พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่118 จากตระกูลพ่อค้าดีๆ ปรากฏว่าอยากออกศึก?
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่118 จากตระกูลพ่อค้าดีๆ ปรากฏว่าอยากออกศึก?
บทที่118 จากตระกูลพ่อค้าดีๆ ปรากฏว่าอยากออกศึก?
ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันนั้น
ณ ตลาดบูรพาในเมืองหลวง หอสูงสามชั้นตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางความจอแจ หากแต่กลับสงบร่มเย็นราวตัดขาดจากโลกภายนอก สถานที่แห่งนี้ก็คือ ‘ฉีเสียนจวี’ สำนักพิณที่เลื่องชื่อที่สุดในเมืองหลวง
ภายในหอสูงแห่งนี้ มีเสียงพิณกังวานใสละมุนดังแว่วทอดยาวออกมาบางเบา ประดุจเสียงธาราไหลจากขุนเขาสูง ค่อยๆชะล้างความอึกทึกครึกโครมภายในตลาดให้จางหายไป
บนชั้นสามของฉีเสียนจวี ภายในมีห้องรับรองริมถนน ซึ่งทั้งงดงามประณีตที่สุดอยู่ห้องหนึ่ง
บนโต๊ะเตี้ยมีถ้วยชาเคลือบแตกลายสีฟ้าเทาใบหนึ่งตั้งอยู่ น้ำชาในถ้วยใสกระจ่าง ไอร้อนลอยกรุ่นอ้อยอิ่งอยู่เหนือผิวชา มือขาวเรียวยาวข้างหนึ่งกำลังยกมันขึ้น ปลายนิ้วกลมมนงดงามรับกับผิวพรรณที่เปล่งปลั่งละมุน นับเป็นความนวลผ่องของผู้ที่เติบโตมาท่ามกลางความสุขสบายอย่างแท้จริง
เจ้าของมือนั้นก็หาใช่ผู้ใดไม่ หากแต่เป็นเมิ่งซีโจวนั่นเอง
ตรงข้ามนางยามนี้ มีบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งนั่งอยู่ รูปร่างของเขาสูงใหญ่กำยำยิ่งนัก เขาก็คือสวีจี้ชาง คุณชายใหญ่แห่งตระกูลสวี
เขาสวมชุดรัดกายใหม่เอี่ยมที่ตัดเย็บด้วยผ้าแพรลายดอกสีครามสดใส พยายามฝืนทำตนให้ดูมีมาดสุภาพชนอยู่บ้าง ทว่าน่าเสียดายที่ช่วงไหล่กว้างกับแผ่นหลังหนา รวมถึงมัดกล้ามที่นูนแน่นเป็นปุ่มปมนั้น กลับขึงเนื้อผ้าจนชุดดูตึงไปหมด แม้แต่ท่านั่งก็ยังแข็งเกร็งอยู่หลายส่วน จึงยิ่งดูขัดหูขัดตาอย่างบอกไม่ถูก
คนเช่นเขา สมควรต้องอยู่ในลานฝึกยุทธ์เสียมากกว่า มิใช่ให้มานั่งอยู่ท่ามกลางเครื่องเรือนอันสูงส่งเช่นนี้ จึงแลดูไม่เข้ากันเลยแม้แต่น้อย
ยามนี้ ใบหน้าคล้ำเข้มของเขาแดงระเรื่อด้วยความตื่นเต้น หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงแผ่วเบา ดวงตาทอประกายร้อนแรงทั้งคู่จับจ้องเมิ่งซีโจวไม่วางตา
“น้องซีโจว” เสียงของสวีจี้ชางดังกังวาน แฝงความฮึกเหิมที่กดไว้แทบไม่อยู่ จนทำลายท่วงทำนองพิณที่ดังอ้อยอิ่งอยู่ภายในห้องรับรองที่สงบ “ในที่สุดครานี้ข้าก็จะได้ติดตามกองทัพออกศึกแล้ว! ข้าเฝ้ารอคอยวันนี้มาถึงห้าปีเต็ม! ท่านพ่อเอาแต่บอกว่าฝีมือของข้ายังไม่ถึงขั้น ให้ข้าฝึกต่อและรอต่อไป! แต่ครั้งนี้เป็นทัพหน้าที่ฮ่องเต้ทรงคัดเลือกด้วยพระองค์เอง! โอกาสของข้ามาถึงแล้ว!”
