พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่105 ระยะนี้นาง...ชอบโปรยเสน่ห์ให้บุรุษไปทั่วขอรับ
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่105 ระยะนี้นาง...ชอบโปรยเสน่ห์ให้บุรุษไปทั่วขอรับ
บทที่105 ระยะนี้นาง…ชอบโปรยเสน่ห์ให้บุรุษไปทั่วขอรับ
วันนี้เมิ่งซีโจวเก็บตัวอยู่แต่ภายในเรือนของตน ไม่ได้ออกนอกจวนไปที่ใดเลย ลั่วกู่จึงฉวยโอกาสลอบกลับสู่ตำหนักบูรพาอย่างเงียบเชียบ แล้วให้เหล่าองครักษ์เงาคนอื่นๆ มารับหน้าที่คุ้มกันเมิ่งซีโจวแทนตนเองชั่วคราว
ภายในห้องทรงอักษรของตำหนักบูรพา ควันจากกำยานลอยอบอวลอ้อยอิ่ง หากแต่มิอาจขับไล่บรรยากาศหนักอึ้งที่แผ่คลุมให้หายไปได้
องค์รัชทายาทซ่งเฉิงจี้ประทับนั่งอย่างสงบนิ่งอยู่เบื้องหลังโต๊ะทรงอักษรขนาดใหญ่ที่ทำจากไม้จื่อถาน บนโต๊ะตัวนั้นมีกองีกาซ้อนทับกันสูงดุจขุนเขา
คิ้วทั้งสองของพระองค์ขมวดแน่นเข้าหากัน สายตาทั้งคู่ทอดลงบนรายงานด่วนจากชายแดนฉบับหนึ่ง ที่ยามนี้กำลังคลี่กางออกอยู่เบื้องหน้า
ระยะนี้เสด็จพ่อของเขายิ่งกระทำการตามอำเภอใจมากขึ้นทุกที จู่ๆก็ทรงมีพระดำริพิสดาร จะจัดตั้ง ‘กองทัพตระกูลใหญ่’ ขึ้นมากองหนึ่ง โดยรวบรวมบรรดาคุณชายเสเพลทั้งหลายจากตระกูลใหญ่ แล้วส่งพวกเขาคุมกองทหารไปชายแดน อ้างนามเสียหรูว่าร่วมต้านศัตรูภายนอก ทว่าแท้จริงแล้วกลับเพียงต้องการหย่อน ‘แมลงวัน’ ตัวหนึ่งให้แต่ละตระกูลใหญ่ที่หยั่งรากลึกไปคนละตัว เพื่อหมายทำให้คนเหล่านั้นต้องรู้สึกขยะแขยงเล่นเท่านั้น
พระบัญชาที่ฟังดูราวกับเรื่องล้อเล่นนี้ กลับทำให้ขุนนางทั้งหลายต่างตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอย่างแท้จริง
บุตรหลานเสเพลของตระกูลขุนนางน้อยใหญ่เหล่านี้ ซึ่งปกติเอาแต่เที่ยวตีไก่ขี่ม้า หากขึ้นสู่สนามรบแล้ว ไม่เพียงจะไร้ประโยชน์ ซ้ำยังจะกลายเป็นภาระอย่างใหญ่หลวงอีกด้วย
ทว่าโอรสสวรรค์ตรัสแล้วหามีคำใดล้อเล่นไม่ พระราชโองการก็ได้ป่าวประกาศออกไปแล้ว
และที่รับมือยากยิ่งกว่านั้นก็คือ บัดนี้ราชสำนักกำลังอยู่ในห้วงเวลาที่ต้องการคนมีความสามารถเป็นอย่างยิ่ง แต่แม่ทัพนายกองที่เชี่ยวชาญการศึกจริงๆนั้น กลับมีอยู่เพียงน้อยนิดนัก
ฮ่องเต้ทรงลุ่มหลงในโอสถอมฤต สติสัมปชัญญะอันแจ่มชัดนั้น นับวันก็ยิ่งมีช่วงเวลาน้อยลงทุกที ในฐานะองค์รัชทายาท พระองค์จึงจำเป็นต้องประจำการอยู่ในราชสำนัก ไม่อาจละจากไปได้แม้เพียงก้าวเดียว
ส่วนองค์หญิงใหญ่ผู้เป็นเสด็จอาหญิง ซึ่งเดิมทีสามารถพึ่งพาได้ บัดนี้กลับได้รับบาดเจ็บอยู่ อีกทั้งในระยะเวลาอันสั้นนี้ ย่อมยากจะหวนคืนสู่สนามรบได้อีกครา…
