พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่109 ขุมกำลังของฝ่ายเมิ่งซีโจว (2)
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่109 ขุมกำลังของฝ่ายเมิ่งซีโจว (2)
บทที่109 ขุมกำลังของฝ่ายเมิ่งซีโจว (2)
เมิ่งซีโจวชะงักฝีเท้าเพียงเล็กน้อย แล้วสีหน้าก็พลางกลับคืนสู่ความสงบนิ่งดังเดิมในระยะเวลาเพียงสั้นๆ นางก้าวเท้าลงจากรถม้าอย่างไม่รีบร้อน ก่อนจะค่อยๆเดินขึ้นบันไดไปทีละขั้น จนกระทั่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าซ่งเฉิงจี้ แล้วจึงค่อยย่อกายเล็กน้อยคารวะตามธรรมเนียม
“ถวายบังคมองค์รัชทายาทเพคะ”
เมื่อได้ยินเสียงนั้น ซ่งเฉิงจี้จึงค่อยๆปิดม้วนตำราในมือลงด้วยท่าทีที่ไม่ช้าไม่เร็ว มุมปากยกขึ้นแผ่วเบาจนแทบมองไม่เห็น
“มาแล้วรึ? เช่นนั้นก็ไปกันเถิด”
ไร้ซึ่งคำทักทายเกินจำเป็น ประหนึ่งทั้งสองได้นัดหมายกันไว้แต่แรกแล้วว่าจะมาพบกัน ณ สถานที่แห่งนี้
เมิ่งซีโจวพยักหน้าเบาๆ มิได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดให้มากความเช่นกัน จากนั้นทั้งสองก็ได้เดินเคียงคู่เข้าสู่ตำหนักองค์หญิงใหญ่ไปพร้อมกัน
เหล่าองครักษ์ที่ยืนสงบนิ่งอยู่ที่หน้าประตู ต่างก็มิอาจปิดบังความตื่นตะลึงในแววตาได้มิดชิด
ลั่วกู่ซึ่งซ่อนตัวอยู่ในมุมมืด ครั้นเหลือบเห็นสีหน้าที่คางแทบจะร่วงหล่นขององครักษ์เหล่านั้นเข้า ก็อดที่จะกลอกตาอย่างระอาไม่ได้
ทำราวกับไม่เคยพบเห็นโลกกว้างกันจริงๆ!
องค์หญิงใหญ่ทรงประทับรออยู่ภายในโถงหลักก่อนแล้ว
ยามนี้พระนางสวมใส่อาภรณ์ลำลอง สีหน้าดูดีขึ้นกว่าก่อนหน้ามากนัก ทว่ายังคงมีเค้าความอ่อนแรงเจืออยู่ไม่น้อย
ครั้นเห็นซ่งเฉิงจี้กับเมิ่งซีโจวเดินเข้ามาพร้อมกัน บนใบหน้าของนางกลับไม่มีความประหลาดใจปรากฏให้เห็นเลยสักนิด ประหนึ่งว่าทุกเรื่องล้วนอยู่ในความคาดหมายมาแต่ต้นแล้ว
ขณะที่ทั้งสองเพิ่งคิดจะย่อกายถวายบังคม แต่องค์หญิงใหญ่กลับยกมือขึ้นโบกปัดแผ่วเบา เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่าสามส่วน
“ไม่ต้อง ทุกคนที่นี่ล้วนหาใช่คนนอกคนไกลที่ไหน ไม่จำเป็นต้องมากพิธีนัก นั่งลงก่อนเถิด”
จากนั้น สายตาที่ทอดมองของพระนางก็ไปหยุดอยู่ที่ร่างของเมิ่งซีโจว พลางยื่นมือออกมาฉุดดึงหญิงสาวให้นั่งลงบนตั่งนุ่มข้างกายตน
“ระยะนี้เจ้าเป็นเช่นไรบ้าง” น้ำเสียงขององค์หญิงใหญ่พลันอ่อนโยนลงหลายส่วน ขณะเดียวกันก็พินิจมองใบหน้าของเมิ่งซีโจวอย่างละเอียดถี่ถ้วน
“นับว่ายังดีเพคะ” เมิ่งซีโจวตอบกลับเพียงสั้นๆแต่กระชับได้ใจความ
องค์หญิงใหญ่พยักหน้าเบาๆ มือที่กุมมือของเมิ่งซีโจวไว้พลันออกแรงกระชับขึ้นเล็กน้อย “ยังไม่มีโอกาสได้กล่าวขอบใจเจ้าอย่างเป็นทางการสำหรับเรื่องในวันนั้นเสียที หากมิใช่เพราะเจ้าที่ยอมเสี่ยงชีวิตเข้าช่วยเหลืออย่างสุดกำลัง ทั้งยังขุดหลุมศพช่วยชีวิตข้าไว้ได้ทันท่วงทีแล้วล่ะก็… ป่านนี้ข้า ซ่งเจา เกรงว่าคงจะสิ้นชีพ วิญญาณลงสู่ปรโลกไปนานแล้ว แม้แต่ร่างกระดูกก็คงไม่หลงเหลือ”
ครั้นเอ่ยถึงเรื่องความเป็นความตาย น้ำเสียงของพระนางกลับยังคงราบเรียบมั่นคง ทว่าแฝงไว้ด้วยความเวิ้งว้างเยียบเย็นของผู้ที่เพิ่งรอดพ้นจากหายนะมาได้อย่างหวุดหวิด
