พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่126 คุณชายใหญ่ เมิ่งจิ่งหง! (1)
บทที่126 คุณชายใหญ่ เมิ่งจิ่งหง! (1)
ณ ห้องตำรา จวนจงหย่งโหว
พู่กันที่หมึกยังไม่ทันแห้งถูกวางพาดไว้บนแท่นฝนหมึก เมิ่งชินรุ่ยไพล่สองมือไว้ด้านหลัง ก้าวเดินกลับไปกลับมาอยู่ภายในห้องด้วยความกระวนกระวายใจ
ทุกครั้งที่ต้องเข้าราชสำนัก ล้วนต้องมี ‘เรื่องน่าพรั่นพรึง’ รอคอยอยู่เสมอ วันนี้ก็เป็นอีกคราที่มีทั้งข่าวดีและข่าวร้ายมาพร้อมกัน
ข่าวดีนั้นประหนึ่งสายฝนอันชุ่มฉ่ำหลังภัยแล้งยาวนาน รดลงกลางใจเขาจนความปิติยินดีพลุ่งพล่าน
เรื่องกองทัพตระกูลใหญ่นั้น ภายใต้การช่วงชิงและถ่วงดุลอำนาจจากทุกฝ่าย ในที่สุดฮ่องเต้ก็ทรงผ่อนปรนลงบ้างแล้ว! มีพระราชโองการประกาศแน่ชัด เปลี่ยนเป็น ‘ผู้มีความสามารถย่อมอาสาได้ คัดเลือกตามสติปัญญาและความเหมาะสม’ จึงมิจำเป็นที่เขาเมิ่งชินรุ่ย จะต้องกัดฟันฝืนใจคัดเลือกบุตรชายคนใดคนหนึ่งไปชายแดน เพื่อให้เอาชีวิตไปถมอีกต่อไปแล้ว!
ก้อนหินมหึมาที่กดทับอยู่กลางอกมานานหลายวัน ราวกับหล่นครืนลงสู่พื้นดินในชั่วพริบตา จนเขาแทบอยากจะเงยหน้าขึ้นฟ้าหัวเราะลั่นสักสามครา
ทว่าความยินดีนั้นยังไม่ทันอุ่นขึ้นในใจ ข่าวร้ายที่ไล่ตามมาติดๆ ก็พลันสาดความเย็นเยียบทิ่มแทงลึกถึงขั้วหัวใจ
ยามนี้ชายแดนตกอยู่ในภาวะคับขัน! พวกชนเผ่าหมานอี๋ถึงกับตีแนวป้องกันชั้นนอกแตกแล้ว! ฮ่องเต้ทรงตัดสินใจให้องค์หญิงใหญ่รับบัญชาการทัพออกศึกอีกครา กำชับให้รีบเร่งนำกำลังไปหนุนช่วยโดยด่วน!
แท้จริงแล้ว ข่าวนี้ก็มิได้เกี่ยวข้องไปถึงเมิ่งชินรุ่ยโดยตรงนัก
องค์หญิงใหญ่จะยกทัพออกศึกก็ช่างเถิด แม้เขาจะนึกดูแคลนสตรีที่กุมอำนาจทางการเข้ากระดูก ทว่าก็ยังดีกว่าต้องให้เขาส่งบุตรชายไปตายเปล่าที่ชายแดน
ยิ่งไปกว่านั้น หลายปีมานี้องค์หญิงใหญ่ก็ทำศึกเหนือใต้มาไม่น้อย นับว่าเคยรบชนะในศึกจริงอยู่หลายครา โชควาสนาก็ดูเหมือนจะไม่เลวเลยทีเดียว
บางทีครั้งนี้นางอาจยังคงเป็นเช่นแต่ก่อน สามารถตีชนเผ่าหมานอี๋จนต้องร้องเรียกหาพ่อหาแม่ได้ แล้วยอมอยู่อย่างสงบเสงี่ยมไปได้อีกหลายปี…
ว่ากันตามตรงเมิ่งชินรุ่ยก็หาได้ใส่ใจนัก ทว่าเหล่าขุนนางในราชสำนักกลับไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้ผ่านไปโดยง่าย
ครั้นเลิกประชุมราชกิจ เหล่าสหายขุนนางหลายคนซึ่งล้วนมีตำแหน่งสูงส่งในราชสำนัก ต่างพากันเข้ามาห้อมล้อมเขาไว้เนืองแน่น เอ่ยถ้อยคำด้วยท่าทีจริงจังหนักหนา ฟังดูคล้ายเปี่ยมไปด้วยเหตุผล แต่ลึกลงไปกลับแฝงแรงกดดันเต็มเปี่ยม ความหมายมีเพียงประการเดียวเท่านั้น — ให้ร่วมลงนามถวายีกากราบทูลคัดค้าน ขอให้ฮ่องเต้ทรงถอนพระบัญชาคืนเสีย!
ขุนนางเหล่านั้นล้วนอธิบายเป็นเสียงเดียวกันว่า คราวก่อนองค์หญิงใหญ่ได้รับบาดเจ็บสาหัส อาการยังไม่ทันฟื้นคืนสมบูรณ์ดี หากผลีผลามออกศึกในยามนี้ แล้วจะบัญชาการสามทัพ ต้านทานศัตรูผู้แข็งแกร่งได้อย่างไร?
