พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่103 อนุเสิ่นผู้กุมอำนาจ (2)
บทที่103 อนุเสิ่นผู้กุมอำนาจ (2)
หากเป็นอนุคนอื่นๆ บางทีอาจยังต้องใช้เวลาทำความคุ้นเคยกับสมุดบัญชี จัดระเบียบความสัมพันธ์กับผู้คน ทั้งยังต้องไล่เรียงกิจธุระทั้งหลายภายในจวนให้เข้าที่เข้าทางเสียก่อน ทว่าอนุเสิ่นกลับพุ่งตรงไปยังร้านค้าที่ทำกำไรได้มากที่สุดอย่างไม่รีรอ
เพียงไม่กี่วันเท่านั้น นางก็อาศัยสัญชาตญาณด้านการค้าที่ซึมซับมาแต่เยาว์วัย ประกอบกับวิธีการอันเฉียบขาดว่องไว ฉวยโอกาสจัดซื้อสินค้าปลายปีได้อย่างแม่นยำ กดต้นทุนให้ต่ำลง ยกราคาขายให้สูงขึ้น จนผลกำไรของร้านหลักหลายแห่งพุ่งทะยานเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว!
สมุห์ญชีเดินอุ้มสมุดบัญชีที่เพิ่งจัดทำเสร็จใหม่ไว้ในอ้อมแขน จ้องมองนายหญิงคนใหม่ที่มีทักษะด้านการค้าประดุจ ‘เทพเจ้าแห่งโชคลาภ’ ด้วยความเลื่อมใสถึงขั้นยอมศิโรราบ
ส่วนอนุเสิ่นเองก็ยิ่งปิติยินดีจนหุบยิ้มไม่ลง ทุกเมื่อเชื่อวันเอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องบัญชี จ้องมองสมุดบัญชีพวกนั้นมากเสียยิ่งกว่ามองบุตรีแรกเกิดของตนเองด้วยซ้ำ นางมักจะนั่งอยู่ในห้องบัญชีจนดึกดื่นค่อนคืน หากฟ้ายังมิเงียบสงัด นางก็มิอาจตัดใจกลับเรือนหลัวหลินได้ลง
ทว่านอกเหนือจากเรื่องบัญชีเงินทองแล้ว อนุเสิ่นกลับแทบไม่รู้เรื่องงานจุกจิกอื่นๆภายในจวนเลยแม้แต่น้อย หรือจะกล่าวให้ถูกก็คือ นางคร้านจะไปทำความเข้าใจกับเรื่องความสัมพันธ์อันซับซ้อนของมนุษย์ ตลอดจนระเบียบแบบแผนและขนบธรรมเนียมทั้งหลายเหล่านั้นต่างหาก
ด้วยเหตุนี้เอง สารพัดปัญหาจึงได้ถาโถมเข้ามาหานางไม่ขาดสาย
“อนุเสิ่น! แย่แล้วเจ้าค่ะ! หลี่เอ้อร์ผู้ดูแลเรื่องจัดซื้อของห้องครัวตบตีกับภรรยาของตนเข้าแล้ว! เมียของหลี่เอ้อร์กล่าวหาว่าเขาขโมยเนื้อขาหลังหมูไปกว่าครึ่งซีก แอบเอาไปให้แม่ม่ายคนรักข้างนอกเจ้าค่ะ!”
“อนุเสิ่น! จางพัวจื่อจากเรือนปีกตะวันตกมาร้องทุกข์เจ้าค่ะ บอกว่าถ่านซวงอิ๋นที่แบ่งมาที่เรือนของนางมีปริมาณไม่เพียงพอ เผาอย่างไรก็ไม่อุ่น จนคุณชายน้อยหนาวจามไม่หยุดแล้วเจ้าค่ะ!”
เรื่องทำนองนี้ล้วนเป็นเรื่องจุกจิกหยุมหยิม ทว่ากลับพัวพันถึงผลประโยชน์และสายสัมพันธ์ของผู้คนมากหน้าหลายตาภายในจวน
อนุเสิ่นถูกรบกวนด้วยเรื่องหยุมหยิมเหล่านี้จนถึงกับเวียนเศียร มึนงง แต่วิธีจัดการของนางนั้นกลับเรียบง่ายเสียยิ่งกว่าอะไร มิว่าใครผิดใครถูก ขอเพียงเรื่องมาถึงตรงหน้านาง นางก็สั่งโบยทั้งสองฝ่าย ฝ่ายละห้าสิบไม้เป็นอันจบสิ้น!
