พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่108 ขุมกำลังของฝ่ายเมิ่งซีโจว (1)
บทที่108 ขุมกำลังของฝ่ายเมิ่งซีโจว (1)
เมื่อองค์รัชทายาทเสด็จมาด้วยพระองค์เองเช่นนี้ จวนจงหย่งโหวย่อมต้องจัดพิธีการต้อนรับขั้นสูงเป็นธรรมดา
ทว่าองค์รัชทายาทกลับมิได้ทรงให้เกียรติอยู่รับสำรับ เพียงจิบชาสองสามอึกแล้วก็เสด็จไปยังตำหนักองค์หญิงใหญ่แล้ว
ตลอดทั้งงาน เมิ่งหนานอี้นั่งอยู่แต่ในที่ของตนเอง ไม่ทันได้ปริปากเอ่ยวาจากับองค์รัชทายาทแม้เพียงครึ่งประโยค ครั้นหลังจากองค์รัชทายาทเสด็จจากไปแล้ว นางก็ขุ่นเคืองใจจนแทบอยากปาถ้วยชาลงกับพื้นให้แตกเสียตรงนั้น
ภายในใจของเมิ่งชินรุ่ยเต็มไปด้วยความฉงนงุนงงยิ่งนัก เขากวาดตามองบุตรีทั้งสองไปมาอีกครา
เมิ่งซีโจวยามนี้ได้สวมหน้ากากของเมิ่งหนานอี้ไว้เรียบร้อยแล้ว ครั้นสังเกตเห็นสายตาของเมิ่งชินรุ่ยเข้า นางก็รีบเงยหน้าขึ้นเอ่ยถามอย่างไร้เดียงสาว่า “ท่านพ่อมีอันใดรึเจ้าคะ?”
เมิ่งชินรุ่ยส่ายหน้าไปมา ก่อนจะยกมือขึ้นลูบปลายคางตนเองเบาๆอย่างครุ่นคิด
จากนั้นเมื่อหันไปมอง ‘เมิ่งซีโจว’ ที่ยังคงนั่งนิ่งเงียบด้วยความน้อยอกน้อยใจอยู่ตรงนั้น สารพันเสียงตำหนิในใจของเมิ่งชินรุ่ยกลับจางคลายลงไม่น้อย เพราะหากเป็นตัวเขาที่ถูกใครสักคนจำผิด คิดว่าเขาเป็นน้องชายผู้โง่เขลาคนนั้น แน่นอนว่าตัวเขาเองย่อมไม่พอใจเป็นที่สุดเช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องนี้ก็หาใช่ความผิดของนางไม่ การที่นางจะนึกน้อยอกน้อยใจเพราะเรื่องนี้ย่อมเป็นธรรมดา
ครั้นคิดได้ดังนี้ เมิ่งชินรุ่ยก็กระแอมออกมาเบาๆ แล้วเอ่ยปลอบประโลมว่า “ซีโจว วันนี้องค์รัชทายาทคงจะมีราชกิจรัดตัวจริงๆ จึงมิได้ตรัสกับเจ้ามากนัก แต่วันข้างหน้ายังอีกยาวไกล เจ้าก็อย่าได้เก็บมาใส่ใจเลย”
เขาเลือกที่จะกล่าวเพียงผิวเผินหวังผ่อนหนักให้เป็นเบา โดยตั้งใจมิได้เอ่ยถึงเรื่องที่ที่องค์รัชทายาททรง ‘จำผิดคน’ ให้บุตรีทั้งสองต้องกระอักกระอ่วนใจเลยแม้แต่น้อย
เมิ่งหนานอี้ตอบรับเสียงอู้อี้ “เจ้าค่ะ ท่านพ่อ”
ครั้นเห็นว่านางยังคงมีสีหน้าอึมครึม ความหม่นหมองใจมิได้ลดระดับลงสักเท่าใดนัก เมิ่งชินรุ่ยจึงเอ่ยต่อว่า
“เจ้าอย่ามัวแต่เก็บตัวอุดอู้อยู่แต่ในเรือนอีกเลย ออกไปเดินเล่นผ่อนคลายอารมณ์เสียบ้างเถิด”
ดวงตาของเมิ่งหนานอี้พลันสว่างวาบขึ้นในบัดดล
เรื่องที่ทำให้นางขุ่นเคืองใจนั้น หาได้มีเพียงแค่เรื่องที่องค์รัชทายาททรงจำผิดคนและดูแคลนนางเท่านั้น หากแต่ยังมีเรื่องของโอกาสที่กว่าจะได้รับมาสักครั้งก็ช่างยากเย็นนัก —และโอกาสที่ว่าก็คือการจะได้สลัดคำสั่งกักบริเวณให้พ้นตัวไปเสียสิ้น
บัดนี้ แม้ว่าวาจาของบิดาจะฟังดูอ้อมค้อมอยู่บ้าง ทว่าหากพินิจให้ดีแล้ว ความหมายแท้จริงมิใช่ว่า…ยกเลิกคำสั่งห้ามนางออกจากเรือนแล้วหรอกรึ?
