พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่110 ความฝันที่อยากทำให้ได้
บทที่110 ความฝันที่อยากทำให้ได้
เจียงจี้เยว่ดิ้นรนขัดขืนอยู่หลายครั้งหลายหน ถึงขั้นใช้ความตายของตนเข้าข่มขู่ จึงทำให้สามารถหลบพ้นชะตาที่จะถูกจับแต่งงานได้อย่างเฉียดฉิว
หลังจากต้องดิ้นรนจนเข้าใกล้ความตายหลายครั้งหลายครา ในที่สุดนางก็เข้าใจสัจธรรมข้อหนึ่ง — มีเพียงทำลายชื่อเสียงของตนให้ย่อยยับเสียสิ้น จนบรรดาตระกูลสูงศักดิ์ต่างต้องพากันหลีกหนีดุจหลบโรคร้ายเท่านั้น จึงจะสามารถช่วงชิงหนทางรอดให้ตนได้สักเสี้ยวหนึ่ง!
ดังนั้น นางจึงเริ่มประพฤติตนเหลวไหลให้หนักข้อยิ่งกว่าเดิมมากขึ้นเรื่อยๆ
ทั้งดื่มสุราทั้งเสพสำราญ ฟังเพลงชมระบำ ทั้งยังเข้าออกสถานเริงรมย์อยู่บ่อยครั้ง…
ชั่วเวลาไม่นาน ชื่อเสียงฉาวโฉ่ของคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลเจียง ก็ได้แพร่สะพัดออกไปทั่วทั้งเมืองหลวงว่า เป็นสตรีที่ปล่อยตัวเสเพล
ราคาที่นางต้องจ่ายให้กับเรื่องนี้นั้นนับว่าหนักหนายิ่งนัก
เสนาบดีเจียงถึงกับโกรธเกรี้ยวเดือดดาล จนถึงขั้นงัดกตระกูลมาลงโทษ โบยตีนางเสียจนเนื้อแตกหนังถลอก จนต้องนอนซมอยู่บนเตียงนานกว่าหนึ่งเดือนจึงจะสามารถลุกขึ้นเดินเหินได้อีกครา แต่ถึงกระนั้น เจียงจี้เยว่ก็ยังกัดฟันอดทนฝืนรับความทุกข์ทรมานี้ไว้ทั้งหมด
การเสียสละของนางครั้งนี้แลกมาซึ่งความสงบชั่วคราว ในที่สุดหญิงสกุลไป๋ก็ระงับความคิดที่จะรีบจับนางแต่งออกไปได้ชั่วคราว
นางยังคงเป็นคุณหนูใหญ่แห่งจวนตระกูลเจียง สามารถรับเงินเบี้ยหวัดประจำส่วนตน ใช้จัดงานเลี้ยงเชื้อเชิญสหายมาร่วมเสพสุขสำราญในจวนได้ทุกเดือน ภายนอกดูเหมือนมีอิสระเสรี อยู่อย่างสุขสบายไร้กังวล มีหน้ามีตาและมีเกียรติ
ทว่ากลับมิมีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า ส่วนลึกในหัวใจของนางนั้น แท้จริงปรารถนาสิ่งใดกันแน่
เจียงจี้เยว่นับแต่วัยเยาว์ก็อ่านตำราพิชัยสงครามจนจดจำขึ้นใจ ฝึกขี่ม้าและยิงธนูอย่างหนัก หวังจะเป็นขุนพลผู้ควบม้าตะลุยสนามรบ พิทักษ์แผ่นดินคุ้มครองเหล่าประชา! เฉกเช่นองค์หญิงใหญ่ซ่งเจาผู้เป็นบุคคลที่นางเทิดทูนอย่างที่สุด!
แต่เมื่อครั้งนางที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมาด ปริปากบอกกล่าวความในใจนี้แก่บิดา สิ่งที่ได้รับกลับเป็นเพียงคำตวาดด้วยความโกรธเกรี้ยว
“เหลวไหล! สตรีจะเข้าสู่สนามรบได้อย่างไรกัน! ช่างไม่รู้จักกาลเทศะเอาเสียเลย!”
นางพยายามยกเรื่องขององค์หญิงใหญ่ขึ้นมาโต้แย้ง ทว่าใบหน้าของท่านเจียงกลับยิ่งดำคล้ำ คำพูดที่เปล่งออกมายิ่งทิ่มแทงและหยาบคายมากกว่าเดิม
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าตนกำลังพูดจาวิปลาสอันใดอยู่? ไม่ช้าก็เร็ว พระนางจะต้องได้รู้ถึงจุดจบของสตรี ที่บังอาจคิดเอื้อมมือมาแตะต้องอำนาจทางการทหาร! หรือเจ้าเองก็อยากเดินตามรอยไปขายหน้าเช่นนั้นด้วย?!”
