พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่111 นางมองเจ้าเหมือนบุรุษใจดำผู้ทอดทิ้งรัก
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่111 นางมองเจ้าเหมือนบุรุษใจดำผู้ทอดทิ้งรัก
บทที่111 นางมองเจ้าเหมือนบุรุษใจดำผู้ทอดทิ้งรัก
ภายในห้องโถงหลักตำหนักองค์หญิงใหญ่
องค์หญิงใหญ่ยังทรงหารือกับองค์รัชทายาทถึงปัญหาอื่นๆอีกหลายเรื่อง ก่อนจะทรงตกลงกันได้เป็นที่เรียบร้อย
เมิ่งซีโจวที่เห็นว่าเรื่องงานการทหารและการเมืองเช่นนี้ มิใช่สิ่งที่นางสมควรจะนั่งร่วมฟังอยู่ข้างวงสนทนาด้วย จึงได้ลุกขึ้นกล่าวว่า
“ทูลทั้งสองพระองค์ หากไม่มีพระบัญชาใดอื่นแล้ว หม่อมฉันขอทูลลาเพคะ……”
ทว่าวาจาของนางยังมิทันสิ้นสุดดี องค์หญิงใหญ่กับซ่งเฉิงจี้ก็พลันเปล่งเสียงดังห้ามปรามไว้อย่างพร้อมเพรียงกัน
เมิ่งซีโจวพลันชะงักการเคลื่อนไหวไปครู่หนึ่ง ได้แต่ทรุดกายลงนั่งบนตั่งนุ่มดังเดิม ดีที่ทั้งสองพระองค์ล้วนเป็นผู้รู้กาลเทศะและมีขอบเขตยิ่ง เรื่องที่ปรึกษาหารือกันจึงหลีกเลี่ยงหัวใจสำคัญอย่างความลับทางการทหารและการจัดวางกำลังพล มีเพียงเรื่องการประสานงานบางอย่างเท่านั้นที่ถูกหยิบขึ้นมาสนทนา
เมิ่งซีโจวจึงนั่งอยู่ด้านข้างอย่างสงบเงียบ คอยสดับฟังโดยมิได้เอื้อนเอ่ยคำใด
ครั้นเมื่อเรื่องราวทั้งปวงตกลงกันเสร็จสิ้นแล้ว ท้องนภาด้านนอกหน้าต่างก็เริ่มมืดคล้อย จวนเข้าใกล้ยามสนธยาแล้ว
เมิ่งซีโจวจึงลุกขึ้นยืน พลางทูลลาองค์หญิงใหญ่กับซ่งเฉิงจี้
ซ่งเฉิงจี้ยื่นมือออกไปคว้าม้วนตำราที่วางไว้บนโต๊ะเมื่อครู่ขึ้นมา เดิมคิดจะเก็บเสีย ทว่าองค์หญิงใหญ่ผู้ทรงมีสายพระเนตรเฉียบคม กลับเหลือบเห็นปกตำรานั่นเข้าเสียก่อน
องค์หญิงใหญ่ทรงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ตรัสขึ้นด้วยความประหลาดใจว่า
“เซียวเหยาเค่อ? นี่แม้แต่เจ้าเองก็อ่านงานเขียนของนักประพันธ์ผู้นี้ด้วยรึ?”
เมื่อยามประชวรต้องอยู่เฉยๆ องค์หญิงใหญ่ทรงรู้สึกเบื่อหน่ายยิ่งนัก และบังเอิญไปได้งานเขียนเรื่องเล่าชาวบ้านของเซียวเหยาเค่อมาหลายเล่ม ซึ่งเวลานี้เป็นที่แพร่หลายในหมู่ชาวเมืองอย่างมากมาอ่านแก้เบื่อบ้าง เช่นนี้ยังพอเข้าใจได้
แต่หลานชายที่ยืนอยู่ตรงหน้านางยามนี้ แต่ไหนแต่ไรมีนิสัยชอบอ่านเพียงตำราความรู้ ประวัติศาสตร์รวมถึงตำราพิชัยเกี่ยวกับการปกครองแผ่นดินเท่านั้น มิเคยสนอกสนใจงานเขียนตามท้องตลาดอย่างเรื่องเล่าใต้เตียงวังหลังนี้เลยแม้แต่น้อย แล้วเหตุใดวันนี้จึงกลับแหกธรรมเนียมเดิม หันมาอ่านงานเขียนพรรค์นี้ได้เล่า?
