พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่104 ฝึกสุนัขครั้งที่สอง
บทที่104 ฝึกสุนัขครั้งที่สอง
เมิ่งซีโจวข่มอารมณ์ที่กำลังพลุ่งพล่านในใจลงเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆหมุนกายหนึ่งรอบอย่างแช่มช้าต่อหน้าเขา แล้วรอยยิ้มปลอบประโลมก็เบ่งบานขึ้นบนใบหน้า “ข้าปลอดภัยดี ไม่เป็นอะไรเลยแม้แต่น้อย โชคดีที่คุณชายช่างลงมือช่วยเหลือคุ้มครองข้าได้ทันท่วงที”
ครั้นยืนยันได้แล้วว่านางปลอดภัยไร้อันตรายจริงๆ เส้นประสาทที่ขึงตึงของฉู่เซียวจึงค่อยผ่อนคลายลงเล็กน้อย
ทว่าในขณะเดียวกัน ความหวาดผวาภายหลังเกิดเหตุการณ์ พร้อมด้วยโทสะที่ยากจะพรรณนาก็พลันทะลักขึ้นสู่จิตใจของฉู่เซียว เขาขมวดคิ้วแน่น เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเจือตำหนิและไม่เข้าใจอยู่หลายส่วน
“เหตุใด…เหตุใดทุกครั้งที่ข้าพบแม่นาง ท่านจึงตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายเช่นนี้เสมอ?”
เมิ่งซีโจวลอบหัวเราะเบาๆภายในใจ แต่สีหน้ากลับมิได้เผยพิรุธออกมาแม้เพียงเสี้ยว
เพราะรู้ว่าอาจมีอันตรายเกิดขึ้นกับตน ข้าจึงได้จงใจออกมาตามหาเจ้าโดยเฉพาะอย่างไรเล่า
การที่วีรบุรุษช่วยหญิงงามในคราแรก แม้จะสลักลึกตรึงใจนัก แต่หากคิดจะเปลี่ยนความหวั่นไหวครานั้นให้กลายเป็นความรู้สึกอันยากจะตัดขาด เช่นนั้นก็จำต้องมีสิ่งกระตุ้นที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม จำต้องอาศัยคนลงมือแต่งแต้มเพิ่มอีกสักหลายพู่กัน
ตัวอย่างเช่น…คนในดวงใจเกือบต้องจากตนไปชั่วกาล
เมื่อฉู่เซียวได้เห็นกับตาตนเองว่านางตกอยู่ท่ามกลางวิกฤต ทั้งยังเป็นเขาเองที่ช่วงชิงนางกลับมาจากเงื้อมมือมัจจุราชได้ทุกครั้ง ความหวาดกลัวเช่นนั้น รวมถึงความยินดีแทบคลุ้มคลั่งที่ได้นางกลับคืนมา หลังเกือบต้องสูญเสียนางไปชั่วกาล เพียงเท่านี้ย่อมมากพอจะเปลี่ยนความรู้สึกดีอันพร่าเลือนในใจเขา ให้แปรเป็นเพลิงรักที่รุนแรงได้
เพื่อการนี้ นางถึงขั้นกำชับลั่วกู่ไว้ล่วงหน้าก่อนแล้วว่า หากนางเผชิญกับอันตรายเมื่อใด ขอให้เขาอดใจรอก่อน และพยายามเปิดทางให้ฉู่เซียวได้ลงมือช่วยนางด้วยตนเองให้มากที่สุด
แม้ยามนั้นสายตาที่ลั่วกู่มองนางจะสับสนเสียยิ่งกว่ากำลังมองคนเสียสติอยู่ก็ตาม แต่ท้ายที่สุด เขาก็จำต้องตอบรับและยอมทำตามอยู่ดี
เมิ่งซีโจวจ้องลึกลงไปในดวงตาลุ่มลึกคู่นั้นของฉู่เซียว ซึ่งยามนี้ยังเจือแววหวาดผวาอยู่ไม่หาย ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างแช่มช้าว่า
“แน่นอนว่า… เป็นเพราะมาตามหาท่านอย่างไรเล่า”
ฉู่เซียวเพียงรู้สึกว่า หัวใจตนราวกับถูกบางสิ่งพุ่งเข้ากระแทกอย่างรุนแรง!