เขาวางถ้วยชาลงอย่างแรง จนก้นถ้วยกระแทกผิวโต๊ะเสียงดังชัดเจน
“เจ้าวางใจเถิด! ข้าจะเอาชีวิตของตนเข้าแลก จะขอฟันแม่ทัพศัตรูและชิงธงศึกมาให้จงได้! ข้าจะสร้างความดีความชอบครั้งใหญ่ ทำให้ผู้คนในเมืองหลวงได้เห็นว่า แม้กาลเวลาจะล่วงเลยไปนานเท่าใด ตระกูลสวีของข้าก็ยังคงเป็นตระกูลแม่ทัพผู้ยืนค้ำฟ้าเหยียบแผ่นดินเช่นเดิม! เกียรติยศของตระกูลสวีจะต้องกลับมาปรากฏอีกครั้งด้วยสองมือของข้าสวีจี้ชางผู้นี้!”
วาจาของเขาหนักแน่น ทุกถ้อยคำล้วนเปี่ยมด้วยความมั่นอกมั่นใจ ชนิดที่ไม่เปิดช่องให้ผู้ใดได้ตั้งข้อกังขาเลยสักนิด ทั้งยังเจือแววประกาศกร้าวโอ้อวดอยู่หลายส่วน
มุมปากของเมิ่งซีโจวยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาอย่างพอดิบพอดี ประหนึ่งสายน้ำที่เกิดจากการหลอมละลายของหิมะแห่งวสันต์แรก นางจ้องมอง ‘ราชสีห์’ เบื้องหน้าที่กำลังกระหายจะพิสูจน์ตนด้วยสายตาอ่อนโยน
เมิ่งซีโจวผงกศีรษะเล็กน้อย พร้อมกับกล่าวตอบด้วยเสียงที่ใสกังวานดุจไข่มุกหล่นกระทบหยก
“พี่ใหญ่สวีมีใจฮึกเหิมทะยานสู่ฟ้า ช่างมีเกียรติศักดิ์ศรีและน่ายกย่องยิ่งแล้ว ท่านฝึกยุทธ์มาตั้งแต่เยาว์วัย ยามเหมันต์ฤดูก็ฝึกท่ามกลางอากาศเหน็บหนาวโหดร้าย ยามคิมหันต์ฤดูก็ฝึกท่ามกลางแสงแดดเจิดจ้าเผากาย วรยุทธิ์ของท่านนั้น หากเปรียบกับหนุ่มสาวในเมืองหลวงแล้ว นับว่าโดดเด่นถือเป็นแนวหน้าได้ ทักษะต่อสู้ที่สั่งสมไว้เมื่อวันวาน สนามรบต่างหากจึงเป็นดั่งศิลาทดสอบชั้นเยี่ยม ด้วยความห้าวหาญและฝีมือของท่านยามนี้ ย่อมต้องสามารถเปิดศึกได้อย่างงดงาม มีชัยได้ตั้งแต่แรก และย่อมสามารถเพิ่มพูนเกียรติภูมิให้แก่ตระกูลสวีได้อีกคำรบหนึ่งเป็นแน่”
ถ้อยวาจาของนางล้วนจริงใจและเปี่ยมไปด้วยแรงหนุนใจ ทุกถ้อยทุกคำล้วนเจาะลงในส่วนลึกที่สุดของหัวใจสวีจี้ชาง — เป็นส่วนที่โหยหาการยอมรับมายาวนาน
ผู้เป็นมารดาของเขาจากไปตั้งแต่เขายังเล็ก ความทรงจำที่มีต่อนางจึงพร่าเลือนแทบไม่มีหลงเหลือแล้ว ส่วนบิดานั้นเพราะตนไร้วาสนาในทางยุทธ์ จึงยิ่งฝากความหวังทั้งหมดไว้กับบุตรชายผู้นี้ ทั้งยังเข้มงวดต่อเขายิ่งนัก แล้วมีหรือจะกล่าววาจาเช่นนี้ออกมา มีหรือจะกล่าววาจาที่แทงลึกเข้าไปถึงขั้วหัวใจเพื่อให้กำลังใจเขาเช่นนี้?