ท่ามกลางีกากองพะเนินดุจขุนเขาตรงหน้า สิบส่วนมีถึงแปดเก้าส่วนที่ล้วนเป็นีการ้องทุกข์ และถวายคำทัดทานจากตระกูลใหญ่ทั้งหลาย ขอให้ฮ่องเต้ทรงถอนพระบัญชาเรื่อง ‘กองทัพตระกูลใหญ่’ นี้เสีย
ซ่งเฉิงจี้ยกีกาขึ้นอ่านตรวจตราทีละฉบับ เห็นได้ไม่บ่อยนักที่จะทรงเห็นพระองค์อ่อนแรงถึงเพียงนี้
ครั้นกำลังตรวจตราีการฉบับสุดท้ายอยู่ ก็พลันมีเสียงขันทีจากด้านนอกห้องทรงอักษร กล่าวทูลรายงานอย่างนอบน้อมว่า
“ทูลองค์รัชทายาท องค์รักษ์ลั่วมาขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
มือที่กำลังกำพู่กันของซ่งเฉิงจี้พลันชะงักเล็กน้อย คิ้วที่ขมวดแน่นอยู่เดิมกลับคลายออกทันที ริมฝีปากยังคล้ายจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่แทบจะมองไม่ออก
องค์รัชทายาททรงวางพู่กันในมือลงแล้วตรัสตอบไปว่า
“ให้เขาเข้ามาได้”
ลั่วกู่สวมชุดรัดกุมสีดำสนิท ก้าวเท้าเข้ามาอย่างมั่นคง ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความรู้สึกหนักอึ้งสายหนึ่งที่แทบจะพบเห็นได้ยาก เมื่อมาถึงหน้าโต๊ะทรงอักษร เขาก็คุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น พลางค้อมกายก้มศรีษะคำนับต่อองค์รัชทายาท
“กระหม่อมลั่วกู่ คาราวะนายท่าน”
“อืม” ซ่งเฉิงจี้รับสั่งตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ช่วงนี้นางเป็นอย่างไรบ้าง?”
คำว่า ‘นาง’ นี้ มิจำเป็นต้องเอ่ยนามออกมาตรงๆ คนทั้งสองย่อมเข้าใจได้ดี
ร่างของลั่วกู่พลันแข็งค้างไปชั่วขณะจนสามารถสังเกตเห็นได้ เมื่อนึกถึงสิ่งที่เมิ่งซีโจวกระทำในระยะนี้ — การ ‘บังเอิญไปพบบุรุษ’ บนท้องถนนอย่างจงใจครั้งนั้น และสายตาร้อนแรงที่นางจ้องมองฉู่เซียวอย่างเปิดเผยไม่คิดปิดบัง รวมไปถึงวาจาที่เกือบจะคล้ายยั่วยวนเหล่านั้น… ทุกภาพล้วนทำให้หัวหน้าหน่วยองครักษ์เงาที่จงรักภักดีผู้นี้ถึงกับรู้สึกหนังศีรษะชาวาบ
จะบอกความจริงไปตามตรงดีหรือไม่? หากทำเช่นนั้น องค์ชายจะทรงมีปฏิกิริยาเช่นไร?
หรือจะไม่พูดดี? แต่การปิดบังหลอกลวงผู้เป็นนาย ย่อมต้องมีความผิดใหญ่หลวงยิ่งกว่า!
ลั่วกู่เพียงรู้สึกว่าลำคอของตนคล้ายถูกมือที่มองไม่เห็นข้างหนึ่งบีบรัดไว้แน่นหนึบ เมื่อก่อนแม้เผชิญกับคมดาบภูเขาเพลิง เขาก็ยังมิเคยเปลี่ยนสีหน้าเลยสักนิด ทว่าในยามนี้ กลับไม่อาจเปล่งถ้อยวาจาใดออกมาได้แม้เพียงครึ่งคำ สองข้างขมับยังมีเหงื่อเม็ดละเอียดซึมออกมาอีกด้วย
“โอ้?” ซ่งเฉิงจี้คล้ายจะล่วงรู้ถึงความผิดปกตินี้ของลั่วกู่ เขาหยิบพู่กันขึ้นมาอีกครา น้ำเสียงเจือแววหยอกเย้าระคนใคร่รู้ “คำถามของข้าตอบยากถึงเพียงนั้นเชียวรึ?”
