
บัดนี้ถูกผลักขึ้นสู่หลังเสืออย่างไม่มีทางเลือก หากบิดาพบว่านางไม่รู้วิชาแพทย์เลยแม้แต่น้อย…ฐานะ ‘เมิ่งซีโจว’ ของนางย่อมต้องถูกเปิดโปงจนสิ้นแล้วเป็นแน่!
ทุกสิ่งที่นางและมารดาสู้อุตส่าห์วางแผน และบากบั่นช่วยกันประคับประคองมาจนถึงตอนนี้ ย่อมจะต้องสลายหายวับไปในชั่วพริบตาราวฟองสบู่เป็นแน่!
ทั้งชีวิตนี้ เมิ่งหนานอี้ไม่เคยหวาดกลัวถึงเพียงนี้มาก่อนจริงๆ!
ทั่วทั้งร่างของนางเย็นเยียบประดุจน้ำแข็ง ได้แต่พยายามเลียนแบบท่าทางของหมอที่ยังอยู่ในความทรงจำของตน มือที่เย็นเฉียบสั่นเทิ้มค่อยๆยกขึ้นทาบลงบนข้อมือของเมิ่งซีโจว แต่ผ่านไปเนิ่นนานก็ยังหาตำแหน่งชีพจรไม่พบเสียที
เมิ่งซีโจวเปิดเปลือกตาขึ้นมองอย่างอ่อนแรง เสียงแผ่วเบาราวยุงบิน หากแต่ทุกถ้อยคำกลับชัดเจน และแต่ละคำล้วนประหนึ่งเข็มแหลมที่แทงลึกลงไปกลางใจของเมิ่งหนานอี้
“พี่หญิง ท่านต้องรักษาข้าให้หายนะ ข้าเชื่อใจท่าน…”
เมิ่งหนานอี้ได้ยินเช่นนั้นก็ราวกับเลือดในอกหยดริน ทว่ากลับไร้ซึ่งหนทางตอบโต้
นางได้แต่ต้องพยายามรีดเค้นความทรงจำ นึกถึงถ้อยคำที่ท่านหมอได้เคยกล่าวเมื่อยามตรวจอาการของนางได้อย่างกระท่อนกระแท่น จากนั้น จึงค่อยเคลื่อนมือไปแตะหน้าผากที่ร้อนผ่าวของเมิ่งซีโจว พลางขบคิดจนแทบสิ้นปัญญา ในที่สุดจึงฝืนเปล่งเสียงกล่าวข้อสรุปออกมาด้วยความหวาดหวั่นจนเนื้อตัวสั่น
“น้อง…น้อง…น้องหญิง…คง…คงจะถูกลมหนาวเล่นงาน อีกทั้งร่างกายก็อ่อนแอ จึงได้ล้มป่วยลงเช่นนี้…”
ทุกถ้อยวาจาล้วนหลุดออกจากปากนางอย่างยากเย็นยิ่ง ครั้นกล่าวจบ นางก็ประหนึ่งนักโทษที่กำลังรอรับฟังคำพิพากษาสุดท้าย เงยหน้าขึ้นมองไปทางเมิ่งชินรุ่ยด้วยความผวาหวาดกลัว
ทว่าเมิ่งชินรุ่ยกลับมิได้รู้สึกว่ามีสิ่งใดผิดแปลกมากนัก เพียงตอบรับสั้นๆว่า “อืม” ก่อนจะออกปากสั่งบ่าวรับใช้ในทันที
“รีบไปเชิญท่านหมอหลี่จากหอหวนชุนมาที่จวนโดยเร็ว”
ในใจเขาย่อมแจ่มแจ้งดีว่า ‘วิชาแพทย์’ ที่เมิ่งซีโจวอวดอ้างนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงความรู้ผิวเผินเท่านั้น ถึงคราวคับขันจริงๆก็ยังต้องพึ่งพาหมอจริงที่มีฝีมืออยู่ดี
เส้นประสาทที่เริ่มตึงเครียดทั่วขมับ และหน้าผากของเมิ่งหนานอี้พลันผ่อนคลายลงในบัดดล ราวกับเพิ่งเดินวนอยู่ตรงหน้าประตูนรกมาเที่ยวหนึ่ง แผ่นหลังของนางเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น ยามนี้สองขาอ่อนแรงจนร่างแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้นอยู่แล้ว
ทว่า…เมิ่งซีโจวจะยอมเลิกราเพียงเท่านี้ได้อย่างไรกันเล่า?
