พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่106 ข่าวดีเจ้าค่ะ! องค์รัชทยาทเสด็จมาเพื่อพบคุณหนู!
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่106 ข่าวดีเจ้าค่ะ! องค์รัชทยาทเสด็จมาเพื่อพบคุณหนู!
บทที่106 ข่าวดีเจ้าค่ะ! องค์รัชทยาทเสด็จมาเพื่อพบคุณหนู!
เพียงแค่เอ่ยคำนี้ออกจากปาก ยังรู้สึกราวกับถูกน้ำแกงเดือดลวกลิ้นเข้าให้แล้ว! แต่นายท่านกลับคิดจะลงมือทำเช่นนั้นจริงๆหรือ?!
ลั่วกู่รู้สึกว่าสามัญสำนึกของตนถูกพลิกคว่ำจนสิ้น เขายืนแน่นิ่งแข็งค้างอยู่กับที่ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขารู้สึกขัดขืนไม่เห็นด้วยกับวาจาของผู้เป็นนาย จนได้แต่ต้องเงียบงันไป
ไม่เพียงเท่านั้น ยามนี้เขาถึงขั้นอยากจะถอยกรูดออกจากห้องตำรานี้ ที่ทำให้เขารู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจหายคอไม่ออก
ซ่งเฉิงจี้ยามนี้ คล้ายไม่ทันสังเกตเห็นสีหน้าราวพบเจอภูติผีของลั่วกู่เลยสักนิด มือซ้ายพลันยกขึ้นค้ำใต้คางไว้อย่างเกียจคร้าน นิ้วยาวเรียวแตะมุมปากของตนแผ่วเบาอย่างลืมตัว
ครู่หนึ่งให้หลัง เขาราวกับตัดสินใจได้แล้ว แววตาพลันสงบลงเล็กน้อยขณะเอ่ย
“เช่นนั้น พรุ่งนี้ก็ไปจวนจงหย่งโหวกันสักเที่ยวเถิด”
ครั้นกล่าวจบ เขาก็หยุดไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสริมต่อว่า
“จวนจงหย่งโหวอยู่ติดกับจวนองค์หญิงใหญ่พอดี ข้าจะได้ถือโอกาสแวะไปหารือเรื่องชายแดนกับเสด็จอาด้วย”
บัดนั้น ลั่วกู่จึงพลันกระจ่างแจ้งในบัดดลว่า ที่องค์รัชทายาททรงตรัสว่า ‘ส่งคนที่ดีกว่านี้ไปให้เลือก’ นั้น ที่แท้ก็หมายถึง…พระองค์เองต่างหากเล่า!
ภายในใจของเขาพลันบังเกิดห้วงอารมณ์หลากหลายเอ่อท้น จนยากจะพรรณนาออกมาเป็นคำพูดได้
ภาวะมึนงงเลื่อนลอยจากนี้ ได้ติดตัวลั่วกู่เรื่อยมาจนกระทั่งกลับถึงจวนจงหย่งโหว
เขาเพิ่งปรากฏกายที่จุดซ่อนตัวภายในจวน ยังมิทันได้เข้าไปรายงานเมิ่งซีโจว ก็เห็นนางกำลังเล่นกิ่งเหมยขาวในมือที่ดอกตูมกำลังแย้มบ้านอยู่ พลางหันมายิ้มละมุนให้เขาพร้อมเอ่ยถามขึ้นว่า
“พระองค์จะเสด็จมาเมื่อใด?”
ลั่วกู่ถึงกับสะท้านสะเทือนไปทั้งใจ!
ที่ตำหนักบูรพา เขาก็เพิ่งถูกวาจาสะเทือนฟ้าของผู้เป็นนายทำตกใจเสียขวัญจนหนีกลับมาแทบไม่ทัน ครั้นกลับมาถึงที่นี่ ยังต้องมาพบเจอกับคำถามราวรู้ล่วงหน้าของเมิ่งซีโจวอีกหนึ่งประโยค ยามนี้รู้สึกคล้ายวิญญาณแทบหลุดจากร่าง!