อุดมการณ์ถูกคนในครอบครัวผู้ใกล้ชิดที่สุดบีบทำลายลงด้วยมือตนเอง การขัดขืนก็มิอาจเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้
เจียงจี้เยว่จึงทำได้เพียงฝังหัวใจแห่งดาวแม่ทัพอันเร่าร้อนนั้น กลับลงไปไว้ภายใต้ภาพลักษณ์ของสตรีเหลวแหลกเสเพลแทน ได้แต่ทนเฝ้ารับการเผาไหม้และความทรมานในส่วนลึกของหัวใจวันแล้ววันเล่า
ครั้นเมิ่งซีโจวนึกได้ว่าองค์หญิงใหญ่กำลังจะกลับมารับบัญชานำทัพออกศึกอีกครา คนแรกที่นางนึกถึงก็คือเจียงจี้เยว่
นางเข้าไปในจวนตระกูลเจียงโดยหลีกเร้นสายตาผู้คนทั้งปวง เอ่ยถามอีกฝ่ายไปว่า
“จี้เยว่ หากมีโอกาสได้ออกศึกในสนามรบ เจ้าจะยินดีจะไปหรือไม่?”
เจียงจี้เยว่ตอบกลับแทบจะในทันใด น้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความเด็ดเดี่ยวหนักแน่น
“ข้าย่อมยินดีเป็นที่สุด!”
เมิ่งซีโจวมองเห็นความมุ่งมั่นแน่วแน่ชนิดไม่คิดหันหลังกลับในดวงตาของนาง ในใจพลันรู้สึกปวดหนึบจนอดที่จะเอ่ยออกมามิได้ว่า
“แต่ในสนามรบนั้น คมดาบไร้เมตตา ช่างอันตรายยิ่งนัก…”
“แม้จะมีโอกาสตายเก้ารอดเพียงหนึ่ง ข้าก็ยังยินดีที่จะไป!” เจียงจี้เยว่กล่าวต่อ “การมีชีวิตอยู่เพื่อความมุ่งหมายที่ตนใฝ่หา กับการตายเพื่อสิ่งนั้น สำหรับข้าแล้ว ล้วนมีความหมายไม่ต่างกัน”
ในห้วงขณะนั้น หัวใจของเมิ่งซีโจวพลันสั่นสะท้านรุนแรง
เมื่อเทียบกับความใฝ่ฝันอันบริสุทธิ์และเร่าร้อนของเจียงจี้เยว่แล้ว ชาติก่อนแม้นางจะมีพรสวรรค์ล้ำเลิศ ก็กลับไม่เคยค้นพบสิ่งที่ใจตนมุ่งหมายเลยสักนิด
ครั้นมาชาตินี้ ใจของนางก็กลับถูกความแค้นมหาศาลถาโถมเข้ากลบจนเต็มแน่น ไม่มีแม้แต่ช่องว่างเพียงเสี้ยวหนึ่งให้ขบคิดถึงเรื่องอื่น…
ในเมื่อเมิ่งซีโจวมีความสามารถที่ช่วย แล้วเหตุใดนางจะไม่ยื่นมือช่วยสหายรักสักคราเล่า?
ด้วยสติปัญญาและความสามารถของเจียงจี้เยว่ เมิ่งซีโจวเชื่อมั่นว่า ขอเพียงนางได้พบจังหวะแห่งฟ้าดินอำนวย สักวันหนึ่งย่อมต้องทะยานขึ้นแปลงเป็นมังกรได้อย่างแน่นอน!
นางไม่เพียงจะทำให้ความทะเยอทะยานของตนเป็นจริงเท่านั้น หากยังจะกลายเป็นแขนขาข้างสำคัญที่สุดขององค์หญิงใหญ่เมื่ออยู่ในสนามรบด้วย!
นี่จึงเป็นหมากกระดานที่ทั้งสองฝ่ายล้วนได้ประโยชน์
เมิ่งซีโจวบอกเล่าถึงความมุ่งมั่น สถานการณ์ และความแน่วแน่ของเจียงจี้เยว่ให้องค์หญิงใหญ่ซ่งเจาฟังอย่างกระชับได้ใจความ
หลังองค์หญิงใหญ่ซ่งเจาฟังจบแล้ว ความประหลาดใจในแววตาพลันค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความรึ้กสะเทือนใจแทน
ศึกนองเลือด ณ ด่านชายแดนคราวก่อน นางถูกศัตรูตีโอบทั้งหน้าหลัง ตกอยู่ท่ามกลางวงล้อมแน่นหนา ทั้งยังถูกจับไปขายทอดอย่างน่าขันสิ้นดี จนเกือบต้องสิ้นชีพในพิธีแต่งงานผีอันอัปมงคลนั่น!