ซ่งเฉิงจี้ยามนี้หาได้มีสีหน้ากระอักกระอ่วนเพราะถูกจับได้แม้แต่น้อยไม่ ตรงกันข้าม เขายังคงถืองานเขียนเล่มนั้นไว้ในมืออย่างเปิดเผย ท่วงท่าเป็นธรรมชาติยิ่งนัก น้ำเสียงที่เอ่ยตอบก็สงบราบเรียบ
“งานเขียนนเล่มนี้ลั่วกู่เป็นผู้นำมามอบให้กระหม่อม บอกว่าเป็นงานเขียนที่กำลังได้รับความนิยมเป็นวงกว้างในเมืองหลวง ยามว่างกระหม่อมจึงลองเปิดอ่านดู และรู้สึกว่าเป็นเรื่องเล่าที่ชวนให้รู้สึกเพลิดเพลินอยู่ไม่น้อย”
บนปกหนังสือ อักษรใหญ่ไม่กี่คำซึ่งเขียนไว้อย่างพลิ้วไหวเจ้าสำราญ ได้ปรากฏเด่นชัดแก่สายตา—
“บุปผาแรกแย้มเต็มอุทยาน ก็มิอาจกั้นขังไว้ได้”
ข้างกันยังวาดกิ่งท้อสองสามกิ่งที่กำลังผลิบานสะพรั่งงดงาม ความหมายคลุมเครือชวนให้ใจสั่นนั้น สามารถพวยพุ่งเข้ามาปะทะจิตใจของผู้คนได้แทบจะในทันใด
สายตาของเมิ่งซีโจวทอดลงบนปกงานเขียนเล่มนั้น เพียงชั่วพริบตาก็รู้สึกราวกับมีไอร้อนสายหนึ่งระเบิด ‘ตูม’ พุ่งขึ้นสู่ศีรษะอย่างฉับพลัน! แม้นางจะเป็นผู้ที่มีกิริยาสงบนิ่งเสมอมา ทว่าในยามนี้กลับแทบมิอาจควบคุมสีหน้าของตนได้ ร่างทั้งร่างยังแข็งค้างไปเล็กน้อย
งานเขียนเล่มอื่นก็ช่างเถิด… แต่ไฉนต้องเป็นเล่มนี้ด้วยเล่า?!
นางเอกในงานเขียนเล่มนี้เห็นกจารีตประหนึ่งสิ่งไร้ค่ามิได้อยู่ในสายตา การกระทำล้วนตามอำเภอใจ เปิดเผยและอหังการ ตลอดวันใช้ชีวิตอย่างเสเพลสำราญ แสวงหาความสุขอันถึงขีดสุด…
เมิ่งซีโจวฝืนรักษาท่าทีสงบไว้ ก่อนจะค่อยๆเบนสายตาออกจากปกงานเขียนอย่างเชื่องช้าด้วยท่าทางที่แข็งทื่อ ทว่าไม่ทันไร กลับต้องสบเข้ากับดวงตาที่ลุ่มลึกดุจหุบเหวยากจะหยั่งถึงของซ่งเฉิงจี้
นางย่อมรู้ดีว่าซ่งเฉิงจี้กำลังหยั่งเชิงนาง เพราะเขายังจงใจย้ำว่า งานเขียนเล่มนี้ลั่วกู่เป็นผู้นำมามอบให้ และลั่วกู่ก็คือผู้เดียวที่รู้ว่า ‘เซียวเหยาเค่อ’ ก็คือเมิ่งซีโจว
ดวงตาคู่นั้นของเขาราวกับสามารถเอื้อนเอ่ยแทนวาจาได้ แฝงไว้ทั้งคำถาม ทั้งความน้อยอกน้อยใจเล็กๆ ที่ผู้อื่นแทบมิอาจสังเกตเห็น
เมิ่งซีโจวสบตาเขาอย่างตรงไปตรงมา มิหนำซ้ำยังเอ่ยหยอกเย้าออกไปอีกว่า
“คิดไม่ถึงเลยว่าองค์รัชทายาทจะทรงชื่นชอบงานเขียนประเภทนี้ด้วยเพคะ?”