วิธีตัดสินโดยไม่แยกแยะดำขาวเช่นนี้ ทำให้บรรดาบ่าวไพร่ภายในจวนรู้สึกทุกข์ระทมเป็นอย่างยิ่ง ต่างรู้สึกเพียงว่าชีวิตความเป็นอยู่ในยามนี้ ยิ่งลำบากกว่าเมื่อครั้งอยู่ภายใต้การปกครองของฮูหยินเมิ่งเสียอีก
ทว่า นี่เป็นการตัดสินใจของนายท่าน แล้วพวกเขาบ่าวไพร่ยังจะทำอันใดได้เล่า? จึงทำได้เพียงแค่กัดฟันอดทน อยู่ใต้ฝ่ามือของ ‘เทพเจ้าแห่งโชคลาภ’ ผู้นี้ มีแต่ต้องทนทุกข์ไปวันแล้ววันเล่าเท่านั้น
หลายวันมานี้ เมิ่งซีโจวออกจากจวนบ่อยขึ้นทุกที
ฮูหยินเมิ่งที่จู่ๆก็พลันสูญสิ้นอำนาจบารมี ถูกริบสิทธิ์ในการปกครองดูแลกิจการภายในจวน และยังถูกกักบริเวณไว้ที่เรือนโยวหลานเช่นนี้ ด้วยอุปนิสัยเจ้าคิดเจ้าแค้นของนาง เกรงว่ายามนี้คงจะกำลังขบคิดจนสมองแทบแตก เพื่อวางแผนเล่นงานเมิ่งซีโจว ผู้เป็นต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมดอยู่อย่างแน่นอน
แต่เมิ่งซีโจวเองก็กำลังรอคอยอยู่เช่นกัน… นางกำลังรอให้ฮูหยินเมิ่งอดกลั้นไม่ไหว แล้วลงมือกับนางเสียที
เมิ่งซีโจวประหนึ่งพรานเฒ่าผู้ช่ำชองในพงไพร ค่อยๆวางกับดักอย่างอดทน แล้วเฝ้าคอยให้เหยื่อก้าวพลาดเข้ามาด้วยตนเอง
วันนั้นนางมิได้นั่งรถม้า หากแต่เดินทอดน่องเอื่อยเฉื่อยอยู่ตามถนนหนทางในเมืองหลวง
แสงตะวันยามเหมันต์ฤดูเจือไออุ่นบางเบา สาดต้องลงบนพื้นถนนหินเขียว ดูผิวเผินคล้ายนางกำลังเดินเรื่อยเปื่อยไร้จุดหมายอยู่ ทว่าแท้จริงแล้วนางกำลังตามหาคนผู้หนึ่งซึ่งมิได้พบมานานอยู่ต่างหาก
ฉู่เซียว…
ห้องพัก ณ โรงเตี๊ยมจันทร์ล้อม เขาได้คืนห้องไปนานแล้ว ยามนี้จึงประดุจหยาดน้ำหยดหนึ่งที่ไหลรวมลงสู่มหาสมุทร หายลับไปอย่างไร้ร่องรอย
เมิ่งซีโจวมิอาจเฝ้ารออยู่ที่รังกระต่ายได้ดังเดิมอีก จึงได้แต่ต้องเป็นฝ่ายออกจู่โจมไล่จับ ‘เจ้ากระต่าย’ ในเมืองหลวงอันกว้างใหญ่แห่งนี้เสียเอง
เดินไปได้ราวครึ่งชั่วยาม ขาทั้งสองก็เริ่มเมื่อยล้าขึ้นบ้างแล้ว เมิ่งซีโจวจึงหยุดฝีเท้าลงที่หัวมุมถนนที่ค่อนข้างเงียบสงบแห่งหนึ่ง พอดีข้างทางมีหญิงชราผู้หนึ่งกำลังขายถังหูลู่ นางจึงซื้อมาลองชิมหนึ่งไม้
ฝีมือของหญิงชราผู้นี้นับว่าไม่เลว ขณะที่เมิ่งซีโจวกำลังกินด้วยความเพลิดเพลินอยู่พอดี และในยามนั้นเอง…
“ฟิ้ว—”
พลันมีเสียงแหลมคมของวัตถุพุ่งแหวกอากาศดังเสียดหูขึ้นอย่างกะทันหัน!
