พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่119 ลวงล่อหมากตัวใหม่! วันนี้ข้ามาโยนเบ็ดตกปลา!
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่119 ลวงล่อหมากตัวใหม่! วันนี้ข้ามาโยนเบ็ดตกปลา!
บทที่119 ลวงล่อหมากตัวใหม่! วันนี้ข้ามาโยนเบ็ดตกปลา!
ในชาติภพก่อน สวีจี้ชางเองก็ได้ติดตามองค์หญิงใหญ่ไปออกศึก ปราบความวุ่นวายที่ชายแดนด้วยเช่นกัน ครั้นเมื่อศึกสงครามคับขัน เขากลับบังอาจร้องตะโกนก้องต่อหน้าทหารสามกองทัพ ทั้งยังชี้นิ้วไปยังกระโจมบัญชาการขององค์หญิงใหญ่ พลางคำรามเสียงกึกก้องดุจอัสนีบาตว่า
“สตรีที่ไหนจะคู่ควรกุมอำนาจการศึกทหาร? คุณธรรมไม่สมตำแหน่ง! ตราประทับแม่ทัพหน้านี้ สมควรต้องเป็นของข้าสวีจี้ชางต่างหาก!”
ความโง่เขลาที่ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเช่นนั้น ความหุนหันพลันแล่นไร้การยั้งคิดเช่นนั้น ตลอดจนความโอหังที่ผลักตระกูลสวีให้เข้าไปอยู่ท่ามกลางคลื่นลมเชี่ยวกราก สุดท้ายก็เพียงทำให้องค์หญิงใหญ่หาเหตุลงโทษเขา โดยให้ไปยืนรับโทษท่ามกลางหิมะนานถึงสามวันสามคืน ต้องหิวโซจนร่างกายซูบผอมผิดรูป ทว่าอย่างไรก็มิได้ทรงเอาชีวิตของเขา
ทรัพย์สมบัติมหาศาลดุจคว่ำฟ้าของตระกูลสวี นับเป็นเครื่องคุ้มกายที่แข็งแกร่งที่สุดของสวีจี้ชาง
เมิ่งซีโจวได้แต่หัวเราะเย้ยหยันในใจอย่างไร้สุ้มเสียง
เจ้าคนโง่เขลา
แต่ก็ช่างโง่งมได้ถูกที่ถูกเวลาเหมาะเจาะนัก!
บุรุษมุทะลุผู้หนึ่งที่มีเพียงพละกำลังแต่ไร้ปัญญา ทั้งยังวู่วามโกรธง่าย ทว่ากลับมีภูมิหลังที่แข็งแกร่งเสียจนมิมีผู้ใดกล้าลงมือกับเขาจริงจัง และเพราะเช่นนี้อย่างไรเล่า เขาจึงเป็นเหยื่อที่นางต้องการที่สุดในยามนี้
หากเขาก่อความวุ่นวายขึ้นมา อานุภาพย่อมต้องร้ายกาจ อีกทั้งยังไม่มีผู้ใดทำอะไรได้ ช่างเหมาะสมที่จะให้เมิ่งซีโจวหยิบยืมมาใช้ประโยชน์เสียจริง
‘ความห้าวหาญ’ ที่มิรู้จักเป็นตายเยี่ยงนี้ ยิ่งทำให้คมของมีดเล่มนี้ทั้งคมกริบทั้งโง่เขลา จนนางสามารถกุมไว้ในมือโดยง่าย ทั้งยังสามารถฟาดฟันไปยังทิศทางที่ตนต้องการได้อีกด้วย
ล่อเกวียน ย่อมต้องมีวิธีผูกบังเหียนของม้า
ยามเข้าใกล้จ้าวหัง สิ่งที่นางใช้คือเรื่องราวและใยเสน่หาจอมปลอมที่ถักทอขึ้นอย่างประณีต ลวงล่อชวนให้ผู้คนจมดิ่ง ตราบใดที่เขายังมิได้หลงใหลจนถอนตัวไม่ขึ้น นางก็จะไม่มีวันเปิดเผยฐานะบุตรีภรรยาเอกตระกูลเมิ่งของตนให้เขาล่วงรู้ง่ายๆโดยเด็ดขาด
และสำหรับวิธีการรับมือกับเจ้ากระทิงเถื่อนตรงหน้าอย่างสวีจี้ชางนั้น กลับต้องใช้อีกกลวิธีหนึ่งที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง
นางกับเขารู้จักกันมาตั้งแต่เยาว์วัย ครั้งนั้น ครอบครัวได้จัดให้นางไปเรียนรู้งานที่หอค้าของตระกูลสวี นางจึงมีเหตุให้ต้องพบเจอคุณชายใหญ่ตระกูลสวีผู้นี้อยู่เนืองๆ เงยหน้าก็เจอ ก้มหน้าก็พบ สายสัมพันธ์เพียงน้อยนิดที่สั่งสมมาในกาลก่อนนี่เอง ที่นางใช้เป็นหลักผูกเชือกล่ามเขาไว้
เมิ่งซีโจวสัมผัสได้ชัดเจนถึงจิตใจเร่าร้อน ที่สวีจี้ชางพยายามกดข่มไว้แต่กลับเผยชัดเจนแววตา
ทว่าประกายแห่งความลุ่มหลงนั้น ดูเหมือนจะยังริบหรี่เกินไป
ฉะนั้น สิ่งที่นางต้องทำก็คือ ต้องคอยเติมฟืนเข้าไปมิให้ขาด ระดมโหมให้เปลวไฟเล็กๆนี้ลุกลามจนกลายเป็นเพลิงผลาญทุ่ง เผาทำลายสติที่มีเพียงน้อยนิดของเขาให้มอดไหม้เสียสิ้น แผดเผาเสียจนเขามีใจกล้าฝืนแรงกดดันจากฐานะ ‘สตรีผู้มีชะตาหงส์’ บุกตะลุยไปถึงหน้าจวนเมิ่งโดยไม่สนสิ่งใด แล้วแสดงละครฉากใหญ่ที่แสนอัปยศอย่างเรื่องการสู่ขอต่อหน้าผู้คน
นางหวังว่า เผือกร้อนลูกนี้จะนับเป็นปัญหาใหญ่มาก พอที่จะทำให้เมิ่งหนานอี้ถึงกับต้องปวดเศียรเวียนเกล้าได้
มีเพียงคนที่เหลวไหลมากพอเท่านั้น จึงจะสามารถทำเรื่องเหลวไหลถึงเพียงนี้ได้
ด้วยเหตุนี้ ในบ่อปลาของนางจึงจำต้องเพาะเลี้ยงแต่พวกสมองทึบเช่นสวีจี้ชางไว้เท่านั้น
นางจึงนั่งสนทนากับสวีจี้ชางต่อไป ครานี้หัวข้อที่พูดคุยกันก็คือเรื่องตำราพิชัยสงคราม
เมิ่งซีโจวเป็นคนที่อ่านตำราแทบทุกประเภท มิว่าจะเป็นงานเขียนเบ็ดเตล็ดก็อ่านมาไม่น้อย ตำราจริงจังก็อ่านมามากเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ สวีจี้ชางจึงค่อยๆค้นพบว่า เมิ่งซีโจวมิใช่เพียงให้การยอมรับและคอยหนุนใจเขาเท่านั้น ทว่านางยังมีความเห็นอันลุ่มลึกเกี่ยวกับการยกทัพจับศึกอยู่ไม่น้อย ถึงขั้นสามารถสนทนากับเขาได้อย่างออกรสออกชาติและถูกคอกันมาก
แม้เขาจะรู้ว่านางมีชื่อเสียงล่ำลือว่าเป็น ‘สตรีผู้มีปัญญาเป็นอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง’แต่ก็เคยนึกเพียงว่า น่าจะเป็นเพียงฉายาที่มีไว้ประดับเกียรติเท่านั้น ไหนเลยจะคาดคิดว่า นางกลับมีความสามารถอย่างแท้จริง จนแม้แต่เขายังต้องมองนางด้วยสายตาใหม่!
สตรีทั่วไปจะมีสักกี่คนที่อ่านตำราพิชัยสงครามได้ เพียงรู้หนังสือก็นับว่าดีมากแล้ว หากขับกลอนเป็นสักสองบทไว้เพิ่มรสชาติในชีวิตสามีภรรยาได้ ก็ยิ่งนับว่าเกินพอ เรื่องอื่นนั้นย่อมไม่กล้าคาดหวัง
แต่เมิ่งซีโจวกลับแตกฉานในหลักตำราพิชัยสงครามถึงเพียงนี้… หรือว่านางตั้งใจไปอ่านมาเพื่อที่จะได้สนทนากับเขาโดยเฉพาะกระมัง? เพราะถึงอย่างไรนางก็เป็นเพียงสตรีในห้องหอ อ่านสิ่งเหล่านี้ไปจะมีประโยชน์อันใดต่อนางเล่า
ยิ่งคิด ห้วงดวงใจของเขาก็ยิ่งพลุ่งพล่านหนักขึ้น!
ยามนี้นับเป็นครั้งแรกที่เขาเข้าใจอย่างถ่องแท้กับคำว่า ‘ดอกไม้บานสะพรั่งในใจ’ นั้นเป็นเช่นไร!