นี่กระมั่งคือสิ่งที่เรียกว่า ‘หยั่งรู้ดุจเทพเซียน’?
หรือแท้จริงแล้ว คุณหนูเมิ่งผู้นี้จะรู้จักนายของเขาดีชนิดที่ลึกเข้าไปถึงกระดูกดำกระมัง?
แต่แล้วจู่ๆ ลั่วกู่ก็คล้ายเพิ่งเข้าใจบางสิ่งบางอย่างขึ้นมาได้รางเลือน ว่าเหตุใดองค์ชายจึงทรงส่งคนสนิทในหมู่องค์รักษ์ที่ไว้ใจที่สุดเช่นตน ให้มาคอยอยู่ข้างกายคุณหนูเมิ่ง
สมแล้วที่เป็นชะตาหงส์ซึ่งสวรรค์ลิขิตโดยแท้…
ผู้หนึ่งลุ่มลึกดุจห้วงน้ำที่มิอาจหยั่ง ส่วนอีกคนกลับกระจ่างใสดุจกระจกวารี ทั้งสองช่างเป็น…คู่ที่ฟ้าดินสร้างสรรมาให้กันและกันโดยแท้!
เขาข่มคลื่นลมรุนแรงภายในใจลง ค้อมกายก้มศีรษะเอ่ยตอบด้วยความนอบน้อม
“เรียนคุณหนู พรุ่งนี้ขอรับ”
เมิ่งซีโจวได้ยินดังนั้น รอยยิ้มมุมปากก็ยิ่งลึกขึ้นอีกหลายส่วน นางเอ่ยประเมินด้วยเสียงเนิบช้าว่า
“ดูท่า…พระองค์จะทรงใจร้อนไม่น้อยทีเดียว”
ลั่วกู่ “……”
องครักษ์ผู้ซื่อตรงได้แต่หลุบตามองปลายจมูกตน จิตใจจดอยู่แต่ภายใน มิกล้าต่อปากต่อคำแม้เพียงครึ่งพยางค์
“แต่ก็ดีเหมือนกัน” เมิ่งซีโจวยกดอกเหมยขาวในมือขึ้นจ่อที่ปลายจมูกตน สูดดมกลิ่นหอมอย่างแผ่วเบา “ไว้พระองค์เสด็จมาเมื่อใด ก็คงได้เวลาปล่อยเมิ่งหนานอี้ที่ถูกโซ่ล่ามออกมาเดินเพ่นพ่านเล่นสักหนแล้ว”
—
หลายวันที่อนุเสิ่นเข้ามากุมอำนาจในเรือนหลัง บ่าวไพร่ชั้นล่างทั่วทั้งจวนจงหย่งโหวต่างต้องเผชิญความทุกข์ยากลำเค็ญกันถ้วนหน้า ส่วนเมิ่งหนานอี้ที่อยู่ในเรือนหลานจื่อนั้น กลับยิ่งทุกข์ทรมานกว่าใครๆ นางทุกข์ทรมานชนิดที่ว่าหนึ่งวันยาวนานเหมือนหนึ่งปีเลยทีเดียว
นางเป็นดั่งบุปผาอ่อนบอบบาง เติบโตโดยอาศัยร่มเงาไม้ใหญ่สูงเสียดฟ้าอย่างฮูหยินเมิ่งมาแต่เล็ก เคยชินกับการถูกทะนุถนอมเลี้ยงดูมาอย่างดี และเคยชินกับการคอยรับคำสั่งมารดาแล้วลงมือทำตามเท่านั้น
บัดนี้ต้นไม้ใหญ่ที่ตนพึ่งพิงมาตลอดพลันโค่นล้ม นางจึงถูกกักกันให้อยู่แต่ในเรือนหลานจื่อ สูญเสียผู้ชี้นำไปกะทันเช่นนี้ นางจึงมิต่างอันใดจากแมลงวันไร้หัวตัวหนึ่ง
ยังดีที่ฐานะของนางนับว่าพิเศษอยู่บ้าง ต่อให้อนุเสิ่นจะกำเริบเสิบสานมากเพียงใด ก็ยังไม่กล้าหักหาญถึงขั้นหักลดเบี้ยหวัดกับของใช้ประจำวันของนาง และไม่อาจข่มเหงว่าที่พระชายาแห่งองค์รัชทายาทผู้จะมีตำแหน่งสูงส่งในวันหน้าอย่างเปิดเผยนัก
ทว่า สิทธิพิเศษและความสะดวกสบายทั้งหลาย ที่เมื่อก่อนเพียงนางปรายสายตาคราเดียว บรรดาบ่าวไพร่ก็ล้วนรู้ใจเป็นอย่างดี และรีบนำมาประเคนให้อย่างฉับพลัน บัดนี้กลับสูญเสียไปจนหมดสิ้นแล้ว!