เดิมทีเมิ่งซีโจวก็เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงธนูอยู่แล้ว เสียงลูกธนูพุ่งแหวกผ่านห้วงอากาศมาเช่นนี้ แน่นอนว่านางย่อมต้องคุ้นเคยเสียยิ่งกว่าจังหวะหัวใจของตนเองอีก!
เพียงชั่วประกายไฟเกิด นางก็สามารถจับทิศทางที่ลูกธนูพุ่งตรงเข้ามาได้แล้ว! สัญชาตญาณการตอบสนองว่องไวเสียยิ่งกว่าความคิด นางรีบกระโดดเข้าคว้าร่างของหญิงชราที่กำลังนับเหรียญทองแดงอยู่ แล้วกระชากจนล้มลงเพื่อหลบลูกธนูไปทางด้านข้างพร้อมกันทันที!
“โอ๊ย!” หญิงชราร้องอุทานออกมาเสียงดังลั่น เพราะไม่ทันตั้งตัวก็ถูกเมิ่งซีโจวฉุดกระชากจนล้มเซถลาไป ทั้งสองล้มกลิ้งไปกับพื้นศิลาเย็นเยียบอย่างน่าเวทนา
แต่ยังไม่ทันที่ลูกธนูจะร่วงหล่นลงพื้น ถัดจากนั้น ก็มีเสียงแหวกห้วงอากาศที่เฉียบคมรุนแรงยิ่งกว่าดังขึ้นอีกสาย ลูกธนูที่พุ่งตามมาทีหลังแต่กลับพุ่งถึงก่อนอย่างรวดเร็ว!
ลูกธนูขนนกดอกหนึ่งพุ่งผ่านห้วงอากาศตรงเข้าใส่ลูกธนูที่กำลังจู่โจมเมิ่งซีโจวอย่างแม่นยำ แล้วลูกธนูทั้งสองก็ปะทะกันอย่างรุนแรงกลางห้วงนภา ก้านธนูหักสะบั้นเป็นสองท่อนในบัดดล ก่อนจะร่วงหล่นลงสู่พื้นในลำดับต่อมา!
เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายในชั่วลมหายใจเดียว!
หัวใจของเมิ่งซีโจวพลันเต้นกระหน่ำไม่หยุด ลมหายใจถี่กระชั้นยังไม่ทันสงบลง แผ่นหลังก็มีเหงื่อเย็นผุดซ่านออกมาด้วยความหวาดผวา
นางไม่มีแก่ใจจะสนใจหญิงชราข้างกายที่ตกอกตกใจเสียจนขวัญกระเจิง และกำลังพร่ำคำขอบคุณนางอย่างตะกุกตะกักเลยสักนิด รีบลุกขึ้นจากพื้นอย่างรวดเร็ว แล้วเพ่งสายตาร้อนแรงเป็นประกายไปยังทิศที่ลูกธนูถูกยิงออกมา—
เงาร่างของคนผู้หนึ่งซึ่งนางเฝ้าคอยมานานแสนนาน บัดนี้กำลังถือคันธนูอยู่ในมือ ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความร้อนใจที่ยังมิเลือนหาย
“คุณชาย!” เสียงของเมิ่งซีโจวสั่นสะท้านเล็กน้อยหลังจากเพิ่งพ้นภัยมาได้อย่างหวุดหวิด ทว่าในการสั่นนั้น กลับแฝงความยินดีที่เพียงแค่หย่อนเบ็ด เหยื่อก็งับติดกับเข้าแล้วเสียมากกว่า
ฉู่เซียวก้าวพรวดไม่กี่ก้าวก็พุ่งมาถึงตรงหน้านาง เอ่ยถามพร้อมสายตาที่เต็มไปด้วยความร้อนใจ “แม่นางบาดเจ็บหรือไม่?”
น้ำเสียงนั้นแฝงไว้ด้วยความห่วงใยอย่างเห็นได้ชัด