ที่แท้… การได้รับคำชื่นชมจากผู้อื่นนั้น ช่างเป็นเรื่องน่ายินดีถึงเพียงนี้นี่เอง
ใบหน้าของสวีจี้ชางแดงก่ำขึ้นฉับพลัน ประหนึ่งเพิ่งดื่มสุราฤทธิ์แรงจัดเข้าไปอึกใหญ่
การได้รับการยอมรับจากคุณหนูใหญ่ตระกูลเมิ่ง ผู้เพียบพร้อมทั้งรูปโฉมและปัญญา อีกทั้งยังมี ‘ชะตาหงส์’ ประดับอยู่บนศีรษะ สำหรับเขาแล้ว ช่างทำให้มึนเมาได้ยิ่งกว่าสุราหลวงที่ฮ่องเต้พระราชทานให้เสียอีก
เขาพลันรู้สึกว่าโลหิตร้อนสายหนึ่งได้พุ่งทะยานขึ้นสู่ศีรษะ ยามนี้แทบจะอดรนทนไม่ไหว อยากจะควบม้าโบกแส้พุ่งทะยานไปยังสนามศึก ซึ่งเต็มไปด้วยควันไฟและเพลิงสงครามเหมือนที่เคยฝันไว้เสียเดี๋ยวนี้ จะได้นำศรีษะของศัตรูมามอบให้ดั่งที่นางหวัง
“น้องหญิงซีโจวเข้าใจข้าดีกว่าผู้ใดจริงๆ! เช่นนั้นก็รอฟังข่าวดีจากข้าได้เลย!”
เขาตื่นเต้นเสียจนเสียงสั่นเล็กน้อย รีบยกถ้วยชาจิบอำพรางอาการ ทว่ากลับถูกน้ำชาที่ร้อนอยู่เล็กน้อยทำให้ต้องสำลัก จนต้องกระแอมไอออกมาหลายหลายคราอย่างน่าอาย เมิ่งซีโจวเห็นแล้วถึงกับต้องยกแขนเสื้อขึ้นปิดปากหัวเราะออกมาเบาๆ
เสียงหัวเราะนั้นประหนึ่งขนนกบางเบาที่ลูบไล้หัวใจของเขา ทำให้สวีจี้ชางยิ่งทำตัวไม่ถูก แม้แต่ลำคอสีเข้มของเขาก็ยังถึงกับแดงระเรื่อ
เมิ่งซีโจวค่อยๆคลายแขนเสื้อที่ยกขึ้นปิดปากลงอย่างอ่อนช้อย ปลายนิ้วเรียวงามลูบไล้ขอบถ้วยชาเย็นอย่างเชื่องช้า ทว่าลึกลงไปในแววตาที่คล้ายแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มนั้น กลับประหนึ่งสระน้ำเย็นเยียบและเงียบสงัด ไร้ซึ่งระลอกคลื่นใดๆเลยสักนิด
วันนี้นางหมายมั่นตั้งใจว่า ต้องการจะมา ‘โยนเบ็ดตกปลา’ สักหน่อย และปลาที่ว่าก็คือคุณชายใหญ่แห่งตระกูลสวี — สวีจี้ชางผู้นี้นี่เอง
หากกล่าวถึงตระกูลสวีแล้ว เกรงว่าคงต้องนับเป็นตระกูลที่มีสีสันและผันผวนที่สุดตระกูลหนึ่งในเมืองหลวงแห่งนี้แล้ว ในรัชสมัยของอดีตฮ่องเต้ ตระกูลสวีได้สร้างคุณูปการทางทหารไว้สูงล้ำ จนถึงขั้นนับเป็นวีรกรรมยิ่งใหญ่สะเทือนฟ้าสะท้านปฐพี ผลงานความดีความชอบสูงส่งเสียจนสะเทือนถึงองค์เหนือหัว