นางเคยคิดมาโดยตลอดว่า เบื้องหลังเรื่องนี้คงต้องเป็นผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่ผู้หนึ่ง หมายฉวยโอกาสท่ามกลางความโกลาหล เพื่อกอบโกยผลประโยชน์มหาศาลอันมิอาจประเมินได้
ทว่าความจริงที่ซ่งเฉิงจี้สืบสาวมาได้จนกระจ่างนั้น กลับทำให้นางถึงกับหนาวเหน็บจับขั้วกระดูกเสียยิ่งกว่า — ผู้ที่ต้องการชีวิตนางนั้น หาใช่วงศ์ตระกูลเดียวหรือแซ่เดียวไม่ หากแต่มีหลากหลายตระกูลใหญ่ที่มีรากเหง้าพัวพันสลับซับซ้อน ทั้งยังหยั่งรากลึกอยู่ในเมืองหลวงด้วย ผลประโยชน์ระหว่างกันล้วนเชื่อมโยงและถูกถักทอจนแน่นหนา! เหตุนี้เอง พวกเขาเหล่านั้นจึงได้ร่วมมือกัน หมายปลิดชีพนางผู้เป็นภัยความมั่นคงและมั่งคั่งต่อรากฐานอำนาจเก่านี้ให้จงได้!
นางปกปักชายแดนเพื่อผืนแผ่นดินมาหลายปี อาบโลหิตกรำศึกมานับครั้งไม่ถ้วน แต่สิ่งที่ได้ตอบแทนกลับเป็นจุดจบเช่นนี้หรือ!
ความรู้สึกหนาวเหน็บภายในใจนั้น รุนแรงเสียยิ่งกว่าความไม่เข้าใจมากนัก
หรือพวกเขาจะแน่ใจถึงเพียงนั้นว่า แม้จะไร้ซ่งเจา ประตูเมืองย่อมไม่พังทะลายกระมัง?
หรืออาจคิดอย่างไร้เดียงสาว่า เมื่อชาติบ้านเมืองล่มสลายแล้ว หนอนบ่อนไส้เช่นพวกเขายังจะสามารถอาศัยเพลิงสงครามเหยียบขึ้นสู่บัลลังก์ได้กระมัง?
แต่คนพวกนั้นกลับหารู้ไม่ว่า เมื่อใดที่รังถูกคว่ำแล้ว ยังจะมีไข่ใบใดไม่แตกดับเล่า?
ความตายของพวกมัน จะมาเยือนเร็วเสียยิ่งกว่าผลประโยชน์ที่ตนละโมบใฝ่ฝันเสียอีก!
ข้อเสนอเรื่อง ‘กองทัพตระกูลใหญ่’ ที่ฮ่องเต้ทรงประกาศออกมานั้น เพียงเพราะพระองค์ทรงฮึกเหิมชั่วขณะเท่านั้น ไม่ว่าจะมองจากมุมใด สุดท้ายก็มีแต่จะกลายเป็นเรื่องน่าขันฉากหนึ่ง และจะถูกอำนาจจากทุกฝ่ายร่วมกันกดให้จมหายไป
บรรดาตระกูลใหญ่ย่อมไม่ยอมส่งลูกหลานของตนไปตายเปล่าแน่ และจะต้องงัดทุกวิถีทางออกมาขัดขวาง
ส่วนเหล่าสนมรอบกายฮ่องเต้ที่รับผลประโยชน์จากตระกูลเหล่านั้นมาแล้ว เพียงแค่ช่วยกันเป่าลมหมอนเสียหน่อย ฝ่าบาทก็พร้อมที่จะเปลี่ยนใจได้ทุกเมื่อ
ยิ่งไปกว่านั้น เหล่าทหารหาญที่สู้ศึกอาบเลือดอยู่แนวหน้า ก็ย่อมไม่ต้องการให้พวกถุงสุรา ถุงข้าวสารเหล่านี้ไปก่อความวุ่นวายเป็นภาระเพิ่มเติม!
ท้ายที่สุด หลุมเพลิงที่ผู้คนต่างหลีกหนีไม่อยากเข้าใกล้นี้ ต่อให้วนเวียนอ้อมไปสักกี่รอบ ก็คงมีแต่นางซ่งเจาเท่านั้นที่ต้องเป็นผู้กระโดดลงไป!
มิใช่เพราะสิ่งอื่นใด หากเพราะแผ่นดินแห่งนี้คือบ้านเมืองที่นางปฏิญาณว่าจะปกป้องด้วยชีวิต!
บรรดาตระกูลใหญ่เหล่านั้นอาจต่อสู้ห้ำหั่น แก่งแย่งชิงดีกันเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนได้ อาจเมินเฉยต่อความเสี่ยงที่แผ่นดินจะล่มสลายได้ แต่สำหรับนางย่อมปล่อยให้เป็นเช่นนั้นไม่ได้!
