พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่102 อนุเสิ่นผู้กุมอำนาจ (1)
บทที่102 อนุเสิ่นผู้กุมอำนาจ (1)
ณ เรือนหลัวหลิน จวนจงหย่งโหว
ยามนี้เป็นช่วงต้นของเหมันต์ฤดู หิมะที่ทับถมอยู่ภายในลานจึงยังมิทันได้ละลายจนหมด
ข้างหน้าต่าง อนุเสิ่นสวมเสื้อผ้าไหมบุนวมที่ทั้งหนาและหนัก กำลังหยอกล้อกับนกคีรีบูนในกรงที่แขวนอยู่บนกรอบหน้าต่างเล่นอย่างเบื่อหน่าย
นางเพิ่งพ้นระยะอยู่ไฟมาได้ไม่นาน สีหน้าจึงยังดูซีดเซียวและอ่อนล้าจากการคลอดบุตรอยู่หลายส่วน ทว่าเรือนร่างกลับยังคงอวบอิ่มเปล่งปลั่งมิสร่าง ทั้งยังเปี่ยมด้วยรัศมีความมั่งคั่ง
เพียงแต่เครื่องแต่งกายของนางในวันนี้นั้น สีแดงสดตัดเขียวเข้มชวนให้ผู้ที่มองถึงกับต้องตาลายเลยทีเดียว ทั้งยังแฝงกลิ่นอายเอิกเกริกแบบตระกูลพ่อค้าคหบดีอย่างเด่นชัด ราวกับเกรงว่าผู้อื่นจะไม่ล่วงรู้ว่านางนั้นมั่งคั่งเพียงใด
เซียงอี๋ สาวใช้ข้างกายพลันเปิดม่านผ้าฝ้ายที่ทั้งหนาทั้งหนักออก แล้ววิ่งพรวดพราดเข้ามาอย่างรวดเร็ว สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความปิติยินดีจนยากจะข่มกลั้นไว้ได้
“อนุเสิ่นเจ้าคะ! มีข่าวดีใหญ่หลวงแล้วเจ้าค่ะ!”
นกคีรีบูนในกรงพลันตกใจเพราะเสียงตะโกนฉับพลันดังลั่นนั้น จนถึงกับกระพือปีกเสียงดับพั่บๆ โถมศีรษะน้อยๆชนเข้ากับกรงงดงามทันที
อนุเสิ่นเองก็พลันสะดุ้งโหยงเพราะความเคลื่อนไหวอุกอาจนี้เช่นกัน นางยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดหูอย่างไม่สบอารมณ์นัก ก่อนจะทรุดกายนั่งลงบนเบาะนิ่มแล้วปรายตามองเซียงอี๋ปราดหนึ่ง จากนั้นจึงค่อยเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเนิบช้าว่า
“ยังจะข่าวดีใหญ่หลวงอันใดกัน? เว้นเสียแต่เจ้าจะมาบอกกับข้าว่า ทารกน้อยที่ข้าสู้อุตส่าห์ทุ่มเรี่ยวแรงคลอดออกมานั้น แท้จริงเป็นบุตรชายต่างหาก! เช่นนั้นจึงค่อยนับว่าเป็นข่าวดีใหญ่หลวงได้!”
เดิมทีนางเพียงกล่าวส่งเดชไปอย่างนั้น เพราะนึกขุ่นเคืองใจหลายส่วนที่มิได้บุตรชาย แต่ผู้ใดจะคาดคิดเล่า หลังจากสิ้นวาจาของนางแล้ว รอยยิ้มบนใบหน้าของเซียงอี๋มิเพียงไม่จางลงแม้แต่น้อย นางกลับยิ่งฉีกยิ้มกว้างขึ้นมากกว่าเดิม ดวงตาเบิกโตเป็นประกายวาววับจนดูคล้ายจะหลุดออกมาอยู่รำไร
หัวใจของอนุเสิ่นพลันกระตุกวูบ นางรีบยืดแผ่นหลังขึ้นตั้งตรงทันใด “อะไรนะ?… หรือว่าจะมีข่าวดีจริงๆกระมัง?”
