พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - ทที่91 เมื่อไหร่ฮูหยินเมิ่งจะจุกอกตายเสียที (1)
บทที่91 เมื่อไหร่ฮูหยินเมิ่งจะจุกอกตายเสียที (1)
ดวงตาของเขาเปี่ยมไปด้วยความจริงใจและคาดหวัง
ฝีเท้าของเมิ่งซีโจวพลันชะงักลงเล็กน้อย นางเอียงกายหันข้างกลับมา
แสงตะวันลอดผ่านช่องหน้าต่าง สาดต้องลงบนเรือนร่างนั้น ขับเน้นส่วนเว้าส่วนโค้งที่งดงามให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น
นัยน์ตาคู่นั้นที่โผล่พ้นออกนอกผ้าคลุมหน้า แฝงรอยยิ้มเจ้าเล่ห์อยู่เสี้ยวหนึ่ง สายตาทั้งสองจ้องลึกลงไปในดวงตาของจ้าวหัง แล้วเสียงหวานกังวานใสราวหยกกระทบกันของนางก็เปล่งดังขึ้น
“เช่นนั้น วันนี้…ข้าชื่อจ้าวเหยาดีหรือไม่?”
ยังไม่ทันสิ้นวาจาดีนัก นางก็หมุนกายเดินจากไปอย่างอ่อนช้อย แล้วก็พลันกลืนหายไปกับฝูงชนเบื้องหน้า
“จ้าว…เหยา?
จ้าวเหิงนิ่งงันอยู่กับที่โดยสมบูรณ์ ประหนึ่งต้องมนตร์สยบกายา เขาพึมพำทวนชื่อนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในใจประหนึ่งผืนน้ำสงบที่ถูกหย่อนก้อนหินลงไป จนเกิดเป็นระลอกคลื่นแผ่กระเพื่อมออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า
“ใช้แซ่ตระกูลของข้า นำหน้าชื่อของเจ้าอย่างนั้นรึ?”
ความคิดนี้ราวอัสนีบาตฟาดผ่าลงกลางใจของจ้าวหังอย่างฉับพลัน!
แล้วอาการสั่นสะท้านสายหนึ่งที่ยากจะพรรณนา พลันแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กายของเขาในชั่วพริบตา หัวใจเต้นกระหน่ำรุนแรงอย่างบ้าคลั่งเกินจะควบคุม เต้นเร็วเสียจนเขารู้สึกเวียนศีรษะไปหมด ราวกับเพิ่งสะดุ้งตื่นจากฝันร้ายกลางดึก!
ห้วงอารมณ์แปลกประหลาดร้อนผ่าวสายหนึ่ง พลันพุ่งกระทบชนกันไปมาอยู่ภายในอก จวนเจียนระเบิดเพราะไร้ที่ระบาย
นี่มัน… เพราะเหตุใดกัน?
หลังเมิ่งซีโจวสลัดจ้าวหังหลุดพ้นได้แล้ว นางก็มิได้รีบร้อนกลับจวนในทันที
ยามนี้เงินทองในมือของนางนับว่าคล่องตัวขึ้นบ้างแล้ว จึงค่อยๆเดินทอดน่องไปตามถนนในตลาดอันคึกคักแห่งหนึ่ง กำลังคิดหาของกำนัลที่ดูสมเกียรติสักหน่อยให้กับเจียงจี้เยว่ รวมถึงบรรดาสาวใช้ที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขมากับนางด้วย
เมิ่งซีโจวก้าวเข้าไปในร้านเครื่องประดับแห่งหนึ่งนามว่าหอม่านสมบัติ หอแห่งนี้นับว่ามีชื่อเสียงไม่น้อยทีเดียว สายตาของนางกวาดมองไปตามอาภรณ์ มุก หยกและเครื่องประดับต่างๆ ที่วางเรียงรายจนดูละลานตา
นางยืนเลือกอยู่พักหนึ่ง ก็ได้เครื่องประดับจำพวกปิ่นปักผม กำไลห่วง และต่างหู มีทั้งแบบเรียบๆแต่สง่า และแบบประณีตวิจิตร แต่ก็ดูไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ทว่านางกลับยังรู้สึกว่าขาดอะไรบางอย่างไป
นางส่ายหน้าไปมาแผ่วเบา ครั้นกำลังจะก้าวเท้าไปยังร้านถัดไป หางตาก็พลันเหลือบไปเห็นเงาร่างคุ้นตาสองร่างอยู่ตรงหัวมุมถนนเข้าโดยไม่ทันตั้งตัว!
เมิ่งหนานอี้! แล้วก็… ฉู่เซียว!
