พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่112 ไม่แปลกใจว่าไฉนพวกเจ้าเข้ากันดี!
บทที่112 ไม่แปลกใจว่าไฉนพวกเจ้าเข้ากันดี!
ซ่งเฉิงจี้เงยหน้าขึ้นมองไปทางแสงสนธยานอกโถงใหญ่ ที่ค่อยๆมืดหม่นลงทุกขณะ
“ไม่ว่าในอดีตจะมีความเข้าใจผิดใดแน่ แต่ใจของข้าไม่เคยแปรเปลี่ยนมาตั้งแต่ต้น ภายหน้ามิว่าจะเกิดอะไรขึ้น ใจของข้าก็ไม่มีวันเปลี่ยนไปเป็นอันขาด”
องค์หญิงใหญ่วางจิ่วเหลียนหวนในมือลง เรื่องรักใคร่ของคนหนุ่มสาว ย่อมต้องให้คนหนุ่มสาวไปขัดเกลากันเอาเอง พระองค์คร้านจะใส่พระทัยนัก จึงตรัสออกมาอย่างเอือมระอาระคนนึกขันว่า
“คำพูดเช่นนี้ เจ้ามาบอกข้าแล้วจะมีประโยชน์อันใด? เจ้าต้องไปบอกกับนางเองต่างหาก~”
ซ่งเฉิงจี้ยิ้มขื่นอยู่คราหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเรียกเสียงแผ่ว
“เสด็จอา…”
องค์หญิงใหญ่ทรงโบกพระหัตถ์ พลางตรัสกลั้วหัวเราะ
“เอาล่ะๆ ข้าจะไม่ล้อเจ้าแล้วก็ได้ ยามนี้ท้องฟ้าก็ใกล้จะมืดเต็มที เจ้ารีบกลับวังไปเถิด อย่าให้ไม่ทันประตูวังปิดเสียเล่า”
ในเวลาเดียวกัน…
เมิ่งหนานอี้ที่ก้าวออกจากจวนมาได้ ก็ราวกับได้เหวี่ยงความอัปยศที่องค์รัชทายาทมอบให้ทิ้งไปเสียไกลลิบ ทว่าเมฆหมอกอึมครึมภายในใจก็มิได้สลายหายไปจริงๆ
นางเดินเที่ยวเตร่ไปทีละร้าน ทว่ากลับรู้สึกเหมือนไม่มีสิ่งใดชวนให้สนอกสนใจเลยแม้แต่น้อย ขณะกำลังพาสาวใช้หมายจะก้าวเข้าไปในร้านแห่งหนึ่ง ซึ่งเลื่องชื่อด้านค้าขายของประหลาดจากแดนตะวันตก แต่แล้วก็พลันมีเสียงร้องโหยหวนขอความช่วยเหลือดังขึ้น
“ได้โปรดเถิด! ใครก็ได้ช่วยข้าที!”
สิ้นเสียงนั้น เงาร่างหนึ่งก็พุ่งกระโจนเข้ามาราวกับกระสอบขาดที่ถูกเหวี่ยงทิ้ง ก่อนจะล้มผัวะลงบนถนนหินเขียวแทบเท้าเมิ่งหนานอี้!
เมิ่งหนานอี้ถูกร่างนั้นพุ่งเข้าหาอย่างกะทันหันเช่นนี้ ก็ทำให้นางถึงกับตกใจจนใบหน้างดงามนั้นถอดสี นางร้องอุทานออกมาคำหนึ่ง พลางถอยหลังไปสองก้าวติดต่อกัน
ครั้นเพ่งมองให้ชัด จึงพบว่าเป็นบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งกำลังหมอบคว่ำอยู่กับพื้น และที่ลำคอของเขานั้นมีโซ่เหล็กเส้นหนึ่งคล้องอยู่อย่างแน่นหนา ห่วงเหล็กยังฝังลึกลงในเนื้อจนถลอกเป็นรอยเลือด!
ด้านหลังของเขา มีชายฉกรรจ์ร่างกำยำสวมชุดสั้นรัดกุมสามสี่คนกำลังวิ่งด่าทอตามมา ปากก็ร้องตะโกนเสียงดังลั่น
“เจ้าลูกกระต่าย! นี่เจ้ากินดีหมีเสือมาจากไหนกัน จึงได้กล้าหนีมาเช่นนี้! คอยดูเถิด ข้าจะตีข้าสุนัขของเจ้าให้หัก!”
เห็นเหล่าผู้ไล่ล่าประชิดใกล้เข้ามามากแล้ว บุรุษผู้นั้นจึงฝืนดิ้นรนเงยหน้าขึ้น ทั้งที่ลำคอถูกโซ่เหล็กรัดเสียจนแทบหายใจไม่ออก เขายังพยายามส่งเสียงแหบพร่าอ้อนวอนขอร้องอย่างน่าเวทนา
“คุณหนูใหญ่! ได้โปรด… ช่วยข้าด้วยเถิด…”
เมิ่งหนานอี้ที่ยังตกใจจนวิญญาณแทบหลุดจากร่างไม่หาย ขณะเดียวกันความรังเกียจและโทสะรุนแรงก็พลันพุ่งพล่านขึ้นสู่สองข้างขมับทันใด!
ทาสชั้นต่ำที่ใดกัน กล้าดีเยี่ยงไรจึงเกือบจะชนนางเข้าเช่นี้?!
คนจากโรงค้าทาสเหล่านี้ล้วนแต่เป็นเศษสวะไร้ประโยชน์หรืออย่างไรกัน กระทั่งทาสต่ำช้าคนหนึ่งยังควบคุมไว้ไม่อยู่ ปล่อยให้ออกมาสร้างความแปดเปื้อนต่อสายตานางเช่นนี้!
