พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่101 ขั้วอำนาจเปลี่ยนมือ?
บทที่101 ขั้วอำนาจเปลี่ยนมือ?
ทว่าเมิ่งซีโจวกลับเพียงยิ้มบางๆ สีหน้าราบเรียบเฉยเมย หาได้สะทกสะท้านใดๆไม่ นางหันไปทางหมออีกหลายท่านที่กำลังหันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แล้วจึงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง ทว่าเด็ดขาดจนมิอาจโต้แย้งได้
“ท่านทั้งหลาย เชิญเถิด”
นางเบี่ยงกายเล็กน้อย ผายมือทำท่าเชื้อเชิญอย่างสุภาพ
ฮูหยินเมิ่งทั้งร้อนใจทั้งเดือดดาล นางถลึงตาจ้องมองเมิ่งซีโจวเขม็ง สายตาคู่นั้นคล้ายจะพ่นไฟออกมาได้!
จากนั้น นางก็รีบหันมองไปทางเมิ่งชินรุ่ย ที่ยามนี้กำลังหลับตาลงพักใจอย่างเหนื่อยหน่าย แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือปนสะอื้น
“ท่านพี่! ท่านดูนางสิ! ท่านจะปล่อยให้นางทำเรื่องเหลวไหลเช่นนี้ต่อหน้าท่านได้อย่างไร ท่านจะปล่อยให้นางถ่วงการงานของท่านหมอโจวเช่นนี้จริงรึ?! ท่านพี่ ท่านรีบจัดการกับนางทีเถิด!”
แต่เมิ่งชินรุ่ยกลับสงบนิ่งราวพระเฒ่าเข้าสู่ญาณสมาธิ แม้แต่เปลือกตาก็มิได้ยกเปิดขึ้นแม้เพียงนิด ทั้งวาจาแม้ครึ่งคำก็ยังไม่มีหลุดออกจากปาก
บรรยากาศภายในห้องพลันอึมครึมกดดันจนถึงขีดสุด
พ่อบ้านเห็นเช่นนั้นย่อมรู้ดีแก่ใจว่า บัดนี้เมิ่งชินรุ่ยได้ยอมรับเงื่อนไขของเมิ่งซีโจวโดยปริยายแล้ว ครานี้จึงไม่กล้าลังเลอีก รีบค้อมกายกล่าวต่อท่านหมอทั้งหลายว่า
“เชิญท่านหมอทุกท่านตามข้าน้อยมาเถิดขอรับ”
กล่าวจบ เขาก็เดินนำหมอทั้งห้าที่มีสีหน้าแตกต่างกันไป ให้แยกไปอยู่ในห้องสงบเงียบทั้งห้าห้องซึ่งอยู่ห่างกัน
เมิ่งซีโจวก้าวไปอยู่ข้างกายฮูหยินเมิ่งแล้วย่อตัวลงนั่ง กุมมือที่สั่นเทาของอีกฝ่ายไว้ พลางเอ่ยปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจอย่างยิ่ง
“ท่านแม่ โปรดอย่าได้ร้อนใจไปเลยเจ้าค่ะ ที่ลูกทำเช่นนี้ก็เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของท่านแม่ให้ประจักษ์! ท่านแม่ลองไตร่ตรองดูเถิด หากมีเพียงหมอโจวผู้เดียวที่กล่าว มิว่าเขาจะพูดเช่นใด คนอื่นๆย่อมอดที่จะนึกเคลือบแคลงสงสัยมิได้ บัดนี้ให้หมอทั้งห้าท่านแยกกันตรวจสอบอย่างอิสระ หากผลที่ออกมาตรงกันทั้งหมด นั่นต่างหากจึงจะเรียกได้ว่าเป็นหลักฐานหนักแน่นดั่งขุนเขา ผู้ใดก็ไม่อาจตั้งข้อกังขาในตัวท่านได้อีกแม้แต่น้อย!”
ฮูหยินเมิ่งฟังถ้อยคำปลอบประโลมที่ดูจริงใจเสียจนเกินจริงนั้น ก็เพียงรู้สึกว่าโลหิตสายหนึ่งพลันตีกลับขึ้นมาจุกกลางลำคอ เบื้องหน้าเริ่มมืดดำเป็นระลอก!
คืนความบริสุทธิ์ให้นางอย่างนั้นรึ?
เพราะมีเมิ่งซีโจวอยู่ที่นี่ตรงนี้ทั้งคนอย่างไรเล่า! นางจึงยิ่งหวาดหวั่นใจว่า ความบริสุทธิ์ของตนจะมิอาจคงรักษาไว้ได้!
