พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่120 ปลุกใจชายแท้
บทที่120 ปลุกใจชายแท้
“สะใจนัก! สาแก่ใจข้ายิ่งแล้ว!”
เสียงหัวเราะหยาบช้าของสวีจี้ชางพลันระเบิดกึกก้องขึ้นในห้องรับรองส่วนตัวอันวิจิตรงดงาม “จ้าวหังผู้นั้นปกติมักทำตัวหัวสูง หยิ่งผยองจนแทบมิเคยมองผู้ใดตรงๆ ทำราวกับลูกตาของมันฝังอยู่บนหน้าผาก! วันนี้ถูกคนซัดประเคนไปหนึ่งหมัด นับว่าสมควรยิ่งแล้ว!”
เสียงหัวเราะนั้นยังไม่ทันขาดห้วง เขาก็เพิ่งนึกขึ้นได้ในภายหลังว่า บัดนี้บุคคลที่นั่งร่วมโต๊ะอยู่ตรงหน้าเป็นผู้ใด
อยู่เบื้องหน้าอิสตรี บุรุษสมควรต้องสำรวมกิริยา
เสียงหัวเราะดังกร้าวเมื่อครู่ พลันหยุดชะงักลงทันใด ประหนึ่งถูกผู้ใดบีบลำคอเอาไว้
เขาเม้มริมฝีปากแน่นทันที ใบหน้าคล้ำเข้มเริ่มมีริ้วแดงของความกระดากอายผุดปรากฏขึ้น เขารีบยกกำปั้นขึ้นแตะริมฝีปากตนเอง ก่อนจะกระแอมไอออกมาหนักหน่วงสักสองสามครา สายตาทั้งคู่เคลื่อนมองไปทางอื่น และไม่กล้าช้อนมองมาทางนางอีกเลย
เมิ่งซีโจวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม มือเรียวงามที่ประคองถ้วยชาอยู่พลันสั่นไหวเล็กน้อย พร้อมกับร้องอุทานเสียงต่ำว่า “อา…” ราวกับข่าวที่ได้ฟังทำให้นางรู้สึกตกใจอยู่บ้าง
ทว่าเบื้องลึกในใจของนางนั้น รอยยิ้มกลับกำลังแผ่ขยายออกไปอย่างเงียบงัน
ฉู่เซียวกับจ้าวหัง นับว่ามอบความประหลาดใจครั้งใหญ่ให้นางมากมายนัก!
ทั้งที่นางยังมิทันได้ลงมือก่อกวนให้เรื่องราวปั่นป่วนเลย การแสดงฉากนี้กลับเปิดม่านขึ้นเองอย่างวิจิตรตระการตาเสียแล้ว!
วันนี้ฉู่เซียวกับจ้าวหัง เกรงว่าคงต้องกลายเป็นศัตรูความรัก ที่เมื่อใดเผชิญหน้ากันก็ต้องจ้องมองกันราวกับจะกลืนกินแล้วกระมัง?
คนอย่างฉู่เซียวนั้น ภายนอกดูซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา ทว่าแท้จริงกลับมีแรงปรารถนาระดับรุนแรง คลั่งรักเข้าขั้นผิดวิสัยมนุษย์มนา!
