พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่107 คุณหนูรองไม่จำเป็นต้องมากพิธี!
บทที่107 คุณหนูรองไม่จำเป็นต้องมากพิธี!
ครั้นถึงยามเที่ยง ประตูใหญ่จวนจงหย่งโหวก็เปิดกว้างออก ภายในจวนยามนี้ ทั้งประมุขจวนและฮูหยินพร้อมเหล่าอนุและบุตรหลาน ทั้งหมดต่างนั่งคุกเข่าเรียงรายตามลำดับศักดิ์อยู่บนพื้น ถูกต้องตามขนบธรรมเนียมมิมีขาดตกบกพร่อง ทุกคนต่างนั่งนิ่งจนกเกือบจะเป็นกลั้นลมหายใจ รอรับการเสด็จมาขององค์รัชทายาทด้วยความเคารพนบนอบ
รถม้าหยุดลงตรงหน้าประตูจวน ผู้ที่นั่งควบม้าอยู่ด้านหน้านั้นก็หาใช่ใครอื่นไม่ แต่เป็นลั่วกู่ผู้ที่ได้จากไปก่อนหน้าพักหนึ่งนั่นเอง
เมิ่งซีโจวยืนอยู่ท่ามกลางแถวของเหล่าสตรีในจวน เพียงเห็นภาพตรงหน้า ก็รู้สึกคุ้นตาอยู่หลายส่วน — ภาพนี้มิใช่เหมือนกับวันนั้น วันที่นางกลับมาถึงจวนหรอกรึ?
เพียงแต่ครั้งนี้ผู้ที่นั่งอยู่ในรถม้าคันนั้น ก็คือองค์รัชทายาทซ่งเฉิงจี้ ผู้ที่ทุกคนต่างก็เฝ้าชะเง้อคอรอคอยอย่างแท้จริง
ทันทีที่เห็นลั่วกู่กระโดดลงจากด้านหน้ารถม้า แล้วเดินไปเปิดม่านรถม้าขึ้นด้วยท่าทีเคารพนอบน้อมยิ่ง หัวใจของเมิ่งชินรุ่ยก็พลันกระตุกวูบ ก่อนจะลอยขึ้นไปค้างคาอยู่บริเวณลำคอ
ความอัปยศอดสูและความเดือดดาลจากวันนั้น วันที่เขาต้องทำความเคารพใหญ่ต่อเมิ่งซีโจว พลันหวนกลับคืนมาฉับพลัน ทำให้เขาถึงกับชะงักงันไปชั่วขณะหนึ่ง ทั้งเหม่อลอย ทั้งเสียอาการชัดเจน
และแล้วช่วงเวลาที่ทุกคนตั้งหน้าตั้งตารอคอยก็มาถึง ซ่งเฉิงจี้ที่สวมใส่ฉลองพระองค์สีดำปักด้วยลายมังกรทอง ก็พลันก้าวลงมาจากรถม้าด้วยท่วงท่าสุขุมสง่างามยิ่งนัก
“ถวายบังคมองค์รัชทายาทเพคะ…”
ในห้วงเวลาอันคับขัน เสียงกระจ่างเย็นสงบนิ่งของสตรีนางหนึ่งก็พลันเปล่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน ประหนึ่งสายน้ำใสที่ไหลแหวกห้วงอากาศเข้ามา ก่อนจะปลุกเมิ่งชินรุ่ยผู้กำลังจมดิ่งอยู่ในความทรงจำอันน่าอับอายครั้งนั้นให้สะดุ้งตื่นฉับพลัน!
เมิ่งชินรุ่ยถึงกับร่างสั่นสะท้านเฮือกหนึ่ง พลันตกใจจนเหงื่อเย็นไหลซึมทั่วกาย!
เขาได้สติขึ้นมาในบัดดล ตระหนักได้ทันทีว่าตนเกือบจะก่อหายนะใหญ่หลวงเข้าเสียแล้ว!
เขารีบยืดแผ่นหลังตั้งตรงทันที ก่อนจะเปล่งเสียงประกาศดังก้องกังวาน กลบเสียงของเมิ่งซีโจวลงไปเสียสิ้น
“กระหม่อมเมิ่งชินรุ่ย พร้อมด้วยคนทั้งจวนจงหย่งโหว ขอถวายการคารวะต้อนรับองค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ! ขอพระองค์จงทรงพระเจริญพ่ะย่ะค่ะ!”