นางยกเท้าขึ้นหมายจะถีบสุนัขขวางทางที่น่าชิงชังตนนี้ไปเสียให้พ้นๆ ทว่า คำว่า “คุณหนูใหญ่” สามพยางค์นั้น กลับทำให้เท้าที่นางยกต้องค้างเติ่งชะงักงันแข็งทื่ออยู่กลางอากาศอย่างฉับพลัน
ความอัปยศและการถูกดูแคลนที่วันนี้องค์รัชทายาทจำนางผิดเป็น ‘คุณหนูรอง’ ต่อหน้าผู้คน บัดนี้ราวกับถูกถ้อยวาจาสามคำนี้ปลอบโยนอย่างน่าประหลาด กระทั่งจางหายไปไม่น้อยเลย!
แม้แต่ทาสชั้นต่ำข้างถนนที่กำลังถูกไล่จับตัว ยังรู้ว่านางคือคุณหนูใหญ่ผู้สูงศักดิ์ หาใช่คุณหนูรองไม่!
องค์รัชทายาทคงจะเพียงพลั้งเผลอไปชั่วขณะเท่านั้น ไว้ภายภาคหน้าเมื่อได้แต่งงานกันจริงๆ และได้อยู่ร่วมกันเช้าค่ำ เคียงคู่อย่างให้เกียรติกลมเกลียวแล้ว เขาย่อมสามารถจำแนกนางออกจากผู้คนมากมายได้ในปราดเดียวเป็นแน่!
ชั่วพริบตา เมิ่งหนานอี้ก็พลันรู้สึกปลอดโปร่งทั่วทั้งกายและใจ ความคิดจึงพลันแปรเปลี่ยนทันใด
เพียงแค่ซื้อทาสคนหนึ่งเท่านั้น สำหรับคุณหนูใหญ่แห่งจวนจงหย่งโหวแล้ว ย่อมไม่ต่างอันใดจากการซื้อสุนัขเฝ้าบ้านสักตัว
อีกทั้งยังนับเป็นโอกาสที่นางจะได้สำแดงความเมตตาใจดีของตน ให้ผู้คนได้เห็นพอดีด้วย
นางเชิดปลายคางขึ้นสูง ใช้สายตาส่งสัญญาณไปยังสาวใช้ข้างกายคราหนึ่ง
สาวใช้นางนั้นย่อมเข้าใจได้ในทันที รีบก้าวออกมาข้างหน้าสองสามก้าว เอ่ยถามราคากับชายฉกรรจ์หลายคนที่วิ่งไล่ตามมา ก่อนจะจ่ายเงินก้อนให้ไปอย่างฉับไวไม่คิดอิดออด
เมื่อคนของโรงค้าทาสรับเงินแล้ว ก็รีบปลดโซ่เหล็กที่คล้องอยู่รอบลำคอของบุรุษผู้นั้นออกอย่างคล่องแคล่ว จากนั้น ต่างก็พยักหน้าโค้งคำนับเมิ่งหนานอี้อย่างประจบประแจง ก่อนจะพากันเดินจากไป
สาวใช้พาบุรุษที่มีสภาพอเนจอนาถ ทว่าเค้าโครงใบหน้ายังยากจะซ่อนเร้นความหล่อเหลาคมคายไว้ได้ ให้มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเมิ่งหนานอี้
ยามนี้ เมิ่งหนานอี้กำลังถือปิ่นระย้าสีทองฝังทับทิมแดงสด ประดับด้วยขนนกกระเต็น ที่เถ้าแก่นำมาประเคนให้อย่างประจบประแจงขึ้นเทียบข้างมวยผม หางตาแม้เพียงน้อยก็ยังมิได้ชายมองทาสที่ตนเพิ่งซื้อมา เพียงเอ่ยถามอย่างขอไปทีประโยคหนึ่งว่า
“เจ้าชื่ออะไร?”
“ฉู่เซียว” บุรุษผู้นั้นก้มหน้าลง ตอบกลับซื่อๆอย่างว่านอนสอนง่าย น้ำเสียงยังคงแหบพร่าอยู่บ้างเพราะเพิ่งตะโกนร้องออกไปก่อนหน้านี้
เมิ่งหนานอี้หยิบกำไลหยกวงหนึ่งขึ้นมาสวมที่ข้อมือ แล้วชูขึ้นพินิจมองด้วยความเพลิดเพลิน จากนั้นจึงเอ่ยถามต่ออย่างไม่ใส่ใจนักว่า
“อืม แล้วเจ้าทำอะไรเป็นบ้าง?”
“ต่อสู้เป็นขอรับ”
“ต่อสู้รึ?” มือที่กำลังเลือกเครื่องประดับของเมิ่งหนานอี้พลันชะงักค้าง
ครานี้นางจึงยอมเบนสายตาจากปิ่นระย้าในมือมาได้ แล้วจ้องมองใบหน้าของฉู่เซียวอย่างพินิจพิเคราะห์ด้วยความแปลกใจ
รูปโฉมกลับนับว่าไม่เลวเลย
เพียงแต่… ใบหน้านี้ เหตุใดจึงรู้สึกคุ้นตาอย่างน่าประหลาด?
เมิ่งหนานอี้ขมวดคิ้วเรียวงามของตน พยายามรำลึกนึกอยู่ครู่หนึ่ง ทว่าคิดอย่างไรก็ยังคิดไม่ออกว่าเคยพบเห็นบุรุษผู้นี้จากที่ใดกันแน่