หาไม่แล้ว ชาติภพก่อนเขาจะเฝ้าคอยติดตามเมิ่งหนานอี้ทุกลมหายใจทำไมกัน ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าจะชักนำคำครหามาให้นาง เขาเฝ้าติดตามนางไม่ห่างแม้เพียงครึ่งก้าว ราวกับสุนัขดุร้ายที่คอยเฝ้าทรัพย์และกำลังพิทักษ์ของล้ำค่าอยู่
…ไม่สิ หาใช่ของล้ำค่าอันใดไม่
หากแต่เป็น ‘สิ่งของ’ ของเขาต่างหากเล่า
ในโลกความคิดอันคับแคบและลำเอียงของฉู่เซียว เมิ่งหนานอี้นั้นถูกประทับตราว่าต้องเป็นของของเขาไปนานแล้ว จึงไม่คิดเปิดช่องให้ผู้ใดหมายปองได้แม้เพียงเศษเสี้ยว
การที่เขาได้มาพบเห็นด้วยสองตาตนเองว่า จ้าวหังกำลังบอกรักเมิ่งหนานอี้ต่อหน้าผู้คนมากมายนั้น จึงมิต่างอันใดจากการแย่งเหยื่อไปจากเขี้ยวเล็บของสัตว์ร้ายนั่นเอง เกรงว่าฉู่เซียวคงเกิดบันดาลโทสะจนสูญเสียการควบคุมจริงๆ จึงไม่ทันแม้แต่จะได้คิดด้วยซ้ำว่า ‘จวนกั๋วกงหนิง’ นั้นมีอำนาจบารมียิ่งใหญ่สักเพียงใด ด้วยคลื่นอารมณ์ร้อนแรงพลุ่งพล่านดุจทะเลเพลิงของเขา จึงได้ชักนำร่างกายให้เขาซัดหมัดออกไปเช่นนั้น
จะว่าไปแล้ว เมิ่งหนานอี้ควรจะต้องขอบคุณนางด้วยซ้ำ หากมิใช่เพราะตอนนี้นางยังมิได้เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกไป เกรงว่าท่านกั๋วกงหนิงคงจะเดือดดาล จนนำคนไปรออยู่หน้าประตูจวนจงหย่งโหวแล้วเป็นแน่!
เพียงแค่นึกจินตนาการว่า… ท่านกั๋วกงหนิง ตาเฒ่าผมหงอกขาวซึ่งเป็นถึงผู้อาวุโส ที่ผู้คนใต้หล้าล้วนให้ความเคารพยำเกรง ผู้สร้างคุณงามความชอบไว้ล้นฟ้า กำลังยืนขวางหน้าประตูจวนโหวด้วยความเดือดดาลเป็นฟืนเป็นไฟ พลางด่าทอเสียงดังลั่นไม่ไว้หน้า ส่วนบิดาของนางเมิ่งชินรุ่ย เกรงว่าคงจะทำได้เพียงซับเหงื่อเย็นทั่วศีรษะ แล้วก้มหน้าก้มตาพูดจาอ่อนข้อประจบประแจง แม้แต่คำโต้แย้งสักครึ่งประโยคก็คงมิกล้าให้หลุดรอดออกจากปาก
ภาพเช่นนั้น เพียงแค่คิด ก็ชวนให้นางรู้สึกสำราญใจนักแล้ว!
เพียงแต่ตอนนี้… ฉู่เซียวคิดจะนำพาสมบัติล้ำค่าของเขาอย่างเมิ่งหนานอี้ไปที่ใดกันแน่?
ในห้วงคำนึงของเมิ่งซีโจว พลันผุดภาพหนึ่งขึ้นอย่างไร้ที่มา — สัตว์ร้ายตัวหนึ่งที่คว้าชัยมาได้ กำลังลากเหยื่อของมันเผ่นทะยานว่องไวหายลับเข้าไปในพงไพรอันลึกเร้น
ส่วนมีดคมแต่ไร้ปัญญาอีกเล่มที่นางคัดเลือกมาอย่างพิถีพิถัน — สวีจี้ชาง — อีกไม่นานก็คงถึงคราวต้องชักออกจากฝักแล้วกระมัง
ด้วยสติปัญญาเพียงน้อยนิดอันน่าเวทนาของเมิ่งหนานอี้ รวมถึงความสามารถอันอ่อนด้อยในการรับมือกับเหตุการณ์ต่างๆ เมื่อเผชิญกับปัญหาที่กำลังจะถาโถมเข้ามาไม่ขาดสาย เกรงว่านางคงทำได้เพียงใช้ ‘มือเปล่ารับคมดาบ’ เท่านั้นกระมัง?