ซ่งเฉิงจี้คลี่ยิ้มบาง พลางส่ายหน้าไปมาอย่างเชื่องช้าคล้ายจะจนใจอยู่บ้าง ครั้นเมื่อเมิ่งซีโจวคิดว่าเขาคงไม่ตอบแล้ว กลับได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยขึ้นว่า
“บางที… ข้าอาจมิได้ชื่นชอบงานเขียนประเภทนี้ หากแต่ชอบคนประเภทนี้ที่อยู่ในงานเขียนกระมัง?”
เรื่องรสนิยมความชอบนั้น ปรากฏว่าเขาไม่คิดจะปิดบังเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังรุกใส่อย่างโจ่งแจ้ง!
หัวใจของเมิ่งซีโจวพลันกระตุกวูบ!
ครั้นถ้อยวาจาสิ้นสุดลง องค์รัชทายาทก็เงยหน้าขึ้นอย่างฉับพลัน แล้วสายตาของเขาก็สบเข้ากับสายตาของเมิ่งซีโจวอีกครา แต่ครั้งนี้ราวกับจะมองทะลุให้ถึงกลางใจของนาง
เมิ่งซีโจวข่มอาการหวั่นไหวที่ผุดขึ้นในใจชั่วพริบตานี้ไว้ แล้วเอ่ยพร้อมเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“เช่นนั้น องค์รัชทายาทก็ควรต้องไตร่ตรองให้ดี ความหวานล้ำประเภทนั้นชิมได้เพียงชั่วคราว หากแต่หลังจากนั้น เกรงว่าจะเป็นรสขมที่ต้องลิ้มรสไปชั่วชีวิตเพคะ”
ซ่งเฉิงจี้ได้ยินดังนั้น ไม่เพียงไม่ถอยกลับ ตรงกันข้าม เขายังใช้งานเขียนที่ม้วนอยู่ในมือเคาะปลายคางตนเองเบาๆอย่างไม่ใส่ใจนัก
รอยยิ้มในแววตาของเขากลับยิ่งลึกล้ำมากขึ้น ดุจหิมะน้ำแข็งในฤดูใบไม้ผลิที่ค่อยๆละลาย และตอบกลับมาทีละวาจาอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า
“ขอเพียงวันเดียวย่อมพอใจ แล้วต่อไปจะเป็นเช่นไรย่อมไม่คิดเสียใจภายหลัง”
วาจาประโยคนี้มีน้ำหนักเปรียบดั่งคำสัตย์สาบาน
บรรยากาศโดยรอบพลันเงียบสงัดแข็งค้าง
ทั้งสองยังคงยืนนิ่งอยู่เช่นนั้น ระยะห่างเพียงไม่กี่ช่วงแขน แต่ดวงตาสองคู่ยังคงสบประสานกันแน่นิ่ง
นี่นับเป็นการช่วงชิงกันอย่างเงียบงัน ผู้ใดเบนสายตาหลบก่อน ผู้นั้นย่อมเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในเชิงอำนาจ
องค์หญิงใหญ่รู้อยู่ก่อนแล้วว่าควรวางตัวเช่นไร จึงหลุบตาลงอย่างรู้กาละเทศะ ทั้งยังจงใจผ่อนการเล่นจิ่วเหลียนหวน1ลง พยายามลดบทบาทการมีตัวตนของตนให้จืดจางลงให้มากที่สุด
กาลเวลาเคลื่อนผ่านไปทีละน้อย เปลวเทียนในครอบแก้วหลิวหลีอันวิจิตรสั่นไหวระริก แสงเงาบนใบหน้าของคนทั้งสองพลันสว่างพลันมืดสลับกันไปมา
ท้ายที่สุด เป็นเมิ่งซีโจวที่พ่ายลงก่อน