เมิ่งซีโจวยกมืออีกข้างขึ้น ตบลูบลงบนหลังพระหัตถ์ขององค์หญิงใหญ่อย่างแผ่วเบา แล้วกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย
“องค์หญิงทรงตรัสหนักไปแล้วเพคะ ระหว่างพระองค์กับหม่อมฉัน ไหนเลยจำเป็นจะต้องเอ่ยคำขอบคุณอีกเล่า อีกประการหนึ่ง ของกำนัลพวกนั้นที่พระองค์ทรงส่งมาเป็นการตอบแทน เวลานี้ก็แทบจะกองเต็มครึ่งห้องของหม่อมฉันแล้ว ทำให้หม่อมฉันสามารถแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า ในเรื่องขาดแคลนทรัพย์สินเงินทองยามที่เพิ่งกลับเข้าจวนโหวได้พอดี เพียงเท่านี้ก็นับเป็นการตอบแทนหม่อมฉันอย่างมากแล้วเพคะ”
ในดวงตาขององค์หญิงใหญ่ประหนึ่งมีประกายน้ำวาบผ่านชั่วขณะ ทว่าพระนางก็มิได้ปล่อยให้อารมณ์เผยออกมามากเกินไป เพียงแต่บีบมือของเมิ่งซีโจวไว้แน่นขึ้นอีกเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “ภายภาคหน้าหากมีเรื่องใดที่เจ้ารับมือไม่ไหว จงรีบส่งข่าวมาให้ข้าเป็นพอ”
ซ่งเฉิงจี้ถูกสตรีทั้งสองทอดทิ้งไว้ด้านข้างเสียแล้ว แต่เขากลับยังคงสงบนิ่งไม่ทุกข์ร้อน เพียงยกถ้วยชาร้อนที่นางกำนัลยกมาประเคนให้ขึ้นจิบอย่างไม่รีบร้อน
เมิ่งซีโจวใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงค่อยเงยหน้าขึ้นมององค์หญิงใหญ่ สีหน้าของนางแปรเปลี่ยนเป็นจริงจังและเคร่งขรึมขึ้นทันใด “องค์หญิงเพคะ บัดนี้หม่อมฉันมีเรื่องหนึ่งจะใคร่ขอร้องพระองค์เพคะ”
“เจ้าพูดมาได้เลยเต็มที่”
“หม่อมฉันรู้ว่าอาการบาดเจ็บของพระองค์ยังไม่หายดี แต่ในพระทัยยังทรงห่วงใยชายแดนอยู่เสมอ” น้ำเสียงของเมิ่งซีโจวชัดเจนและหนักแน่น “หากพระองค์คิดจะยกทัพออกศึก หม่อมฉันใคร่ขอร้องให้พระองค์พาเจียงจี้เยว่ คุณหนูใหญ่แห่งจวนตระกูลเจียงออกสู้ศึกในสนามรบร่วมกันเพคะ”
“เจียงจี้เยว่…คุณหนูตระกูลเจียงนางนั้นรึ?” ในดวงตาขององค์หญิงใหญ่ฉายแววประหลาดใจขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
สำหรับคุณหนูผู้นี้นั้น ในแวดวงเหล่าสตรีสูงศักดิ์แห่งเมืองหลวง นางช่างตรงกับคำว่า ‘นอกรีตนอกทาง’ ทั้งยังไร้แบบแผนอย่างแท้จริง
เมิ่งซีโจวย่อมเข้าใจดีว่า เหตุใดองค์หญิงใหญ่จึงทรงปั้นสีหน้าประหลาดใจถึงเพียงนี้
ในบรรดามิตรสหายทั้งหมดของนาง เจียงจี้เยว่นับเป็นสหายพิเศษที่สุดผู้หนึ่งทีเดียว
สหายของนางผู้นี้ใช้ชีวิตในแต่ละวันประหนึ่งลุ่มหลงอยู่ในโลกแห่งสุราและความฝัน เมามายเหลวไหลไร้แก่นสาร เที่ยวเตร่อยู่ตามโรงสุราและหอนางโลม ตั้งโต๊ะเลี้ยงดูเหล่าสหายเสเพลที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ จนกิตติศัพท์ในทางเลวร้ายของนางได้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมือง
ทว่าแท้จริงแล้ว ทั้งหมดล้วนเป็นเพียงการจำใจต้องแสร้งโง่แสร้งเขลาเท่านั้น
ภายหลังจากเจียงจี้เยว่สูญเสียมารดาตั้งแต่วัยเยาว์ บิดาของนาง — อัครเสนาบดีเจียงที่ภายนอกดูน่าเคารพนับถือผู้นั้น กลับกระทำเรื่องน่าอัปยศอย่างที่สุด ในยามที่ยังไม่พ้นเจ็ดวันแรกของการไว้ทุกข์ให้กับภรรยาเอกผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา เขาก็ทนไม่ไหวจนต้องรีบรับหญิงสกุลไป๋ซึ่งเป็นรักแท้ และได้เลี้ยงดูนางไว้ที่เรือนนอกมานานหลายปีเข้ามาอยู่ในจวน!
