พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่117 อาวุธอันตรายที่สุดตกสู่มือเมิ่งหนานอี้?!
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่117 อาวุธอันตรายที่สุดตกสู่มือเมิ่งหนานอี้?!
บทที่117 อาวุธอันตรายที่สุดตกสู่มือเมิ่งหนานอี้?!
เดิมทีเหล่าผู้ติดตามของจ้าวหัง ได้รับคำสั่งจากคุณชายของตนว่าให้ยืนคอยอยู่ห่างออกไป เพื่อมิให้เป็นการรบกวนการปฏิบัติการของจ้าวหัง
แต่ผู้ใดจะคาดคิดเล่า – คุณชายน้อยของพวกตนกลับเป็นฝ่ายถูกคนเล่นงานเสียได้!
เจ้าหนุ่มนี่โผล่มาจากแห่งหนใดกัน จึงได้หาญกล้าถึงเพียงนี้ กระทั่งบุตรชายของจวนกั๋วกงหนิงยังกล้าลงมือ?
ดูท่ามันผู้นี้คงจะไม่รักชีวิตแล้วกระมัง?!
เหล่าผู้ติดตามต่างพากันตระหนกตกใจ รีบวิ่งกรูเข้าในทันที บ้างพุ่งเข้าประคองจ้าวหังให้ลุกขึ้น บ้างพกพาโทสะเดือดพล่านปรี่เข้าห้ำหั่นกับฉู่เซียวอย่างไม่คิดถอย
ผู้ติดตามร่างกำยำที่จู่โจมเข้าไปเป็นคนแรก กำหมัดทั้งสองของตนแน่น เสียงลมจากแรงชกคำรามหวีดหวิว ซัดตรงเข้าใส่ใบหน้าของฉู่เซียวดุจจะทุบให้แหลกคามือ
ทว่า ฉู่เซียวกลับไม่แม้แต่จะเปิดเปลือกตาขึ้นมอง
ร่างของเขาเพียงเอนหลบไปทางซ้ายครึ่งก้าวอย่างรวดเร็วประหนึ่งภูตผี หมัดที่อีกฝ่ายมั่นใจนักหนาว่าจะต้องโดน จึงพุ่งวืดผ่านห้วงอากาศไปในฉับพลัน แรงส่งมหาศาลฉุดร่างผู้ติดตามนั้นให้เซถลาไปข้างหน้าอย่างไม่อาจควบคุม
ฉู่เซียวพลันยกศอกกระแทกเข้าที่ลูกกระเดือกเปราะบางบนลำคอของอีกฝ่ายอย่างแม่นยำ
“อึก!”
เสียงแตกร้าวคล้ายระเบิดชวนให้ขนลุกขนพองเปล่งดังขึ้น ชัดเจนจนผู้คนแถวนั้นฟังแล้วถึงกับสะท้านเสียวฟัน
ผู้ติดตามนั้นล้มผึงลงกับพื้นในบัดดล!
ความเดือดดาลบนใบหน้าของเหล่าผู้ติดตามที่เหลือพลันแข็งค้างไปตามกัน ก่อนที่ความตระหนกพรั่นพรึงจะผุดขึ้นลึกในดวงตาอย่างชัดเจน จนยากที่จะปิดบังได้อีก
นี่หาใช่ผู้ติดตามธรรมดาทั่วไปกระมัง?
ชัดเจนแล้วว่าเป็นยมทูตทวงชีวิต ที่คลานฝ่ากองซากศพและทะเลเลือดออกมา!