“ไม่ต้องมากพิธี”
“ขอบพระทัยองค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ!”
หลังจากนั้น ทุกคนจึงกล้าลุกขึ้นยืน แต่ต่างก็ยังก้มหน้านิ่ง สำรวมกิริยาอย่างพร้อมเพรียง
เมิ่งชินรุ่ยในฐานะประมุขจวน รีบก้าวขึ้นหน้าไปหลายก้าว ใบหน้าแต่งแต้มด้วยรอยยิ้ม ทั้งกิริยายังเคารพนบนอบถึงสิบส่วนเต็ม เอ่ยสนทนาทักทายกับองค์รัชทายาทอย่างระมัดระวัง มิพ้นถ้อยวาจาจำพวก
“การที่องค์รัชทายาทเสด็จมาเยือน นับเป็นเกียรติสูงสุดแก่จวนอันต่ำต้อยของพวกเราแล้ว”
“อากาศหนาวเหน็บยิ่งนัก ต้องลำบากองค์รัชทายาทแล้ว”
ล้วนเป็นคำเกริ่นตามมารยาททั้งสิ้น
ระหว่างที่เอ่ยวาจา เขายังแอบส่งสายตาไปทางเมิ่งหนานอี้ที่ยืนอยู่ข้างกายตนอย่างแนบเนียน
เมื่อเมิ่งหนานอี้ได้รับสัญญาณจากผู้เป็นบิดา หัวใจก็พลันยินดีแทบคลุ้มคลั่ง!
นางรีบก้าวขึ้นหน้าไป ค้อมกายถวายการคาราวะต่อซ่งเฉิงจี้อย่างอ่อนช้อยงดงาม ท่วงท่าดูละมุนละไมตายิ่งนัก แม้แต่น้ำเสียงยังจงใจเลียนแบบความเยียบเย็นใสดุจสายน้ำของเมิ่งซีโจว แต่ขณะเดียวกันก็เจือด้วยความอ่อนหวานเว้าวอนในแบบฉบับของนางเอง
“หม่อมฉันเมิ่งซีโจว ขอถวายพระพรองค์รัชทายาทเพคะ”
ทว่าสิ่งที่นางคาดหมายไว้นั้น มิว่าจะเป็นคำตอบกลับที่อ่อนโยนจากองค์รัชทายาท หรือแม้แต่สายพระเนตรที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นตะลึงชื่นชม กลับมิได้ปรากฏให้เห็นเลยแม้แต่น้อย
ซ่งเฉิงจี้ทอดสายตามองอาภรณ์บนกายของนาง ซึ่งดูโดดเด่นเกินหน้าเกินตาผู้อื่นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะละสายตาไป แล้วเผยรอยยิ้มอ่อนโยนเหมาะสมตามฐานันดร พร้อมเอ่ยตอบว่า
“คุณหนูรอง มิจำเป็นต้องมากพิธี”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเมิ่งหนานอี้พลันแข็งค้างในชั่วพริบตา ยามนี้ดูประหนึ่งสวมใส่หน้ากากเสแสร้งและหยาบด้อยชิ้นหนึ่งไว้บนใบหน้า
นางยังคงประคองกิริยาค้อมกายคารวะอยู่เช่นเดิม ทว่ากลับมิอาจควบคุมร่างมิให้สั่นระริกเบาๆได้
นางควรตอบกลับเช่นไรดีเล่า?
จะยอมรับว่าตนคือ ‘คุณหนูรอง’ ต่อหน้าทุกคนอย่างนั้นหรือ? หากเป็นเช่นนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่นางกับมารดาสู้อุตส่าห์วางแผนมาอย่างรอบคอบ มิเท่ากับกลายเป็นเรื่องน่าขันไปจนสิ้นหรอกรึ?
หรือจะดึงดันยืนกรานว่าตนคือ ‘เมิ่งซีโจว’ ดี? แต่พระวาจาขององค์รัชทายาทที่ได้ตรัสออกมาแล้วนั้น ก็หนักประดุจทองคำ นางจะกล้าปริปากโต้แย้งได้อย่างไรกันเล่า?