ครั้นเมื่อพ้นกำหนดไว้ทุกข์ เขาก็ยิ่งเมินเฉยต่อคำคัดค้านแข็งกร้าว และความคับแค้นโศกเศร้าของแม่เฒ่าเจียงอย่างสิ้นเชิง ดึงดันจะยกชูหญิงสกุลไป๋ขึ้นเป็นฮูหยินเอกให้จงได้!
ณ ห้วงเวลานั้นเอง ด้วยความฉลาดเฉลียวและมากไหวพริบของเจียงจี้เยว่ นางย่อมมองเห็นโฉมหน้าจอมปลอมเสแสร้งของผู้เป็นบิดาได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
ที่แท้ในยามที่มารดาของนางยังมีชีวิตอยู่ ความลึกซึ้งจริงใจที่บิดาแสดงออกราวกับรักมั่น จนไม่ยอมรับอนุคนใดเข้าจวนนั้น หาได้เกิดจากความเคารพและความรักที่มีต่อมารดาของนางไม่ หากแต่เป็นเพราะเขากำลังสร้างรังรักอย่างเงียบๆไร้ผู้ใดรบกวนกับหญิงสกุลไป๋ ซึ่งเป็นยอดดวงใจของเขาต่างหากเล่า!
เพียงรอให้มารดาของนางสิ้นลมเท่านั้น เขาก็จะรีบยกตำแหน่งสูงส่งสุดนี้ ให้แก่สตรีนอกเรือนนางนั้นเข้าแทนที่ในทันที!
หลังจากหญิงสกุลไป๋ก้าวเท้าเข้าประตูจวนตระกูลเจียงมาได้ไม่นาน นางก็ให้กำเนิดบุตรชายถึงสองคนติดกัน ครั้นมีทายาทไว้หนุนหลัง ฐานะของหญิงสกุลไป๋ก็ยิ่งมั่นคงขึ้นทุกขณะ ส่วนสถานะของเจียงจี้เยว่ในจวนตระกูลเจียง กลับกลายเป็นกระอักกระอ่วนมากขึ้น จะทิ้งก็มิได้ จะเก็บไว้ก็มิใช่ เปรียบดั่งกระดูกไก่ไร้รสชาติ แต่ก็ยังขวางคออยู่เช่นนั้น
ต่อมา เมื่อได้เลื่อนขั้นกลายเป็นฮูหยินเอก นางก็เริ่มวางแผนเลือกคู่ครองให้เจียงจี้เยว่อย่างแยบคาย ทว่าบุรุษที่นางคัดเลือกมานั้น กลับเป็นพ่อหม้ายเฒ่าจากตระกูลใหญ่โต เห็นชัดว่าจงใจเปิดเผยเจตนาร้ายที่ซุกซ่อนอยู่เบื้องหลังการแต่งงานออกมาอย่างเปิดเผย!
แต่ที่ทำให้ผู้คนสิ้นหวังยิ่งกว่าก็คือ เสนาบดีเจียงผู้เป็นบิดากลับมิได้มีคำคัดค้านใดๆกับเรื่องดังกล่าว แม้เพียงครึ่งคำก็ไม่มีเอ่ยออกมา ตรงกันข้าม เขากลับยกย่องชื่นชมฮูหยินคนใหม่เสียยกใหญ่ ว่าสามารถจัดการออกมาได้อย่างดีเยี่ยม!