ครั้นปลายรัชสมัย ฮ่องเต้ทรงตระหนักดีว่า องค์รัชทายาทของตนนั้นมีความสามารถเพียงชั้นธรรมดา ย่อมมิอาจที่จะควบคุมบงการคนเหล่านี้ให้อยู่มือได้ ดังนั้น ก่อนสิ้นพระชนม์ อดีตฮ่องเต้จึงทรงวางหมากไว้เสียชั้นหนึ่ง ด้วยการพาตัวแม่ทัพสวีลงหลุมไปพร้อมกันเสียเลย
เดิมที แม้ตระกูลสวีจะสูญเสียแม่ทัพสวีไป ซึ่งนับเป็นการสูญเสียรากฐานสำคัญ ได้รับบาดเจ็บถึงแก่น จนความรุ่งโรจน์มิอาจเทียบวันวาน แต่ก็ไม่ถึงขั้นตกต่ำฮวบฮาบในคราเดียว ทว่าในบรรดาบุตรชายของแม่ทัพสวีนั้น กลับไม่มีผู้ใดเหมาะแก่การรับราชการในราชสำนักเลยแม้แต่คนเดียว ตรงกันข้าม พวกเขากลับมีพรสวรรค์ในด้านการค้าเป็นอย่างมาก จากตระกูลขุนนางจึงกลับพลิกผันกลายเป็นตระกูลพ่อค้าไปในชั่วพริบตา ภายใต้ธรรมเนียมของราชวงศ์ในอดีตที่มักเชิดชูบุ๋นกดข่มบู๊ การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้จึงนับว่าผิดฝาผิดตัวอยู่ไม่น้อย เปรียบดั่งฟ้าดินกลับตาลปัตรก็ว่าได้
แต่ถึงอย่างนั้น กิจการค้าของตระกูลสวีกลับรุ่งเรืองอย่างแท้จริง อีกทั้งยังมีบุญคุณและความเมตตาที่แม่ทัพสวีเคยมีต่อราษรคอยหนุนประคองอยู่ตลอดทาง เพียงช่วงเวลาไม่นาน ก็สามารถขยายกิจการจนมั่งคั่งถึงขั้นร่ำรวยทัดเทียมแผ่นดินเลยทีเดียว
หากแต่มิมีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า แท้จริงแล้วประมุขตระกูลสวีผู้แตกฉานเรื่องการค้าที่สุดผู้นั้น กลับเก็บงำความรู้สึกผิดไว้ภายในใจมาโดยตลอด เขาละอายใจที่ตนเป็นผู้นำพาตระกูลสวีให้มีสภาพดั่งเช่นทุกวันนี้ จึงแอบเพาะบ่มบุตรชายคนโตอย่างสวีจี้ชาง ให้เติบใหญ่เป็นยอดขุนศึกผู้หนึ่ง และได้ซ่อนเขาไว้ภายใต้เงามืดอย่างเงียบงันมาโดยตลอด
อย่างไรก็ดี ในเมื่อสวีจี้ชางถูกเมิ่งซีโจวเลือกมาแล้ว ย่อมต้องมิใช่ ‘คนธรรมดาสามัญ’ แต่อย่างใด บุรุษผู้นี้มีนิสัยใจร้อนฉุนเฉียวง่าย ทำการโอ้อวดเปิดเผย ครึ่งส่วนของคำว่าแผนการยังมิเคยเข้าใจ ในหัวมีเพียงกำลังและกำปั้น รู้เพียงแต่ใช้กำลังเข้าห้ำหั่นเท่านั้น