ทันใดนั้นเอง ประตูห้องรับรองก็ถูกเคาะเบาๆคราหนึ่ง ก่อนจะถูกผลักให้เปิดออก
สาวใช้นางหนึ่งก้าวเข้ามาเติมน้ำชาให้ด้วยฝีเท้าแผ่วเบา
ครั้นทำงานของตนเสร็จแล้ว นางกลับมิได้ถอยออกไปในทันที หากเพียงเอียงกายหันไปทางสวีจี้ชางเล็กน้อย แล้วเอ่ยแบ่งปันข่าวด้วยน้ำเสียงกระชุ่มกระชวยว่า
“คุณชายเจ้าคะ เมื่อครู่นี้บ่าวไปที่ห้องครัวด้านหลังเพื่อรับขนมและน้ำชาชุดใหม่มาให้ บ่าวจึงแอบได้ยินพ่อบ้านจางผู้ดูแลเรื่องจัดซื้อพูดว่า ที่ตลาดด้านนอกมีข่าวสดใหม่เรื่องใหญ่เกิดขึ้นเจ้าค่ะ!”
เมิ่งซีโจวที่กำลังยกถ้วยชาเพิ่งรินใหม่ขึ้นมา เมื่อได้ยินดังนั้น การเคลื่อนไหวพลันชะงักงันไปเล็กน้อย นางเปิดเปลือกตาที่มีขนตายาวเป็นแพรขึ้น เฝ้ารอคอยฟังถ้อยวาจาต่อไป
สวีจี้ชางนั้นสนใจเรื่องทำนองนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว จึงได้เอ่ยขึ้นว่า “โอ้? ข่าวอันใดรึ ไหนลองเล่ามาให้ข้าฟังซิ”
เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว อาการตื่นเต้นที่สาวใช้นางนั้นพยายามกดข่มไว้ ก็ยิ่งชัดเจนมากขึ้น นางเอ่ยด้วยความตื่นเต้นว่า
“บ่าวได้ยินมาว่าจ้าวหังคุณชายน้อยแห่งจวนกั๋วกงหนิง ผู้สูงศักดิ์ดุจทองคำนั้นอยู่ที่หอร้อยรสชาติเบื้องหน้านี่เองเจ้าค่ะ แต่มิทราบว่าไปติดใจคุณหนูตระกูลใดเข้า จู่ๆจึงได้นึกครึ้มเอ่ยปากสารภาพความในใจของตนต่อหน้าธารกำนัลเช่นนั้น!”
นางชะงักไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังชั่งใจว่าจะเลือกถ้อยคำใด
“ผลก็คือ ข้างกายคุณหนูท่านนั้นมีคนติดตามอยู่ผู้หนึ่ง นับเป็นตัวอันตรายประเภทมิเกรงฟ้าไม่กลัวดินอย่างแท้จริง! คุณชายจ้าวยังกล่าวไม่ทันจบดี ผู้ติดตามคนนั้นก็ลงมือเสียแล้ว! เพียงหมัดเดียวเท่านั้น ก็ต่อยคุณชายจ้าวจนร่างปลิวกระเด็นออกไป! ก่อนจะล้มลงกระแทกกับพื้นอย่างน่าอนาถนัก! ส่วนบรรดาผู้ติดตามที่พามาด้วย แต่ละคนล้วนดูแข็งแกร่งน่าเกรงขาม ต่างก็พากันกรูเข้าไป ทว่าผลสรุป… เฮ้อ ล้วนถูกผู้ติดตามเพียงคนเดียวของคุณหนูท่านนั้น ซัดจนหมอบราบกันหมดเจ้าค่ะ!”
“ยามนี้ทั้งถนนสายนั้นล้วนถูกฝูงชนปิดล้อมไว้แน่น เรื่องราวร่ำลือเอิกเกริกไปทั่ว ผู้คนต่างพูดกันว่าผู้ติดตามของคุณหนูท่านนั้นช่างเก่งกาจนัก… แต่กระนั้นก็นับว่ายังมิรู้จักประมาณตน!”
สาวใช้นางนั้นเล่าพร้อมทำไม้ทำมือประกอบอย่างออกรสออกชาติ ครั้นกล่าวจบยังมีท่าทีหวาดผวาไม่หาย ถึงกับหดคอลงเล็กน้อย
“อะไรนะ?!” สวีจี้ชางฟาดฝ่ามือลงบนโต๊ะอย่างแรง ก่อนจะลุกพรวดขึ้นทันใด!
“เจ้าบ้าจ้าวหังนั่นถูกคนซัดกลางถนนเชียวรึ? มิหนำซ้ำผู้ติดตามทั้งหลายของมัน ยังถูกคนผู้เดียวจัดการจนราบคาบหมดท่าด้วยรึ? ฮ่าๆ!”
ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสะใจกับคราวเคราะห์ของผู้อื่น “ผู้ใดกันที่มากด้วยฝีมือเช่นนี้? แม้แต่เจ้าบ้าจ้าวหังแห่งจวนกั๋วกงหนิง ก็ยังกล้าลงมือซัดใส่อย่างไม่ปราณีเช่นนี้”