แม้อยากฟังบทบรรเลงทำนองใหม่ซึ่งกำลังเป็นที่นิยม? ก็ไร้ผู้ใดไปเชิญมาบรรเลงให้ฟัง
ต้องการลิ้มรสขนมจากร้านเก่าแก่ชื่อดังนอกเมืองสักคำรึ? ก็ไร้ผู้ใดวิ่งเต้นไปจัดหามาให้
สิ่งที่เคยทำให้นางสำราญใจและใช้แก้เบื่อพลันลดน้อยลงอย่างฮวบฮาบ ทุกวี่วันทำได้เพียงหมอบแหมะอยู่แต่ในเรือนหลานจื่อเท่านั้น เมิ่งหนานอี้รู้สึกราวกับว่าตนใกล้จะมีรากงอกอยู่รอมร่อแล้ว!
ยามค่ำคืนนางพลิกกายไปมานอนไม่หลับ ครั้นยามกลางวันจึงไร้เรี่ยวแรง ได้แต่ซึมเศร้าหม่นหมอง ใต้ตายังปรากฏรอยเขียวคล้ำจางๆขึ้นชั้นหนึ่ง
แต่สิ่งที่ทำให้นางอกสั่นขวัญแขวนยิ่งกว่าสิ่งใด กลับเป็นความเงียบงันของผู้เป็นมารดา
นอกจากในยามแรกเริ่มที่อำนาจในการดูแลเรือนหลังถูกริดรอนไป ฮูหยินเมิ่งได้เคยส่งคนมาบอกข่าว ปลอบนางให้อดทนอดกลั้นไว้ก่อน อย่าได้ทำอะไรวู่วามแล้ว หลังจากนั้นก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆจากผู้เป็นมารดาอีกเลย
มารดาของนางกำลังวางแผนอันใดอยู่กันแน่?
แล้วเหตุใดจึงยังไม่ลงมือเสียทีเล่า?
…หรือว่าจะยอมรับชะตากรรมผู้แพ้อย่างกล้ำกลืนฝืนทนเช่นนี้แล้วจริงๆ?
ความคิดนานัปการพลันถาโถมพลุ่งพล่านอยู่ในห้วงคำนึงของนาง ยามนี้รู้สึกราวกับถูกกรงเล็บนับร้อยกรีดข่วนลงบนหัวใจ ทำให้นางนั่งก็ไม่ติดยืนก็ไม่มั่น!