คำพูดง่ายๆเพียงไม่กี่คำนั้น กลับประหนึ่งมีมนตร์สะกดตกลงสู่ส่วนที่อ่อนนุ่มที่สุดของหัวใจ และก่อให้เกิดคลื่นมหาศาลซัดกระหน่ำอยู่ภายใน จนเขาไม่อาจรักษาความสงบนิ่งในใจไว้ได้อีกต่อไป
เขาได้แต่จ้องมองนางนิ่งงัน ชั่วขณะหนึ่งถึงกับลืมสิ้นแม้แต่จะเอื้อนเอ่ยวาจา
เมิ่งซีโจวฉวยจังหวะที่เขากำลังเหม่อลอยนั้น สานต่อคำโป้ปดอันชวนให้ผู้คนใจสั่นด้วยท่าทีสงบเยือกเย็นยิ่ง ดวงตาคู่งามเปิดเผยตรงไปตรงมา ทั้งยังร้อนแรงยิ่งนัก
“ท่านคืนห้องพักแล้วหายไปอย่างไร้ร่องรอย ฟ้าดินกว้างใหญ่เพียงนี้ ข้าจึงไม่รู้เลยว่าควรต้องไปตามหาท่านที่แห่งหนใด… ด้วยความร้อนใจจึงได้คิดวิธีโง่เขลาเช่นนี้ขึ้นมา ข้าคิดว่าหากข้าตนตกอยู่ในภัยอันตราย คุณชายย่อมไม่อาจนิ่งดูดายเป็นแน่ บางที… ท่านอาจปรากฏกายขึ้นเหมือนเช่นยามนี้ ดุจเทพทหารที่สวรรค์ประทานลงมาช่วยข้าอย่างทันท่วงทีก็เป็นได้?”
ขณะกล่าว นางก็มองเห็นชัดเจนว่าใบหูทั้งสองของฉู่เซียวนั้น ค่อยๆแดงระเรื่อขึ้นอย่างรวดเร็ว จนสามารถมองเห็นชัดเต็มสองตา ทว่าสายตาของนางกลับยังคงสบประสานกับสายตาของเขาแน่นิ่ง มิได้มีทีท่าว่าจะหลบเลี่ยงเลยแม้แต่น้อย
ฉู่เซียวถูกนางจ้องมองเสียจนออกอาการกระอักกระอ่วน ครั้นแล้วจึงเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่า ตนนั้นมิได้ทิ้งหนทางติดต่อไว้ให้นางเลยแม้แต่น้อย จากไปอย่างเงียบงันราวกับอันตรธานหายวับไปจากโลกใบนี้โดยแท้
หลายวันที่หาเขาไม่พบ นางคงจะเป็นกังวลยิ่งนัก และคงจะเป็นทุกข์ใจไม่น้อยเลยกระมัง?
ความรู้สึกผิดรุนแรงสายหนึ่งพลันพุ่งเข้าจับใจเขาอย่างฉับพลัน
“ข้าขออภัย ข้า…” เสียงของฉู่เซียวแหบแห้งเล็กน้อย
“ไม่จำเป็นต้องขออภัยข้าหรอก” เมิ่งซีโจวเอ่ยตัดบทเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน รอยยิ้มที่มุมปากยิ่งลึกล้ำกว่าเดิม “ข้าคิดว่า ด้วยวาสนาระหว่างเราสองคน ต่อให้สวรรค์พรากไปชั่วคราว สุดท้ายย่อมต้องจัดให้เราทั้งคู่กลับมาพบกันอีกอยู่ดี เหมือนที่เป็นอยู่ในยามนี้ จริงหรือไม่เล่า?”
นางเว้นจังหวะครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อว่า “แต่จะว่าไป คุณชายเองก็มิได้มาหาข้ามิใช่รึ หรือเป็นเพราะว่า…จะยังคาดเดาชื่อของข้าไม่ได้กระมัง?”
ฉู่เซียวสัมผัสได้ว่าใบหน้าของตนนั้นร้อนผ่าวยิ่งกว่าเดิม ความขุ่นข้องขัดใจที่เกิดจากความโง่เขลาของตนพลันเอ่อล้วนท่วมท้นในใจ
เขาส่ายหน้าไปมาอย่างคนที่พ่ายแพ้ แล้วเอ่ยเสียงต่ำว่า “……ยังคาดเดาไม่ออก”
เมิ่งซีโจวยังคงยิ้มเย็นละมุนดุจสายน้ำ “ไม่เป็นไร เช่นนั้นก็ให้ข้าลองเดาชื่อของคุณชายก่อนดีหรือไม่?”