นางเพียงรู้สึกว่าพวงแก้มของตนร้อนผ่าวเจ็บแสบ ราวกับกำลังถูกองค์รัชทายาทตบเข้าที่หน้าฉาดใหญ่ต่อหน้าธารกำนัล!
เพราะเหตุใดกัน…?
นางสู้อุตส่าห์ทุ่มเทเลียนแบบเมิ่งซีโจวถึงเพียงนี้แล้ว แต่งเนื้อแต่งตัวด้วยอาภรณ์และเครื่องประดับที่พิถีพิถันอลังการถึงเพียงนี้แล้ว ทว่ายังเป็นได้เพียงตงซือเลียนแบบไซซี สามารถถูกผู้อื่นมองทะลุปรุโปร่งได้โดยง่ายถึงเพียงนี้เชียวรึ?
เพราะเหตุใดกัน… กระทั่งพ่อบ้านในจวนยังมองไม่ออก แล้วเหตุใดองค์รัชทายาทผู้สูงศักดิ์กลับ…?
นางเม้มกัดริมฝีปากล่างของตนไว้แน่น จนสัมผัสได้ถึงรสคาวจางๆของโลหิต ความชิงชังในใจที่มีต่อเมิ่งซีโจวพลันพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุดในบัดดล!
เพราะเหตุใดกัน?!
เมิ่งซีโจวมีสิทธิ์อันใดมาช่วงชิงชื่อเสียงด้านปัญญาซึ่งควรเป็นของนาง ทั้งยังครอบครองชะตาหงส์ซึ่งควรจะเป็นของนางอีกเล่า?
นางไม่เข้าใจเลยจริงๆว่า เหตุใดยามนี้แล้วมารดาจึงดื้อดึงไม่ยอมให้เมิ่งซีโจวตายเสียที บอกเพียงแค่ว่าการสลับชะตายังไม่สำเร็จ ทั้งที่หากเมิ่งซีโจวตายไปเสีย ชะตาหงส์ย่อมรู้เองว่าก่อนหน้านี้จดจำเจ้าของผิดคน และย่อมจะหวนมาสถิตในร่างของนางทันทีมิใช่รึ?
เมิ่งหนานอี้คับแค้นใจเสียจนต้องกัดฟันกรอด ผู้เป็นมารดาก็เอาแต่พูดว่า เวลานี้ยังฆ่าเมิ่งซีโจวไม่ได้ ทว่าแท้จริงแล้ว ทั้งหมดคงเป็นเพราะนางไม่สามารถตัดใจฆ่าเมิ่งซีโจวได้ลงกระมัง!
ที่พูดว่านางเมิ่งหนานอี้ เป็นบุตรีที่รักตนใคร่ที่สุดเพียงหนึ่งเดียวนั้น …ทั้งหมดล้วนแต่เป็นคำลวงหลอกทั้งเพ!