เช้าวันนี้ เมิ่งหนานอี้เพิ่งจะฝืนกายลุกขึ้นนั่งได้ ดวงตายังมิทันลืมขึ้นเต็มที่นัก ก็ได้ยินเสียงสาวใช้ข้างกายมารายงานอยู่นอกผ้าม่าน ด้วยน้ำเสียงที่จงใจข่มให้แผ่วเบา แต่กลับปิดบังความตื่นเต้นเอาไว้ไม่มิด
“คุณหนู มีข่าวมงคลใหญ่หลวงแล้วเจ้าค่ะ! วันนี้…องค์รัชทายาทจะทรงเสด็จมาที่จวนแล้วเจ้าค่ะ!”
“อะไรนะ?!”
อาการง่วงงุนของเมิ่งหนานอี้พลันสลายหายไปสิ้นในชั่วพริบตา ดวงตากลมโตคู่งามของนางพลันเบิกกว้าง จ้องมองไปทางสาวใช้นางนั้นตาเขม็ง “ที่เจ้าพูดมานั้นเป็นความจริงรึ? หากเจ้ากล้าหยิบเรื่องเช่นนี้มาล้อข้าเล่น…”
ถ้อยวาจานั้นอัดแน่นไปด้วยแรงคุกคาม ฟังแล้วชวนให้หนาวสั่นสะท้านไปถึงกระดูก
สาวใช้ตกใจจนทั้งร่างทั้งร่างสั่นเทิ้ม รีบคุกเข่าลงกับพื้นทันที เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “บ่าวมิกล้าเจ้าค่ะ! บ่าวมิบังอาจเด็ดขาดเจ้าค่ะ! เรื่องนี้ล้วนเป็นความจริง! เป็นข่าวที่สาวใช้ข้างกายนายท่านบอกมาเจ้าค่ะ!”
เฝ้ารอดวงเดือนมาแรมนาน ในที่สุดก็ปรากฏกายขึ้นเสียที!
ความยินดีปรีดาใหญ่หลวงประหนึ่งสายน้ำเชี่ยวที่ทลายคันกั้นพลันปรากฏ!
เมิ่งหนานอี้ไม่มีอารมณ์งัวเงียหลังตื่นหลงเหลืออยู่อีกแม้เพียงครึ่งส่วน นางรีบเปิดผ้าห่มแพรขึ้นแล้วลงจากเตียงทันที
“เร็วเข้า! มาช่วยเปลี่ยนอาภรณ์แล้วก็แต่งหน้าให้ข้าที! ไปหยิบอาภรณ์ที่สวยที่สุด เครื่องประดับที่ล้ำค่าที่สุดของข้ามาให้หมด!”
นางจำต้องสำแดงด้านที่ดีที่สุดของตน เมื่ออยู่ต่อหน้าองค์รัชทายาทเท่านั้น!
หลังจากพิถีพิถันเลือกสรรอาภรณ์เครื่องประดับอยู่พักใหญ่ ซึ่งใช้เวลาไปเกือบร่วมสองชั่วยาม แม้แต่อาหารเช้า นางยังกินเพียงโจ๊กเคี่ยวไปสองสามคำอย่างลวกๆเท่านั้น
ไม่นานนัก ก็มีคำสั่งถอนการกักบริเวณส่งมาจากเรือนหน้าอย่างเป็นทางการ
นางตระหนักดีว่า ขอเพียงวันนี้นางสามารถปรากฏกายต่อหน้าองค์รัชทายาทได้อย่างงดงาม จนทำให้องค์รัชทายาทมองนางด้วยแววตาชื่นชมเป็นพิเศษได้ เช่นนั้นคำสั่งกักบริเวณอันน่าชิงชังนี้ ก็อย่าได้หวังเลยว่าจะกลับมาอยู่เหนือนางได้อีกตลอดไป
ยิ่งคิดก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นทุกขณะ เมิ่งหนานอี้จ้องมองเงาร่างตนในกระจกสำริด เมื่อเห็นว่าตนนั้นงดงามเฉิดฉายจับตาเช่นนี้ ก็อดที่จะยกมุมปากกระหยิ่มยิ้มไม่ได้ เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความภูมิใจยิ่ง