นางเงยหน้าขึ้นได้จังหวะพอดี แวววิตกกังวลในดวงตา พลันแปรเปลี่ยนเป็นความวิตกเกินจริง
“พี่ใหญ่สวี เรื่องนี้…หาใช่เรื่องเล็กน้อยไม่ อย่างไรจ้าวหังก็เป็นแก้วตาดวงใจของท่านกั๋วกงหนิง บัดนี้กลับต้องได้รับความอัปยศอดสูอยู่กลางท้องถนนเช่นนี้ เกรงว่ายามนี้จวนกั๋วกงหนิงคงจะลุกเป็นไฟประหนึ่งถูกสายอัสนีบาตฟาดใส่เป็นแน่ แม้ผู้ติดตามคนนั้นจะองอาจห้าวหาญเหนือผู้ใด แต่เรื่องวุ่นวายครานี้…เกรงว่าจะใหญ่โตจนถึงขั้นฟ้าดินสะเทือนเสียแล้ว”
ครั้นเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงของนางก็เปลี่ยนเป็นอบอวลไว้ด้วยความเห็นอกเห็นใจต่อคุณหนูนางนั้น “แม่นางไม่ทราบนามผู้นั้น มิรู้ว่าเป็นคุณหนูจากตระกูลใดกันแน่ จึงได้มีผู้คอยคุ้มภัย…ที่กล้าหาญดุดันถึงเพียงนั้นติดตามอยู่ข้างกาย แต่ยามนี้เกรงว่าคงจะกำลังร้อนอกร้อนใจดุจไฟลน มิรู้ว่าควรจะรับมืออย่างไรแล้วกระมัง?”
วาจาเหล่านี้ของนาง ราวกับปลุกสติของสวีจี้ชางให้ตื่นขึ้น ความรู้สึกตื่นเต้นสะใจบนใบหน้าของเขาพลันจางลงเล็กน้อย คิ้วเข้มหนาทั้งสองขมวดแน่นเป็นปม เผยให้เห็นความหนักอกหนักใจอยู่หลายส่วน
ทว่าความหุนหันพลันแล่นอันเป็นสันดานเดิมของเขา รวมทั้งความคิดที่อยากสำแดงตัวเป็นวีรบุรุษต่อหน้าเมิ่งซีโจว กลับมีอำนาจเหนือกว่า
เขาสะบัดกายยืดแผ่นหลังตั้งตรงฉับพลัน แล้วกล่าวเสียงกร้าวขึ้นว่า
“หึ! ต่อให้จวนกั๋วกงหนิงจะมากด้วยอำนาจบารมีแล้วอย่างไร? หรือจะใช้อำนาจนั้นปล่อยปละละเลยบุตรชายตน ให้เที่ยวออกมาระรานสตรีตามท้องถนนได้อย่างนั้นรึ? หากจะให้ข้ากล่าวล่ะก็ นับว่าผู้ติดตามคนนั้นลงมือได้เยี่ยมนัก! ต่อให้วันนี้เป็นข้าสวีจี้ชางอยู่ในที่นั่น ข้าก็จะไม่พูดพล่ามทำเพลงแม้ครึ่งคำ จะต้องลงมือสั่งสอนเจ้าคนเสเพลนั่นเป็นแน่!”
เขายังคงเชิดคอแข็ง ทวนปลายคางขึ้นสูง ท่าทางประหนึ่งคนบ้าบิ่นผู้ไม่เกรงกลัวฟ้าดิน กล้าทำกล้ารับในทุกสิ่ง
เพียงแต่แววตาไหววูบริบหรี่ และลมหายใจถี่กระชั้นกว่าปกติเล็กน้อยของเขา กลับเผยให้เห็นความหวาดหวั่นต่ออำนาจบารมีของจวนกั๋วกงหนิงเล็กน้อย ที่ซุกซ่อนอยู่ภายในใจของเขาจนได้
เมิ่งซีโจวแสร้งทำประหนึ่งมองไม่เห็นอาการลังเลที่วาบผ่านเพียงชั่วพริบตาของเขา ใบหน้าของนางปรากฏรอยยิ้มบางที่เจือทั้งความต้องการพึ่งพาและเลื่อมใสในตัวอีกฝ่าย น้ำเสียงยังอ่อนโยนลงอีกหลายส่วน
“ถูกต้อง หากมีผู้กล้าที่แท้จริงเฉกเช่นคุณชายสวีร่วมทางไปด้วย ข้าก็คงจะได้เป็นเช่นคุณหนูผู้นั้นกระมัง ต่อให้ต้องประสบพบเจอเข้ากับเหล่าอันธพาลหน้าไม่อายพวกนั้น ข้าย่อมต้องเอาตัวรอดกลับมาได้อย่างปลอดภัย ถอนกายออกมาได้ครบถ้วนไร้บาดแผลเป็นแน่”