ราษรผู้บริสุทธิ์นับหมื่นนับแสนนับล้านเหล่านั้น พวกเขาล้วนไร้ซึ่งความผิด!
ส่วนตัวนางในฐานะองค์หญิงใหญ่ก็ดี หรือจะในฐานะแม่ทัพก็ดี…ย่อมไม่มีวันเมินเฉยได้อีกแล้ว!
ทว่าการตัดสินใจของนางในครั้งนี้ นางยังมิได้เอื้อนเอ่ยให้ผู้ใดรับรู้เลย จึงคาดไม่ถึงว่าเมิ่งซีโจวกลับหยั่งรู้ได้อย่างกระจ่างแจ้งเสียแล้ว
ความเข้าอกเข้าใจและสายตาเฉียบคมเช่นนี้ ทำให้องค์หญิงใหญ่ผู้ผ่านศึกมาเกือบครึ่งชีวิต เห็นความผันผวนหนาวเหน็บแห่งโลกมนุษย์มาจนชินชา พลันบังเกิดกระแสอุ่นไหวสายหนึ่งเอ่อล้นขึ้นในดวงใจ เป็นความอบอุ่นที่ยากจะพรรณนาออกมาได้
ชีวิตคนเราจะมีสักกี่ครั้งกัน ที่จะได้พบสหายรู้ใจสักคนหนึ่ง!
และในขณะเดียวกัน นางก็ทั้งเข้าใจและรู้ซึ้งในสติปัญญาของเมิ่งซีโจวว่าลึกล้ำระดับใด อีกทั้งเชื่อมั่นในสายตาและวิจารณญาณของอีกฝ่าย จึงได้ตอบรับทันทีอย่างไม่ลังเล
“ได้”
ด้านซ่งเฉิงจี้ที่นั่งอยู่ข้างกัน ยามนี้จึงค่อยวางถ้วยชาในมือลง พร้อมหัวเราะแผ่วเบาออกมาคราหนึ่ง ทำลายบรรยากาศหนักอึ้งภายในห้องโถงให้คลายลงเล็กน้อย
“ข้ายังมิทันได้เอ่ยสักคำ ปัญหาก็ถูกสตรีทั้งสองช่วยกันคลี่คลายเสียสิ้นแล้ว”
“ยังมิอาจนับว่าแก้ไขได้หมดสิ้นเพคะองค์รัชทายาท”
เมิ่งซีโจวหันไปทางซ่งเฉิงจี้ สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมจริงจัง “หม่อมฉันยังต้องรบกวนองค์ชายให้ช่วยเหลืออีกแรงเพคะ ครั้นเมื่อทรงมีพระราชโองการยกเลิกคำสั่งให้เหล่าตระกูลใหญ่ส่งลูกหลานเข้าร่วมทัพออกมาแล้ว ขอพระองค์ทรงจัดการเรื่องนี้อย่างลับๆ เพื่อปกปิดมิให้ท่านเสนาบดีเจียงล่วงรู้ด้วยเพคะ”
‘กองทัพตระกูลใหญ่’ นั้น จำเป็นต้องให้บุตรหลานสายตรงเข้าร่วม และเพื่อบุตรชายล้ำค่าทั้งสองคนของเขาแล้ว แน่นอนว่าท่านเจียงย่อมไม่ลังเลที่จะผลักเจียงจี้เยว่ออกมาเป็นแพะรับบาปแทน
ซ่งเฉิงจี้ได้ฟังดังนั้นก็พยักหน้ารับ ตอบกลับอย่างฉับไวและเด็ดขาดว่า
“เรื่องนี้จัดการได้ไม่ยาก”
เมิ่งซีโจวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ภายในใจกลับไม่ได้รู้สึกว่าเรื่องนี้จะง่ายดายดังที่ซ่งเฉิงจี้กล่าว
อัครเสนาบดีเจียงนั้นนับเป็นผู้เจนจัดช่ำชองในด้านการวางแผน ทั้งยังมีอำนาจหยั่งรากลึกอยู่ในราชสำนัก คิดจะปิดบังเขามิดชิดมิให้ล่วงรู้นั้น ย่อมหาใช่เรื่องง่ายดายไม่
ทว่าครั้นหวนระลึกถึงเรื่องต่างๆที่ผ่านมา ไม่ว่านางจะไหว้วานซ่งเฉิงจี้ให้ไปจัดการเรื่องใด ก็ดูเหมือนเขาจะไม่เคยเห็นเรื่องใดเป็นปัญหาเลยสักครา และผลลัพธ์สุดท้ายก็มักออกมาอย่างเรียบร้อยไร้ช่องโหว่ งดงามเสียจนผู้คนไม่อาจติติงหรือหาโอกาสตอบโต้ได้
และครั้งนี้…ย่อมจะต้องมิต่างกัน