เซียงอี๋พยักหน้าถี่รัวประหนึ่งลูกไก่จิกเมล็ดข้าว นางรู้สึกตื่นเต้นอย่างมากเสียจนถึงกับเสียงเปลี่ยนไป
“เป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะนายหญิง! เป็นข่าวดียิ่งกว่าสิ่งใด! นายท่าน…นายท่านได้มอบอำนาจการปกครองเรือนหลังให้ท่านดูแลทั้งหมดแล้วเจ้าค่ะ! เมื่อครู่นี้เอง หลังจากนายท่านออกมาจากเรือนโยวหลานของฮูหยินใหญ่ ก็ประกาศกร้าวด้วยปากตนเองต่อหน้าพ่อบ้านและบ่าวไพร่ทั้งหลายว่า ต่อแต่นี้ไป เรื่องบนล่างของเรือนหลังทั้งหมดในจวน ล้วนอยู่ภายใต้ความดูแลของท่านแล้วเจ้าค่ะ!”
“อะไรนะ?!” อนุเสิ่นตบต้นขาตนเองอย่างแรงฉาดหนึ่ง ร่างทั้งร่างผุดพรวดลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันที สองมือเท้าสะเอวพร้อมกับหัวเราะลั่นออกมา
“คิดอยู่แล้วเชียว! ข้า…เสิ่นจินจือผู้นี้มีชะตาวาสนาความมั่งคั่งติดตัวมาแต่กำเนิด! แล้วสวรรค์จะปล่อยให้ข้าตกอับจนต้องอดทนเป็นเพียงอนุภรรยาไปชั่วชีวิตได้อย่างไรกัน?!เดิมทีข้ายังคิดว่าให้กำเนิดบุตรผู้หนึ่งแล้ว ชั่วชีวิตนี้คงต้องอยู่อย่างอดสูเพียงเท่านี้แล้ว แต่ผู้ใดจะคิดเล่า ไม่เพียงทวงคืนความเป็นธรรมได้ แต่นี่ต้องเรียกว่าสวรรค์มีตาต่างหาก จึงได้ให้ข้าเลื่อนชั้นขึ้นกลายเป็นนายหญิงผู้สูงศักดิ์!”
ร่างทั้งร่างของอนุเสิ่นสั่นไหวตามเสียงหัวเราะ กว่าจะฝืนหยุดลงได้ก็แทบหายใจหอบ แล้วจึงรีบเอ่ยต่อว่า “เดี๋ยวก่อน…เมื่อครู่เจ้าบอกว่านายท่านประกาศเรื่องนี้หลังออกมาจากเรือนของฮูหยินใหญ่อย่างนั้นรึ? เช่นนั้นย่อมหมายความว่า จะต้องเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นที่เรือนโยวหลานเป็นแน่แล้ว รีบเล่าให้ข้าฟังเร็วเข้า!”
“เรียกว่าเรื่องใหญ่ยังน้อยไปเจ้าค่ะ ต้องเรียกว่าเป็นฉากที่หาดูได้ยากยิ่ง ในรอบร้อยปีจึงจะมีให้ชมสักเที่ยวน่าจะถูกต้องกว่าเจ้าค่ะ!”
เซียงอี๋ขยับเข้าไปใกล้ผู้เป็นนายอีกเล็กน้อย นางลดเสียงลงต่ำ แม้จะพยายามควบคุมแล้ว แต่ก็ยังไม่อาจปกปิดความตื่นเต้นที่เอ่อล้นออกมาได้
“ครานี้ฮูหยินใหญ่พลาดพลั้งล้มคว่ำอย่างไม่เป็นท่าแล้วเจ้าค่ะ! นายท่านเดินเข้าไปในเรือนได้ ก็ถึงกับลงมือตบหน้านางไปสองฉาดเต็มๆ! รุนแรงถึงขนาดที่ว่า…หุๆ บ่าวแค่ฟังยังรู้สึกสาแก่ใจนัก ได้ยินว่านายท่านตบจนหน้าของฮูหยินใหญ่บวมเป่งราวหัวหมูเน่าทันทีเลยเจ้าค่ะ! นางร้องไห้จนดวงตาทั้งสองบวมเป่งจนหรี่เป็นเส้น! เท่านั้นยังไม่พอนะเจ้าคะ ภายหลังคุณหนูใหญ่พลั้งเผลอหรือจงใจมิทราบ ยังได้ตบซ้ำไปอีกหนึ่งฉาด! เกรงว่าฮูหยินใหญ่คงจะโกรธจนแทบปอดระเบิดแล้วกระมังเจ้าคะ!”