“ฉู่เซียว” ฉู่เซียวเอ่ยบอกชื่อตนออกมาแทบในทันทีอย่างไม่ลังเล “แม่นางไม่จำต้องคาดเดาก็ได้”
เมิ่งซีโจว “……”
รอยยิ้มบนใบหน้านางพลันชะงักค้างไปชั่วขณะหนึ่ง
บุรุษผู้นี้ซื่อตรงเกินไปจริงๆ ถึงขั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรหยอกเย้าเยี่ยงไรกับสตรี
นานทีปีหน นางจึงจะเป็นฝ่ายเสียเชิงเล็กน้อยในการปะทะวาจาเช่นนี้
เพื่อเป็นการกู้หน้ากลับคืนมา เมิ่งซีโจวจึงหยิบถ้อยคำหวานเลี่ยนหูขึ้นมากล่าวอีกครา
“ฉู่เซียว…ช่างประหลาดนัก ข้ากลับรู้สึกว่าชื่อนี้คุ้นหูอยู่บ้าง ราวกับเคยได้ยินที่ใดมาก่อน หรือว่าชาติที่แล้ว…พวกเราต่างก็เคยรู้จักกันมากระมัง?”
ดังคาด ใบหูของฉู่เซียวแดงก่ำขึ้นมาอีกคราอย่างมิอาจควบคุม แม้แต่ลมหายใจก็ดูประหนึ่งชะงักงันไปชั่วขณะ
เขารีบเบือนสายตาหนี ไม่กล้าสบมองนัยน์ตาคู่นั้นของนางอีกเลย ดวงตาที่ราวกับจะสามารถช่วงชิงวิญญาณผู้คนไปได้ทั้งเป็น
เมิ่งซีโจวที่สามารถตีตื้นกลับมาได้หนึ่งกระบวนท่า ยามนี้แววแห่งชัยชนะพลันวาบผ่านดวงตาทั้งสองพร้อมกับรอยยิ้มบางเบา
นางเห็นว่าเย้าหยอกพอควรแล้วก็ต้องรู้จักหยุด จึงได้เอ่ยลา
“ข้าออกมานานพอควรแล้ว ที่จวนยังมีเรื่องให้ต้องจัดการ ข้าคงต้องกลับก่อนแล้ว คุณชาย ไว้พบกันใหม่”
ครั้นนางหมุนกายหมายจะจากไป ฉู่เซียวที่คล้ายรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่ตนมี รีบเอ่ยขึ้นจากด้านหลังอย่างร้อนรน
“เดี๋ยวก่อน! หากคราวหน้าพบกันอีก ท่าน…จะยังพูดจากับข้าเช่นนี้อีกหรือไม่? หรือว่า…จะกลับไปทำตัว…เย็นชาห่างเหินกับข้าอีกครา?”
เขายังมิอาจลืมท่าทีเหินห่างที่นางแสดงออกมาอย่างกะทันหันในคราก่อนได้ ความรู้สึกนั้นประหนึ่งถูกน้ำเย็นจัดหนึ่งถังราดรดลงมาจากศรีษะ
ฝีเท้าของเมิ่งซีโจวพลันหยุดลงชั่วครู่ ก่อนจะค่อยๆหันกายกลับมา แสงตะวันแห่งเหมันต์ฤดูทอดจับใบหน้าด้านข้างของนาง ขับเน้นให้เงาร่างที่งดงามนั้นยิ่งดูงดงามเหนือสตรีใดมากขึ้นอีก
นางมิได้ตอบเขาโดยตรง เพียงแต่ทอดสายตามองเขา แววตานั้นแฝงความลึกล้ำบางประการที่ฉู่เซียวมิอาจหยั่งถึง
“ข้าไม่อาจรับปากสิ่งใดกับท่านได้ โลกมนุษย์แปรผันไม่แน่นอน น้ำใจคนก็เปลี่ยนแปลงได้ง่าย…แต่ว่า”
น้ำเสียงของนางพลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“ข้าหวังว่าเมื่อเราพบกันอีกครา ท่านจะสามารถเรียกชื่อของข้าได้ และเมื่อนั้น…บางทีทุกสิ่งอาจแตกต่างไปจากเดิม”
กล่าวจบ นางก็หมุนกายเดินจากไปอีกครา แผ่นหลังบางงดงามนั้นเลือนหายไปจากหัวมุมถนนอย่างรวดเร็ว
ฉู่เซียวยืนนิ่งงัน จ้องมองไปยังทิศทางที่นางหายลับไปอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจังว่า
“เข้าใจแล้ว”