หัวใจของเมิ่งซีโจวพลันสั่นไหววูบ ราวกับเปลี่ยนใจขึ้นมาอย่างกะทันหัน นางรีบดึงเท้ากลับเข้าไปในหอม่านสมบัติดังเดิม พลางหยิบปิ่นที่ประดับขนนกกระเต็นซึ่งเมื่อครู่ไม่ได้ซื้อขึ้นมาถึงไว้อันหนึ่ง แล้วทำทีคล้ายว่ายังคงเลือกดูเครื่องประดับอยู่ ทว่าแท้จริงแล้ว นางกลับอาศัยม่านลูกปัดภายในร้านกับชั้นวางของโบราณเป็นที่บดบังสายตา แอบสังเกตดูความเคลื่อนไหวบนถนนด้านหน้าอย่างแนบเนียนไร้พิรุธ
ทั้งสองคนโคจรมาพบเจอกันรวดเร็วถึงเพียงนี้เชียวรึ?
มุมปากของเมิ่งซีโจวพลันยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้าหยอกเจือความหมายลึกซึ้ง
จะว่าไปแล้ว วาสนาที่ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ชาติปางก่อน ครั้นมาถึงชาตินี้ ย่อมต้องถูกดึงดูดให้เข้าหากันประหนึ่งแม่เหล็กแรงสูงกระมัง?
นางสังเกตเห็นว่าฉู่เซียวมิได้ผลีผลามก้าวเข้าไปหาเมิ่งหนานอี้ในทันที หากแต่ยืนอยู่ห่างๆ จ้องมองนางผ่านม่านฝูงชนอื้ออึงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความลุ่มหลง
แววตาของเขาอ่อนโยนแน่นิ่ง แต่ลึกลงไปกลับแฝงไว้ด้วยความตื่นเต้นยินดี ประหนึ่งได้สิ่งของที่สูญหายกลับคืนมา ทั้งยังมีความคาดหวังลึกๆอยู่หลายส่วน
สายตาคู่นั้นหนักแน่นราวมีตัวตน ถึงกับทำให้เมิ่งหนานอี้ซึ่งกำลังกวาดตามองซ้ายแลขวาอยู่ พลันรู้สึกสัมผัสได้
สายตาของเมิ่งหนานอี้กวาดผ่านฝูงชนไปอย่างไม่ตั้งใจ ก่อนจะหยุดลงบนร่างของฉู่เซียว
เพียงชั่วขณะที่สายตาทั้งสองคู่ประสานกัน หัวใจของฉู่เซียวก็พลันกระตุกวูบอย่างแรง!
ทว่าในดวงตาของเมิ่งหนานอี้นั้น กลับมีเพียงความเย็นชาเฉยเมยอย่างคนแปลกหน้า และความรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจที่คล้ายถูกรุกล้ำ
นางถึงกับขมวดคิ้วคู่งามเล็กน้อย สายตาทั้งคู่ประหนึ่งกำลังมองบุรุษเสเพลผู้ไม่รู้จักกาลเทศะ ริมฝีปากแดงระเรื่อแย้มออกเล็กน้อย ก่อนจะพึมพำออกมาประโยคหนึ่งว่า
“มองอันใดนักหนา? ยังจะกล้ามองอีกรึ เชื่อหรือไม่ว่าคุณหนูผู้นี้จะควักลูกตาของเจ้าทิ้งเสีย!”
เสียงของนางมิได้ดังนัก ทว่าฉู่เซียวนั้นเป็นผู้ฝึกยุทธ์ โสตประสาทย่อมไวกว่าคนธรรมดาเป็นหลายเท่า คำก่นด่าสาปแช่งประโยคนี้จึงเล็ดลอดเข้าสองหูของเขาเต็มๆ ไม่มีตกหล่นแม้แต่คำเดียว!
ประหนึ่งถูกน้ำเย็นจัดราดลดใส่ศรีษะ!
แม้ก่อนจากกันในวันนั้น แม่นางผู้นั้นจะเคยเตือนเขาไว้ก่อนแล้วว่า หากพบกันภายนอก นางอาจทำท่าทีเย็นชาใส่เขา… ทว่าเพราะเขาคุ้นชินกับภาพของนางในห้องพักเล็กๆของโรงเตี๊ยม ที่ทั้งอ่อนหวานดุจสายวารี ทั้งสายตาที่มองเขายังชวนให้รู้สึกหวั่นไหว ครั้นต้องมาเผชิญกับนางในยามนี้อย่างกะทันหัน ความแตกต่างใหญ่หลวงนั้นจึงก่อเกิดเป็นความรู้สึกเจ็บแปลบ ราวกับถูกมีดแหลมคมแทงทะลวงเข้ากลางใจอย่างแรง!
สีหน้าของฉู่เซียวเปลี่ยนเป็นซีดเผือด ดวงตาคู่นั้นเปี่ยมไปด้วยความบอบช้ำและไม่อยากจะเชื่อ
ภายในหอม่านสมบัติ เมิ่งซีโจวมองเห็นภาพเหตุการณ์ทั้งหมดเต็มสองตาตน อารมณ์จึงยิ่งเบิกบานเป็นอย่างมาก
การพบกันอีกคราของคู่รักจากชาติปางก่อนนี้ ช่างยอดเยี่ยมชวนให้ตื่นตาตื่นใจเหมือนเดิมจริงๆ!