เมื่ออนุเสิ่นได้ยินดังนั้น นางก็รู้สึกเบิกบานใจเสียยิ่งกว่าบุปผาผลิบานในวสันต์ฤดู อยากจะคว้าถั่วลิสงเมล็ดแตงสักกำมือมานั่งแทะระหว่างนั่งฟังเรื่องสนุกนี้เสียจริง!
เซียงอี๋เล่าเรื่องทั้งหมดได้อย่างมีชีวิตชีวาราวกับกำลังเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้าตอนนี้ ยิ่งฟังยิ่งทำให้นางคันไม้คันมือจนแทบทนไม่ไหว นางตื่นเต้นจนถึงกับต้องถูมือไปมา ในใจยังอดคิดไม่ได้ว่า เมื่อไหร่หนอที่ตนจะมีโอกาสได้ฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าของฮูหยินเมิ่งแรงๆสักหนึ่งถึงสองฉาดบ้าง!
รับรองว่าเมื่อถึงตอนนั้น นางจะต้องเบิกตากว้างๆ เพื่อจะได้มองดูสีหน้าของอีกฝ่ายให้ชัดแจ้งเต็มสองตา และจะจารึกภาพเหล่านั้นไว้ในห้วงคำนึงมิลืมเลือน ภายหน้าหากคราใดเกิดอารมณ์ขุ่นมัวขึ้น ก็เพียงหยิบภาพเหล่านั้นออกมารำลึกทบทวนสักหน่อย คงจะทำให้นางหายหงุดหงิดได้ดีเสียยิ่งกว่ายาวิเศษใดๆในใต้หล้า!
ข่าวมงคลครั้งใหญ่หลวงนี้มีอานุภาพเสียยิ่งกว่ายาบำรุงใดทั้งสิ้น อนุเสิ่นเพียงรู้สึกว่าทั่วสรรพางค์กายยามนี้กลับเปี่ยมไปด้วยเรี่ยวแรงมหาศาล ประหนึ่งภายในร่างมีแรงวัวแรงควายให้ใช้ไม่รู้จบรู้สิ้น!
นางรีบเกาะข้อมือของเซียงอี๋ที่ยื่นออกมาให้ อาศัยใช้พยุงให้สามารถยืนได้อย่างมั่นคงพลางเอ่ยขึ้นว่า
“ไป! อย่าได้เสียเวลาอยู่ที่นี่ให้เปล่าประโยชน์ ตามข้าไปที่ห้องคลังเดี๋ยวนี้! พวกเรารีบไปตรวจนับทรัพย์สินของพวกเราเสียหน่อย ว่าความมั่งคั่งมหาศาลที่ถาโถมลงมานี้ แท้จริงแล้วจะมีน้ำหนักมากเพียงใด!”
“เจ้าค่ะอนุเสิ่น!”
รอยยิ้มของเซียงอี๋ยามนี้สดใสเจิดจ้าเสียจนแทบทำให้ผู้คนตาพร่ามัว สีหน้าระรื่นเปี่ยมไปด้วยความยินดีปรีดา มิต่างจากใบหน้าของอนุเสิ่นในยามนี้เลยแม้แต่น้อย
เมื่ออำนาจในการปกครองดูแลกิจการภายในเรือนหลังถูกเปลี่ยนมือเช่นนี้ ท้องนภาเหนือจวนจงหย่งโหวก็คล้ายสีสันแปรเปลี่ยนในชั่วข้ามคืนเช่นกัน
บรรดาบ่าวไพร่ล้วนพากันซุบซิบกันลับหลัง แต่ละคนล้วนมีความคิดเห็นแตกต่างกันไป
อนุเสิ่นนั้นมาจากตระกูลพ่อค้าผู้มั่งคั่งร่ำรวย จึงให้ความสำคัญกับเรื่องผลประโยชน์เป็นที่สุด อีกทั้งหัวสมองยังเฉียบไวประหนึ่งถอดแบบบิดามารดามาเต็มๆ เรียกได้ว่าถือกำเนิดมาก็เป็นยอดฝีมือในการดีลูกคิดคำนวณบัญชีแล้ว
ครั้นนางต้องเข้ารับช่วงดูแลกิจการและทรัพย์สินภายในจวน ก็ยิ่งประหนึ่งปลาได้น้ำ