ในเมื่อมารดาไม่ยอมลงมือ เช่นนั้นนางก็จะลงมือเองให้สิ้นเรื่อง! ขอเพียงสำเร็จ ต่อแต่นี้ไปนางก็จะไม่ต้องโมโหเพราะเมิ่งซีโจวอีกแล้ว ทั้งยังจะได้กลายเป็นบุตรีเพียงหนึ่งเดียวของมารดาอย่างแท้จริงด้วย…
ทางด้านเมิ่งชินรุ่ยที่ยืนอยู่ข้างกันนั้น ก็ตกตะลึงพรึงเพริดไม่แพ้บุตรีเช่นกัน ภายในใจเปี่ยมไปด้วยความฉงนงุนงงอย่างที่สุด
เขาเอียงศีรษะไปด้านข้าง มอง ‘เมิ่งซีโจว’ ที่อยู่ข้างกายตนด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ ก่อนจะกวาดตามองหา ‘เมิ่งหนานอี้’ บุตรีผู้ไร้ความโดดเด่นสะดุดตาท่ามกลางฝูงชนทันที
ใบหน้าทั้งสองที่เหมือนกันราวกับแกะ หากแต่อุปนิสัยและบุคลิกกลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว! เขามั่นใจว่าตนไม่มีทางจำผิดเป็นแน่! แต่เหตุใดองค์รัชทายาทจึง…
ภายในใจเขาเฝ้าคร่ำครวญไม่หยุด ทว่าก็มิอาจเอ่ยบอกไปตรงๆว่า “องค์รัชทายาททรงจำผิดแล้ว” จึงได้แต่ฝืนกล่าวแก้ไขอ้อมๆไปว่า
“พระองค์… พระองค์… ทรงอยากบุตรีคนรองของกระหม่อมด้วยหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
ซ่งเฉิงจี้กลับขมวดคิ้วเล็กน้อย น้ำเสียงตอบกลับเรียบเฉย หากแต่แฝงไว้ด้วยความหนักแน่นที่ไม่อาจโต้แย้ง
“ปรากฏว่าท่านโหวยังแยกแยะบุตรีตนเองไม่ออกงั้นรึ? มิว่าดูเยี่ยงไรคนผู้นี้ก็คือคุณหนูรองชัดแจ้ง”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเมิ่งชินรุ่ยพลันแข็งค้างโดยสมบูรณ์ เขากระอักกระอ่วนเสียจนแทบอยากจะมุดแทรกแผ่นดินหนีไปจากตรงนั้น!
ได้แต่พร่ำบ่นอย่างขมขื่นใจว่า องค์รัชทายาทเอ๋ย องค์รัชทายาท! แม้แต่คู่หมั้นของพระองค์เองก็ยังทรงจำผิดได้ นี่มัน…นี่มันเรื่องอันใดกัน!?
ส่วนเมิ่งหนานอี้ในยามนี้ นางรู้สึกเพียงว่าฟ้าดินหมุนคว้าง ความอัปยศอดสูใหญ่หลวงแทบจะกลืนกินนางจนสิ้น
ภายใต้เครื่องประทินโฉมที่นางบรรจงแต่งแต้มไว้เป็นอย่างดีนั้น ยามนี้กลับมิอาจปกปิดใบหน้าซีดขาวราวกระดาษได้
ขณะนั้นเอง ฮูหยินเมิ่งจึงได้เอ่ยขึ้นทำลายบรรยากาศกระอักกระอ่วนชวนอึดอัด ที่ทำให้ทุกผู้ทุกคนในที่นี้แทบหายใจหายคอไม่ออก
“อากาศหนาวเหน็บเพียงนี้ เกรงว่าพระวรกายสูงศักดิ์ดุจทองหมื่นชั่งขององค์รัชทายาท คงมิควรประทับอยู่ด้านนอกนานนัก เชิญเสด็จเข้าไปภายในจวนเถิดเพคะ”
สายตาของซ่งเฉิงจี้กวาดมองผ่านใบหน้าของฮูหยินเมิ่ง ก่อนจะพยักหน้าเพียงเล็กน้อย
“ต้องรบกวนฮูหยินแล้ว”
เมิ่งชินรุ่ยประหนึ่งคว้าฟางเส้นสุดท้ายที่ช่วยชีวิตตนเอาไว้ได้ จึงนึกซาบซึ้งใจอยู่ลึก และรู้สึกว่าตนคิดถูกยิ่งนักที่ให้นางออกมารับเสด็จด้วย!
นับว่ายังดีที่เขารอบคอบมองการณ์ไกล หาไม่แล้วสถานการณ์ในวันนี้ หากปล่อยให้อนุเสิ่นผู้ไร้สง่าราศีนั่นเป็นผู้จัดการ นางคงมิอาจเก็บกวาดได้ไหวเป็นแน่
เขารีบเบี่ยงกายหลีกทาง พลางค้อมกายคาราวะกล่าวเชื้อเชิญ
“เชิญเสด็จพ่ะย่ะค่ะ องค์รัชทายาท!”
ซ่งเฉิงจี้ก้าวเท้าผ่านท่ามกลางการรายล้อมอย่างนอบน้อมของผู้คน แล้วเดินข้ามธรณีประตูใหญ่ของจวนจงหย่งโหวเข้าไป