สายตาของฉู่เซียวเย็นเยียบประหนึ่งสระน้ำแข็งหมื่นปี กวาดมองผ่านบรรดาสุนัขล่าเนื้อที่ถูกเขาข่มขวัญจนแทบสิ้นเรี่ยวแรงอย่างไม่ไยดี
จากนั้น เขาจึงได้ขยับเคลื่อนไหวอีกครา
ครั้งนี้รวดเร็วเสียจนทิ้งไว้เพียงเงาร่างเลือนรางเท่านั้น
เพียงชั่วระยะไม่กี่ลมหายใจ เหล่าผู้ติดตามจากจวนกั๋วกงหนิงผู้เคยหยิ่งผยอง มักชอบวางอำนาจเสียจนมิเคยผู้ใดอยู่ในสายตา บัดนี้กลับล้มระเนระนาดเกลื่อนเต็มพื้น ประหนึ่งรวงข้าวสาลีที่ถูกพายุฝนคลุ้มคลั่งกระหน่ำใส่จนราบคาบ
ฉู่เซียวหยัดยืนอยู่ ณ ที่เดิม ลมหายใจของเขามิได้แปรปรวนเลยแม้แต่น้อย
บนชุดรัดกายสีดำสนิทของเขายังมีคราบโลหิตเข้มกระเซ็นแต้มอยู่ไม่กี่จุด ดูประหนึ่งดอกเหมยหมึกที่ทั้งเย็นเยียบและโหดเหี้ยม
เขาเอียงศีรษะเล็กน้อย สายตาเย็นเยียบคู่นั้นทอดข้ามกองผู้คนที่นอนร้องครวญครางอยู่บนพื้น ก่อนจะปักแน่นลงบนร่างของจ้าวหังที่ทรุดแผ่กับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง
เมิ่งหนานอี้ยืนอยู่เบื้องหลังฉู่เซียวห่างออกไปไม่กี่ก้าว ปลายนิ้วเย็นเฉียบของนางจิกฝ่ามือตนเองเสียแน่น จนเนื้ออ่อนนุ่มแทบถลอกเป็นรอย
แรงกระแทกทางใจครานี้รุนแรงเสียจนหัวใจของนางเต้นโหมกระหน่ำ ราวจะพุ่งชนทะลวงกระดูกอกออกมาให้ได้
นางจ้องมองแผ่นหลังตั้งตรงเย็นชาของฉู่เซียว ราวกับกำลังจ้องมองเทพสังหารที่เพิ่งตื่นจากห้วงนิทรา
จวนกั๋วกงหนิงหาได้เลี้ยงคนไร้ประโยชน์อันใดไว้ข้างกายไม่ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงเหล่าผู้ติดตามข้างกายจ้าวหัง พวกเขาเหล่านั้นล้วนห้าวหาญดุดัน ทั้งยังต้องผ่านการคัดกรองมาอย่างเข้มงวดทั้งสิ้น! ทว่าฉู่เซียวกลับสามารถกวาดล้างพวกมันจนสิ้นซากได้อย่างง่ายดายถึงเพียงนี้เชียวรึ?
ไอเย็นสายหนึ่งไล่เลื้อยขึ้นมาตามแนวกระดูกสันหลังของเมิ่งหนางอี้ ไปจนกระทั่งถึงท้ายทอย
มีความสามารถเก่งกาจถึงขั้นนี้… นี่หาใช่บุรุษที่นางจะกุมไว้ในอุ้งมือได้ไม่!
ทว่าความหวาดกลัวนั้นก็ดำรงอยู่เพียงชั่วขณะเดียวเท่านั้น ก่อนจะถูกความปรารถนาอันรุนแรงยิ่งกว่ากลืนทับลงไปจนหมดสิ้น
นางต้องการเขา!
ท่าทีของผู้เป็นมารดาบัดนี้ราวกับคิดจะยกธงขาวแล้วจริงๆ จึงได้ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆเลยแม้แต่น้อย!
เมื่อนึกถึงภาพเหตุการณ์ที่หลังจากเมิ่งซีโจวกลับเข้าจวนมาแล้ว ยังสามารถใช้ชีวิตอย่างสุขสบายได้ถึงเพียงนั้น แล้วนางจะยอมกล้ำกลืนมองดูภาพเหล่านี้โดยไม่ทำอะไรได้เช่นใดกัน!
ในเมื่อผู้เป็นมารดาไม่คิดลงมือ เช่นนั้นนางก็จะหาหนทางด้วยตนเอง!
ทักษะฝีมือที่ฉู่เซียวสำแดงออกมาในครานี้ ประหนึ่งมีดแหลมคมทรงประสิทธิภาพที่สุดในกำมือนาง!
แต่ทว่า…มีดเล่มนี้กลับมีฤทธิ์ร้อนรุนแรงจนอาจลวกมือนางได้!
เมิ่งหนานอี้เพียงสัมผัสได้ถึงเพลิงอัปรีย์สายหนึ่ง ที่พลันพุ่งขึ้นสู่ศีรษะตนในบัดดล
เพราะเหตุใดกัน?