ไม่นานนัก หมอทั้งหมดก็ทยอยกันกลับเข้ามา เมิ่งซีโจวเดินตามหมอคนสุดท้ายเข้าห้องมา ก่อนจะเริ่มอ่านข้อความที่อยู่บนกระดาษแผ่นน้อยทีละแผ่น
แท้จริงแล้วหมอทั้งหมดต่างก็มีความรู้สึกเคร่งเครียดอยู่บ้าง เพราะวิธีการเช่นนี้ทำให้พวกเขารู้สึกคล้ายกำลังเข้าสอบอยู่ไม่น้อย พวกเขาล้วนออกจากสำนักมาเป็นหมอรักษาคนมานานหลายปีแล้ว จึงมิได้ลิ้มรสความรู้สึกของการรอคอยคำตอบเช่นนี้มานานมาก
หากมีเพียงผู้ใดผู้หนึ่งที่เขียนคำตอบไม่ตรงกับคนอื่น เช่นนั้นย่อมมิเท่ากับทุบป้ายชื่อเสียงของตนทิ้งหรอกหรือ?
เมิ่งซีโจวค่อยๆคลี่กระดาษออกทีละแผ่น ตั้งใจจะข้อความบนกระดาษออกมา ทว่าเมื่อเห็นแผ่นแรกกลับว่างเปล่า นางจึงช้อนตาขึ้นมองไปทางหมอโจว
อีกฝ่ายเบือนหน้าออกไปพลางกล่าวว่า
“ในเมื่อเจ้าไม่ได้ให้เกียรติข้า แล้วเหตุใดข้าต้องร่วมมือเล่นกลอันน่าเบื่อเช่นนี้กับเจ้าด้วยเล่า?”
เมิ่งซีโจวยิ้มบางอย่างใจกว้าง ก่อนจะโยนกระดาษเปล่าแผ่นนั้นทิ้งไปอย่างไม่ใส่ใจ พลางกล่าวว่า “มิเป็นไร คำตอบของท่านหมอโจวก็ใช่ว่าจะสลักสำคัญอันใดนัก”
วาจาแผ่วเบาเพียงประโยคนั้นของเมิ่งซีโจว กลับประหนึ่งฝ่ามือที่ฟาดลงบนใบหน้าของหมอโจวฉาดใหญ่!
เมิ่งซีโจวไม่แม้แต่จะปรายตามองหมอโจว ที่ยามนี้ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยโทสะเลยสักนิด นางคลี่กระดาษอีกแผ่นออกอ่านทันที
เมื่อหมอโจวเห็นว่าหมอคนอื่นๆต่างพากันเขียนคำตอบ เขาก็ถึงกับเดือดดาลจนเคราพลิ้ว ดวงตาแทบถลนออกจากเบ้า “พวกเจ้าช่างขลาดเขลานัก! ไร้กระดูกสันหลังสิ้นดี! ถึงกับยอมให้เด็กสาวตัวเล็กๆคนหนึ่งชักใยเอาได้ง่ายๆ เช่นนี้หน้าตาของหอหวนชุนคงถูกพวกเจ้าทำลายสิ้นแล้ว!”
ท่านหมอคนอื่นๆต่างนึกขุ่นเคืองอยู่ในใจ ทว่ากลับมิกล้าเอื้อนเอ่ยคำใดตอบโต้
ข้อความบนกระดาษอีกสี่แผ่นที่เหลือ ล้วนมีใจความไม่แตกต่างจากสิ่งที่นางได้เคยวิเคราะห์ไว้ก่อนหน้าเท่าใดนัก กล่าวคือ ทั้งหมดล้วนชี้ไปในทางตรงกันข้ามกับสรรพคุณของยาทั้งสิ้น
ครั้นอ่านจบ เมิ่งซีโจวก็เงยหน้าขึ้นมองเมิ่งชินรุ่ย แล้วแสร้งกล่าวต่อไปว่า “ท่านพ่อ นี่เป็น…ยาพิษเรื้อรังที่ถูกปรุงขึ้นอย่างประณีต ทำให้เกิดฤทธิ์ยาตีกันจริงๆด้วยเจ้าค่ะ!”