บนใบหน้าเล็กซีดขาวของนาง พลันผุดรอยยิ้มเขินอายอย่างไว้วางใจขึ้นเสี้ยวหนึ่ง น้ำเสียงแม้แผ่วเบา หากกลับกระจ่างชัดจนดังเข้าหูทุกผู้คนในที่นั้น
“เช่นนั้น…คงต้องรบกวนพี่หญิงช่วยเขียนใบสั่งยาให้น้องสักขนานด้วยเถิด”
ครืน—!
หัวใจของเมิ่งหนานอี้ที่เพิ่งรู้สึกผ่อนคลายเมื่อครู่ พลางถูกถ้อยวาจาประโยคนี้บีบรัดอย่างแรงในชั่วพริบตา จนแทบจะกระดอนขึ้นมาติดค้างอยู่ที่ลำคอ! เบื้องหน้านางพลันมืดดำวูบวาบไปหมด!
เขียนใบสั่งยารึ?!
แม้จะพยายามนับดูแล้ว นางยังจำแนกตัวยาได้ไม่ครบสักกี่ชนิดเสียด้วยซ้ำ!
และที่น่าสะพรึงยิ่งกว่า จนรู้สึกราวตกลงสู่ถ้ำน้ำแข็งก็คือ เมิ่งชินรุ่ยกลับพยักหน้าเห็นด้วย ทั้งยังเอ่ยอย่างไม่คิดว่าเป็นเรื่องน่าประหลาดอันใด
“เช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน เขียนใบสั่งยามาก่อน จะได้ให้ท่านหมอหลี่ช่วยชี้แนะเจ้าสักหน่อย ดูว่ายังมีสิ่งใดตกหล่นบกพร่องหรือไม่”
คำว่า ‘ชี้แนะ’ สองคำนั้น ประหนึ่งอสนีบาตสองสายฟาดผ่าลงกลางศีรษะของเมิ่งหนานอี้อย่างแรง!
สีเลือดบนใบหน้าของนางพลันเหือดหายจนสิ้นในชั่วพริบตา ยามนี้ขาวซีดดุจแผ่นกระดาษ ริมฝีปากสั่นระริก ทว่ากลับมิอาจเค้นวาจาใดออกมาได้แม้แต่คำเดียว มีเพียงความรู้สึกสิ้นหวังไร้ขอบเขต ประหนึ่งถูกคลื่นมหันตภัยโถมทับจนมิดศีรษะ!
บรรดาบ่าวไพร่ได้จัดเตรียมพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกไว้พร้อมสรรพ ตัดหนทางถอยหนีของเมิ่งหนานอี้จนสิ้น
เมิ่งหนานอี้ในยามนี้ คล้ายเป็นเพียงดวงวิญญาณเร่ร่อนที่หาร่างเนื้อตนไม่เจอ นางยกพู่กันขึ้นด้วยมือที่สั่นเทิ้ม เขียนออกไปแต่ละตัวอักษร ล้วนยากลำบากประหนึ่งสองขาจมลึกอยู่ในปลักโคลน ทุกย่างก้าวฝืดฝืนและแสนเข็ญยิ่ง
ต่อให้ไม่เต็มใจสักเพียงใด ตำรับยาหนึ่งฉบับก็ใช่ว่าจะใช้เวลาเขียนได้นานนัก เมิ่งหนานอี้หลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนจะวางพู่กันลงอย่างสิ้นหวัง