ระหว่างเอ่ยถาม เขาก็ยังคงนั่งอย่างสงบนิ่งดังเดิม ค่อยๆบรรจงเขียนอักษรหมึกชาดกำกับลงบนีกาฉบับสุดท้ายอย่างไม่เร่งร้อน
หัวใจของลั่วกู่เต้นระรัวประหนึ่งกลองศึก เขาถูกฉุดกระชากไปมาระหว่าง ‘รับคำสั่งแล้วต้องกราบทูลตามจริง’ กับ ‘เพื่อประโยชน์สูงสุดของนายเหนือหัวจึงควรปิดบังไว้บางส่วน’ยามนี้ได้แต่กัดฟันกรอดจนแทบแตกเป็นเสี่ยง
ครั้นในห้วงขณะที่ซ่งเฉิงจี้ปิดีกาฉบับสุดท้ายลง แล้วเงยหน้าขึ้นมองเขาอีกครั้ง ลั่วกู่จึงกัดฟันฮึดฮัดอยู่ในใจ เขาคล้ายกำลังตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว ประหนึ่งกำลังจะไปออกรบโดยไม่คิดหวนกลับ เขาสะบัดหน้าเงยขึ้นอย่างแรง แล้วเสียงแหบแห้งก็เปล่งออกมาอย่างยากเย็น
“เรียนนายท่าน คุณหนูเมิ่งนาง… ระยะนี้นาง… กำลัง… โปรยเสน่ห์ไปทั่วขอรับ”
แต่สิ่งที่ทำให้ลั่วกู่คาดไม่ถึงก็คือ เมื่อซ่งเฉิงจี้ได้ยินดังนั้น เขาไม่เพียงไม่โกรธเกรี้ยว แต่กลับยังหัวเราะออกเสียงแผ่วต่ำออกมาด้วย
เสียงหัวเราะนั้นกระจ่างใส ทว่ากลับทำให้ลั่วกู่รู้สึกหนาวเหน็บเสียยิ่งกว่าลมเหนือท่ามกลางเหมันต์ฤดู อาการขนลุกขนพองสายหนึ่งได้ไต่ขึ้นตามแนวสันหลังของเขาอย่างห้ามไม่อยู่
ซ่งเฉิงจี้ฉายแววตาสนอกสนใจยิ่งยวด ขณะเอ่ยถามขึ้นว่า
“โปรยเสน่ห์ที่ว่า หมายถึงเอาแต่หมกมุ่นฟังบทเพลงบรรเลงอยู่ที่หอเหมยหลานเยวี่ยนทั้งวันกระมัง?”
หอเหมยหลานเยวี่ยนเป็นสถานเริงรมย์ในเมืองหลวง นับเป็นสถานที่ที่งดงามและนับว่ามีรสนิยม ที่เหล่าคุณหนูคุณชายตระกูลสูงส่งนิยมไปพักผ่อนหย่อนใจ ทั้งฟังเพลง ทั้งชมการร่ายรำ
ลั่วกู่เพียงสัมผัสได้ถึงหนังศีรษะของตนที่ชาวาบไปหมด ได้แต่ฝืนใจรายงานต่อ แต่น้ำเสียงกลับยิ่งแผ่วเบาลงจากเดิมอีกหลายส่วน
“มิใช่ไปฟังบทเพลงขอรับ แต่… คุณหนูเมิ่งมักจะคอยเอาตัวไปเข้าใกล้บุรุษต่างหน้าหลายต่อหลายคนอยู่เสมอ ทั้งแต่ละคนยังล้วนเป็นพวก… รูปชั่วตัวประหลาดเสียด้วย”
เขาใคร่ครวญถ้อยวาจาในหัวอยู่หลายตลบ แต่สุดท้ายก็จนปัญญาจะหาคำใด ที่อ้อมค้อมนุ่มนวลกว่านี้มาใช้อธิบายบุคลิกลักษณะของบุรุษเหล่านั้น ที่เมิ่งซีโจว ‘บังเอิญไปพบ’ ได้
หากมิใช่เหล่าคุณชายเสเพลไร้การงาน ที่วันๆเอาแต่ชนจิ้งหรีดฟังงิ้ว ก็เป็นบุรุษหนุ่มยากไร้ตกอับที่พเนจรอยู่ข้างถนน… เช่นนี้จะให้เขากล่าวอย่างไรได้อีกเล่า
ซ่งเฉิงจี้ยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย นอกจากมิได้มีโทสะสักครึ่งเสี้ยว กลับราวเพิ่งกระจ่างแจ้ง เขายกนิ้วขึ้นเคาะข้างขมับเบาๆพลางกล่าวว่า
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เองรึ ดูเหมือนข้าจะตรึกตรองไม่รอบคอบเสียแล้ว”
เขาพยักหน้าเล็กน้อย ประหนึ่งกำลังทบทวนตนเองอย่างจริงจัง
“เห็นทีข้าควรส่งคนที่ดีกว่านี้สักหน่อยไปให้นางเลือกสรรแล้ว!”
น้ำเสียงของเขาสงบนิ่งยิ่งนัก ทว่ากลับประหนึ่งอสนีบาตฟาดผ่าลงข้างหูลั่วกู่โดยแท้!
ลั่วกู่เงยหน้าขึ้นทันใด ดวงตาทั้งสองเต็มไปด้วยความตกตะลึงไม่อยากจะเชื่อ!
จะ…จะจัดหาบุรุษส่งไปให้แม่นางเมิ่งยั่วยวนด้วยตนเองรึ??
นี่มันเรื่องบ้าพรรค์ใดกัน?!