เมื่อแผนการดำเนินมาถึงขั้นนี้ได้อย่างราบรื่น ในที่สุดอนุหลิวก็ถึงกับต้องถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกเฮือกหนึ่ง
นับตั้งแต่เริ่มถูกวางยา นางก็แสร้งทำเป็นดื่มยาเข้าไปทุกครั้ง ทว่าแท้จริงกลับแอบเทมันเข้าไปในแขนเสื้อ หลังจากนำไปล้างออกด้วยน้ำแล้ว ก็ปล่อยให้ค่อยๆระเหยจนแห้ง แล้วแอบเก็บสะสมเอาไว้วันแล้ววันเล่า
แม้การรวบรวมผงยานี้อาจดูเป็นเพียงความพยายามที่ไร้ผล แต่ภายในใจของนางกลับคิดอยู่เสมอว่า หากวันหนึ่งวันใดมีเรี่ยวแรงพอจะลุกขึ้นขัดขืนได้ อย่างน้อยก็ต้องมีหลักฐานไว้ใช้พิสูจน์ความทุกข์ทรมานที่นางเคยได้รับมาตลอด
และวันนี้ ในที่สุดนางก็ได้ใช้เจ้าสิ่งนี้เสียที…
เรื่องราวทั้งหมดในวันนี้ เหนือสิ่งอื่นใดล้วนต้องขอบคุณคุณหนูใหญ่ หากมิใช่เพราะนางยื่นมือเข้าช่วยเหลือแล้ว เกรงว่าตัวนางเองก็คงมิอาจมีชีวิตอยู่รอดมาจนถึงวันนี้ได้…
ครั้นคิดได้ดังนั้น อนุหลิวก็หันมองไปทางเมิ่งซีโจว และได้เห็นอีกฝ่ายแอบเก็บผงยาที่เหลืออยู่ยัดใส่เข้าไปในชายแขนเสื้อของตน แล้วทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
อนุหลิว “…”
เมิ่งชินรุ่ยเปิดเปลือกตาขึ้นในที่สุด ก่อนจะประกาศเสียงกร้าวว่า
“นับแต่วันนี้เป็นต้นไป งานดูแลกิจการภายในจวนและเรื่องจิปาถะทั้งหลาย ให้อนุเสิ่นเป็นผู้รับช่วงดูแลไปก่อน ส่วนเจ้า… ในฐานะฮูหยินเอก เจ้าจงนอนเอกเขนกพักผ่อนให้ดีเถิด”
กล่าวจบ เขาก็มิได้ชายตามองผู้ใดอีก สาวเท้าก้าวยาวออกไปอย่างไม่ไยดี
เมิ่งซีโจวยืนมองส่งเมิ่งชินรุ่ยที่เดินจากไป ครั้นแล้วจึงค่อยเดินเข้าไปใกล้ฮูหยินเมิ่ง ที่บัดนี้ใบหน้าปราศจากสีเลือดจนขาวซีด เอ่ยปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
“ท่านแม่ ท่านพ่อคงจะหวังดีต่อท่าน ท่านแม่สู้ลำบากตรากดูแลกิจการภายในเรือนหลังมานานนับสิบปี คิดอ่านวางแผนจนแทบสิ้นเรี่ยวแรง บัดนี้ย่อมสมควรต้องพักผ่อนเสียบ้าง”
ฮูหยินเมิ่งเงยหน้าขึ้นฉับพลัน ดวงตาทั้งสองบวมช้ำจนกลายเป็นหรี่แคบ ยามนี้กลับมีไอของความอาฆาตแค้นชิงชังฝังลึกปรากฏให้เห็น!
กระดานหมากตานี้ เมิ่งซีโจวมุ่งเป้ามาที่อำนาจในการปกครองดูแลเรือนหลังภายในจวนของนาง ทั้งนี้เพื่อกำจัดขุมอำนาจให้สิ้นซาก และเมื่อไร้ซึ่งอำนาจทั้งหมดในเรือนหลังแล้ว นางย่อมมิต่างอันใดจากคนที่สูญสิ้นแขนขาทั้งสี่ จะกระทำสิ่งใดก็ล้วนแต่ยากลำบากไปหมด
เพลงหมากถอนฟืนใต้ก้นหม้อนี้ นับว่าเล่นได้อย่างแยบคายถึงขีดสุดจริงๆ!
นางจ้องเมิ่งซีโจวตาเขม็ง ริมฝีปากขยับอยู่สองสามครา ทว่าในท้ายที่สุดกลับเปล่งออกมาได้เพียงเสียงหัวเราะเย็นเย็นเยียบสั้นๆ
นางรู้ดีว่า ในยามนี้แม้จะปะทะคารมกับเมิ่งซีโจวไป ก็มีแต่จะทำให้ตนยิ่งอับอายมากขึ้น และจะยิ่งกลายเป็นตัวตลกให้ผู้คนต้องหัวเราะเยาะเท่านั้น!
เมิ่งซีโจวมองสภาพของฮูหยินเมิ่งแล้วก็ถึงกับทอดถอนใจออกมาแผ่วเบา ประหนึ่งกำลังเผชิญหน้ากับผู้อาวุโสในบ้านที่ดื้อรั้นมิฟังคำผู้ใด
นางหาได้ใส่ใจฮูหยินเมิ่งอีกต่อไปไม่ ลุกขึ้นหันกายเดินตรงไปหาอนุหลิวที่ยามนี้นอนระทวยอยู่กับพื้น ก่อนจะยื่นมือทั้งสองออกไปช่วยประคองร่างของนางขึ้นมาอย่างอ่อนโยนแต่มั่นคง แล้วพยุงพานางออกจากเรือนแห่งนี้ไป