เหตุใดจึงต้องลงมือเกินเหตุถึงเพียงนี้?
ไฉนจึงต้องใช้วิธีอันเด็ดขาดปานนั้น ชนิดที่ว่าไม่คิดเผื่อทางถอยไว้เลยแม้แต่ก้าวเดียว?
หรือเขาไม่รู้เลยว่าจวนกั๋วกงหนิงนั้นมีสถานะสูงส่งใหญ่โตมากเพียงใด? เขาไม่รู้เลยหรือว่าจ้าวหังนั้นเป็นบุตรชายคนสุดท้องที่ท่านกั๋วกงหนิงได้มาในยามชรา จึงเปรียบประดุจไข่มุกล้ำค่า ที่จะถือไว้ในอุ้งมือก็กลัวทำตกแตก จะอมไว้ก็เกรงจะละลาย?
เรื่องอัปยศยุ่งเหยิงกองนี้ เขาได้ระบายอารมณ์จนสาแก่ใจแล้วก็จริง ทว่าผู้ที่จะต้องเก็บกวาดกลับเป็นตัวนาง!
เมิ่งหนานอี้ข่มกลั้นเลือดลมที่กำลังพลุ่งพล่านอยู่กลางอก ทั้งยังฝืนสะกดโทสะสายหนึ่งที่กำลังพวยพุ่งรุนแรง นางจำต้องควบคุมสถานการณ์ตรงหน้าไว้ให้ได้โดยเร็วที่สุด! จำต้องฉวยจังหวะก่อนกำลังคนชุดถัดไปของจวนกั๋วกงหนิงจะมาถึง อย่างน้อยที่สุด ก็ต้องปลอบประโลมเจ้าคนโง่เขลาจ้าวหังนั่นให้สงบลงเสียก่อน!
นางสูดลมหายใจเข้าลึกเฮือกหนึ่ง บังคับตนให้ยืดแผ่นหลังตั้งตรง เตรียมจะอ้าปากเอ่ยวาจา และต่อให้ต้องลดท่าทีของตนลงต่ำเพียงใดก็จำต้องทำ เพราะต้องมุ่งตัดความเกี่ยวพันมาถึงตนให้เร็วที่สุด ทั้งยังต้องลดความเสียหายลงให้มากที่สุดเป็นอันดับแรกด้วย
ทว่ายังไม่ทันได้ร้อยเรียงถ้อยวาจาแก้ต่างสักประโยค ก็พลันมีแรงมหาศาลสายหนึ่งโอบรัดเข้าที่เอวของนางไว้อย่างฉับพลัน เป็นเรี่ยวแรงที่มิอาจขัดขืนได้เลยแม้แต่น้อย!
ฉู่เซียวหาได้หันกลับมามองนางไม่ เขาเพียงยื่นแขนออกมากวาดรวบร่างทั้งร่างของนางเข้าสู่อ้อมอก
เมิ่งหนานอี้เพียงสัมผัสได้ว่าฟ้าดินหมุนคว้าง โลกทั้งใบกลับตาลปัตร เท้าทั้งสองของตนลอยพ้นพื้นในชั่วพริบตา เสียงร้องอุทานด้วยความตกใจพลันติดค้างอยู่ในลำคอ มิอาจเปล่งออกมาได้
ถัดจากนั้น ฉู่เซียวก็อุ้มร่างนางไว้ในอ้อมแขน แล้วพาพุ่งทะยานขึ้นไปดุจธนูหลุดจากคัน เหินขึ้นสู่หลังคาพร้อมกันในคราเดียว ก่อนจะทะยานขึ้นอีกครั้ง แล้วร่างของคนทั้งสองก็ห่างไปไกลลิบ
ประหนึ่งวิหคโผคืนพฤกษา เพียงการเหินทะยานขึ้นลงไม่กี่ครั้ง ก็ทิ้งจ้าวหังไว้เบื้องล่างห่างออกไปจนไกลสุดสายตาแล้ว
เปรียบประดุจอสูรร้ายที่ตะครุบเหยื่อของตนได้มั่น แล้วจึงลากตัวนางกลับคืนสู่รังของมัน