ถึงแม้คำสั่งกักบริเวณของท่านแม่จะยังคงอยู่ และทันทีที่องค์รัชทายาทออกจากจวนเมิ่งไปแล้ว นางก็จะต้องกลับไปยังเรือนโยวหลานดังเดิม แต่อย่างน้อย ในหมู่พวกนางทั้งสองก็ยังมีผู้หนึ่งที่ได้รับอิสรภาพกลับคืนแล้ว!
เมิ่งหนานอี้พลันสัมผัสได้ถึงอาการเบาหวิวกลางอก ในที่สุดนางก็พอจะยิ้มออกมาได้เสียที
“ขอบพระคุณท่านพ่อที่เป็นห่วงเจ้าค่ะ”
เมิ่งชินรุ่ยพยักหน้าด้วยความปลาบปลื้มใจ บางทีอาจเพราะเห็นว่าบรรยากาศเริ่มผ่อนคลายลงบ้างแล้ว สมองของเขาจึงพลันแล่นผิดทิศไปชั่วขณะหนึ่ง เขาหันไปหา ‘เมิ่งหนานอี้’ แล้วเอ่ยว่า
“พวกเจ้าสองพี่น้องออกไปเดินเที่ยวเล่นด้วยกันสักหน่อยก็น่าจะดี นับตั้งแต่เจ้ากลับจวนมา ข้าแทบไม่เคยเห็นพวกเจ้าออกไปไหนมาด้วยกันเลย พวกเจ้าเป็นพี่น้องฝาแฝดกัน นั่นนับเป็นวาสนาที่สวรรค์ลิขิตไว้ ชั่วชีวิตนี้พวกเจ้าล้วนเป็นคนที่สนิทชิดเชื้อที่สุดของกันและกัน สมควรที่จะต้องคอยอยู่เป็นเพื่อนกัน ดูแลกันให้มาก”
ทันทีที่วาจานี้หลุดออกมา อารมณ์เบิกบานที่เพิ่งจะก่อตัวขึ้นภายในใจของเมิ่งหนานอี้ก็พลันสลายหายไปกว่าครึ่ง ราวกับสำรับโอชะถูกยกมาวางถึงตรงหน้าแล้ว ครั้นเปิดฝาครอบออกดู กลับพบว่าเป็นเพียงเศษอาหารเหลือค้างเท่านั้น!
‘คนที่สนิทชิดเชื้อที่สุด’ อย่างนั้นรึ?
สำหรับเมิ่งหนานอี้แล้ว เมิ่งซีโจวนั้นเป็นเพียงลูกนอกไส้ผู้หนึ่งที่เข้ามายึดครองฐานะของนาง ซ้ำยังฉกชิงทุกสิ่งทุกอย่างของนางไปเท่านั้น!
เพียงได้เห็นใบหน้าของเมิ่งซีโจวที่เหมือนตนราวกับแกะ นางก็รู้สึกขัดหูขัดตาอย่างถึงที่สุด จนแทบอยากจะฉีกใบหน้านั้นให้แหลกละเอียดเลยด้วยซ้ำ! แต่นี่กลับจะให้ออกไปเดินเที่ยวเล่นด้วยกันอย่างนั้นรึ? นั่นมิใช่เป็นการทรมานนางครั้งใหญ่หรอกหรือ!
ท่านพ่อนี่ช่างเป็นคนประเภท ‘เอ่ยในสิ่งที่ไม่ควร’ อย่างแท้จริง!