นางเบือนหน้าออกไป แพขนตาสั่นไหวแผ่วเบา หลังสูดลมหายใจลึกเข้าหนึ่งครา น้ำเสียงก็กลับคืนสู่ความเยียบเย็นสงบนิ่งอย่างที่เคยเป็น ทำราวกับว่าการประจันหน้าดั่งกระแสคลื่นใต้น้ำโหมซัดเมื่อครู่นี้ มิเคยเกิดขึ้นมาก่อน
“ช่างเถิด อย่างไรเสียราคาทั้งหมดนั้น ก็เป็นสิ่งที่พระองค์จะต้องรับไว้ด้วยตัวเอง”
กล่าวจบ นางก็ลุกขึ้นยืนแล้วถวายบังคมต่อองค์หญิงใหญ่และซ่งเฉิงจี้ตามลำดับ “เช่นนั้น หม่อมฉันขอทูลลาทั้งสองพระองค์เพคะ”
ทันทีที่สิ้นคำ นางก็หมุนกายเดินจากไปในบัดดล
สายพระเนตรขององค์หญิงใหญ่ค่อยๆถอนกลับจากแผ่นหลังของเมิ่งซีโจว ที่ยามนี้ดูเหมือนจะมีอาการลนลานอยู่หลายส่วน แล้วทอดมองไปทางซ่งเฉิงจี้ ผู้ซึ่งยังคงจับจ้องไปยังทิศทางที่นางจากไปมิได้วางตา
องค์หญิงใหญ่ทรงถอนใจออกมาอย่างจนปัญญา ก่อนจะตรัสถามเสียงแผ่วว่า
“เหตุใดเจ้าจึงต้องคอยคาดคั้นเอาชนะนางเช่นนี้ด้วย?”
ซ่งเฉิงจี้ค่อยๆถอนสายตากลับคืนมา นิ้วมือเรียวยาวลูบไล้ปกงานเขียนที่ซุกอยู่ในแขนเสื้อเล่มนั้นอย่างลืมตัว เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยตอบเสียงต่ำว่า
“เสด็จอา ข้าไม่ค่อยสบายใจนัก มักจะรู้สึกเสมอว่า หลังจากที่มิได้พบกันมาหลายปี ครั้นได้พบหน้านางอีกครา นางกลับคล้ายมีปมบางอย่างที่ค้างคาใจต่อข้า”
วัยเยาว์เคียงกันมา
เป็นคู่หมายที่สวรรค์ลิขิต
ไม่ว่าผู้ใดที่พบเห็น ล้วนต้องกล่าวว่าเป็นคู่สร้างคู่สมดุจสวรรค์ประทานโดยแท้
ทว่าครั้นพรากจากกันไปเมื่อสามปีก่อน การพบกันอีกหนกลับเป็นท่ามกลางถิ่นทุรกันดาร นางยังคงเป็นนางผู้เดิม หากแต่ท่าทีที่มีต่อเขานั้น กลับไม่เหลือเค้าเดิมเลยแม้เพียงครึ่งส่วน
องค์หญิงใหญ่ได้ฟังดังนั้นก็พยักหน้าเชื่องช้าคล้ายกำลังครุ่นคิด
“เรื่องนี้กระทั่งตัวข้าก็ยังพอมองออกอยู่บ้าง อีกทั้งจากที่สังเกตดูแล้ว บางครั้งบางคราที่นางมองเจ้า สายตาของนางยังคล้ายกับกำลังมอง…”
พระองค์ชะงักไปเล็กน้อย ราวกับกำลังสรรหาถ้อยคำที่เหมาะที่สุด
“บุรุษใจดำผู้ทอดทิ้งรัก” ซ่งเฉิงจี้เอ่ยขึ้นแทนอย่างไม่ลังเล น้ำเสียงของเขาสงบนิ่งอย่างมาก
องค์หญิงใหญ่ทรงชะงักงันไปเล็กน้อย ก่อนจะทอดถอนใจแล้วตรัสว่า
“หรือระหว่างพวกเจ้าทั้งสอง… จะมีเรื่องเข้าใจผิดอันใดอยู่กระมัง?”
จิ่วเหลียนหวน คือของเล่นปริศนาโบราณของจีน ลักษณะเป็นห่วงโลหะเก้าห่วงที่เกี่ยวร้อยกัน ต้องแก้ให้หลุดออกตามลำดับ คล้ายเกมฝึกไหวพริบและความอดทน