ส่วนตัวเมิ่งซีโจวเองก็คาดไม่ถึงจริงๆว่า เมิ่งชินรุ่ยจะมีเวลาว่างมากถึงขั้นจงใจสร้างเรื่องให้พวกนางทั้งสองต้องรู้สึกขยะแขยงใจกันเล่นเช่นนี้ แต่เมื่อคิดได้ว่าเมิ่งหนานอี้จะต้องอึดอัดขัดใจกับเรื่องนี้มากเพียงใด นางก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาไม่น้อย จึงตอบรับคำอย่างว่าง่ายว่า
“เจ้าค่ะท่านพ่อ ลูกเองก็อยากไปเดินเล่นกับพี่หญิงมานานแล้วเช่นกัน”
นางสังเกตเห็นชัดเจนว่า ทันทีที่เมิ่งหนานอี้ได้ยินถ้อยวาจาประโยคนี้ ร่างทั้งร่างของนางก็พลันแข็งค้างไปชั่วขณะหนึ่ง
เมิ่งชินรุ่ยได้สัมผัสความรู้สึก ‘บิดาเมตตา บุตรกตัญญู พี่น้องปรองดอง’ ที่แสนจอมปลอมนี้อยู่ครู่หนึ่ง จึงได้พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ และเอ่ยเสียงเรียบขึ้นว่า
“เช่นนี้ย่อมดีที่สุด ข้ายังมีธุระต้องไปจัดการ พวกเจ้าสองพี่น้องก็อยู่พูดคุยเรื่องส่วนตัวกันต่อไปเถิด”
เมิ่งซีโจวมองเมิ่งชินรุ่ยด้วยแววตาจริงใจ ทว่ากลับไม่เอ่ยคำใดอีก ในขณะที่เมิ่งหนานอี้กลับจนปัญญา ได้แต่ฝืนใจเอ่ยออกมาอย่างจำใจที่จะต้องรับภาระนั้น
“เจ้าค่ะ ลูกน้อมส่งท่านพ่อ”
เมิ่งซีโจวจึงค่อยกล่าวตามติดว่า
“น้อมส่งท่านพ่อเจ้าค่ะ”
เมิ่งชินรุ่ยเพิ่งจะก้าวพ้นประตูไปได้หยกๆ เมิ่งหนานอี้ก็รีบก้าวตามออกจากโถงหลักไปแทบจะในทันที ประหนึ่งว่ามีภูตผีร้ายกาจกำลังไล่ติดตามอยู่เบื้องหลังไม่มีผิด
เพียงต้องอยู่ร่วมกับเมิ่งซีโจวอีกสักชั่วยาม นางก็รู้สึกราวถูกทรมานดุจตกนรกทั้งเป็นแล้ว!
ทว่านางก็ไม่ต้องการกลับไปขังตัวเองอยู่ในเรือนหลานจื่อ ที่หลายวันมานี้เปรียบประหนึ่งกรงขังเช่นกัน
ในเมื่อเมิ่งชินรุ่ยเป็นผู้เอ่ยปากเองว่าให้นางออกไปเดินเล่นผ่อนคลายอารมณ์ เช่นนั้นนางก็จะออกจากจวนนี้ไปเสีย
เมิ่งซีโจวจ้องมองแผ่นหลังของเมิ่งหนานอี้ที่ก้าวเดินออกนอกประตูจวนไป พลางยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างเนิบช้า
ไม่รู้ว่าการออกจากจวนในครานี้ของเมิ่งหนานอี้ จะสามารถกลับไปสานต่อวาสนาชั่วกับฉู่เซียวได้สำเร็จหรือไม่?
แต่เวลานี้ เรื่องนั้นหาได้สำคัญไม่…
แววตาของนางไหววูบเล็กน้อย ก่อนจะวางถ้วยชาลงอย่างมั่นคง ได้เวลาออกเดินทางไปยังตำหนักองค์หญิงใหญ่แล้ว อย่าให้ทั้งองค์หญิงใหญ่และซ่งเฉิงจี้ต้องรอนานเกินไปจะดีกว่า
เบื้องหน้าประตูใหญ่ลงชาดสีแดงของตำหนักองค์หญิงใหญ่ ตำหนักตั้งตระหง่านสูงใหญ่จนน่าเกรงขาม สิงโตหินสองข้างประตูตั้งโดดเด่น ขั้นบันไดเรียงรายให้ความรู้สึกเคร่งขรึม เผยถึงอำนาจฐานันดรเจ้าของได้อย่างชัดเจน
รถม้าของเมิ่งซีโจวค่อยๆหยุดลงเทียบข้าง นางเพิ่งจะเลิกม่านรถม้าขึ้นเตรียมจะก้าวลงมา กลับไม่คาดคิดว่าจะพบซ่งเฉิงจี้ยืนเอาสองมือไพล่หลังอยู่บนบันไดเบื้องหน้าก่อนแล้ว
เขายังไม่ได้เข้าไปภายในตำหนัก หากแต่ยืนรออยู่ตรงหน้าประตูใหญ่เช่นนั้น
แสงอาทิตย์ซีดจางในยามบ่ายของเหมันต์ฤดู ได้ทอดลงบนฉลองพระองค์ลายสีดำสนิทของเขา ขับเน้นโครงร่างให้ยิ่งดูสูงสง่าเยียบเย็นและคมเข้ม ในมือของเขากำถือม้วนตำราเล่มหนึ่งไว้อย่างหลวมๆ คล้ายกับว่าใช้มันฆ่าเวลาในระหว่างรอคอย ทว่าบนใบหน้ากลับไม่ปรากฏความหงุดหงิดรำคาญให้เหนแม้เพียงเสี้ยว มีเพียงความสงบนิ่งลุ่มลึก ประหนึ่งว่าการได้มองบุรุษผู้นี้เพียงคราเดียว ก็มากพอจะปลอบประโลมความร้อนรนภายในใจผู้คนให้สงบลงได้