สู้เสนอชื่อรองแม่ทัพใต้บังคับบัญชาขององค์หญิงใหญ่ผู้หนึ่ง ที่ผ่านสนามรบมานับครั้งไม่ถ้วน ทั้งยังอยู่ในวัยกำลังห้าวหาญ ให้ขึ้นมาเป็นแม่ทัพใหญ่แทน ยังจะมีโอกาสชนะเสียมากกว่า!
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาต่างรู้กันอยู่แก่ใจว่า ในศึกครั้งก่อนยามที่สถานการณ์กำลังตึงเครียด องค์หญิงใหญ่ได้เคยหนีทัพกลางคันมาก่อน! แม้หลักฐานยังมิได้แน่นหนาถึงขั้นมัดตัวได้ แต่เรื่องเล่าลือย่อมไม่เกิดหากไร้มูล ลมย่อมไม่พัดหากไร้คลื่นโพยม และใต้เงาควันย่อมมีเชื้อไฟซ่อนอยู่เสมอ
คนชั่วต่ำช้าที่เอาแต่ห่วงชีวิตตนเองเช่นนี้ จะมีคุณสมบัติอันใดให้ขึ้นเป็นจอมทัพแห่งสามทัพหลวงเล่า? นี่มิใช่เป็นการเอาชีวิตของเหล่าทหารหาญ ทั้งยังเอาความมั่นคงของแผ่นดิน มาเสี่ยงประหนึ่งเรื่องล้อเล่นหรอกหรือ?!
เมิ่งชินรุ่ยถูกคนหมู่มากรุมล้อมพูดใส่เซ็งแซ่ เจ้าคำข้าคำจนเขาถึงกับมึนงงไปหมด ครั้นตรึกตรองดูให้ถี่ถ้วน ก็รู้สึกว่า…คำพูดเหล่านั้นดูจะมีเหตุผลอยู่หลายส่วนจริงๆ
ทว่าเมื่อเปลี่ยนมาคิดอีกทาง เขากลับมิได้รู้จักรองแม่ทัพผู้นั้นลึกซึ้งนัก จะสามารถแบกรับภาระหนักดุจภูผากดบ่าเช่นนี้ได้จริงหรือ? หากพ่ายศึกขึ้นมา คนที่ร่วมลงนามถวายีกาในครานี้ เกรงว่าคงต้องพลอยรับเคราะห์ ถูกสาวความผิดตามไปด้วยกระมัง?
น้ำขุ่นนี้…สุดท้ายเขาควรย่ำลงไป หรือควรถอยออกมาจะดีกว่า?
ครานั้นเอง ขณะที่เขาตกลงสู่ห้วงจะรุกก็ลำบาก จะถอยก็ลำเค็ญ ไม่รู้ควรตัดสินใจเช่นไรดี จู่ๆนอกจวนก็มีจดหมายด่วนจากสหายขุนนางอีกฉบับหนึ่งส่งเข้ามา!
ลายมือบนจดหมายนั้นหวัดเสียยิ่งกว่าอะไร ประหนึ่งเขียนขึ้นขณะไฟกำลังลามมาถึงคิ้ว ใจความเร่งร้อนจนแทบไม่อาจรอได้ — เมืองหลันเฉิงที่ชายแดนถูกตีประตูเมืองแตกแล้ว! ศึกทหารคับขันดุจไฟลน! องค์รัชทายาททรงตัดสินพระทัยอย่างฉับพลัน มีพระบัญชาให้องค์หญิงใหญ่ยกทัพออกศึกในวันพรุ่งทันที! เหล่าสหายขุนนางยามนี้ ต่างกำลังรอคอยการแสดงจุดยืนอันแน่ชัดจากเมิ่งชินรุ่ย ว่าเขาจะเข้าร่วมลงนามในีกาครั้งนี้ด้วยหรือไม่! เรื่องนี้จึงมิอาจชักช้าได้แม้ชั่วอึดใจ!
ยามนั้น มือที่เมิ่งชินรุ่ยใช้บีบจดหมายถึงกับสั่นเทิ้มไปหมด
เหตุพลิกผันครั้งนี้มารวดเร็วเกินไป ทั้งยังมาอย่างรุนแรงเกินคาดหมาย!
เขาร้อนรนดุจมดบนกระทะเหล็กร้อน เดินหมุนวนไปมาอยู่ภายในห้องจำราไม่หยุด ความคิดในสมองพลันยุ่งเหยิงราวข้าวต้มข้น มิอาจจับต้นชนปลายได้แม้แต่น้อย
หลังจากใคร่ครวญอยู่พักใหญ่ ก็ยังไม่ต่างจากคนที่ติดอยู่ในตรอกตัน ไร้ซึ่งหนทางไปต่อ แต่แล้วจู่ๆเมิ่งชินรุ่ยก็ชะงักฝีเท้าลงฉับพลัน ราวกับนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขารีบร้องตะโกนเสียงดังออกไปด้านนอกทันที
“ใครก็ได้! เร็วเข้า! ไปตามคุณชายใหญ่มาพบข้าเดี๋ยวนี้!”
ไม่นานนัก เสียงฝีเท้ามั่นคงสุขุมของเมิ่งจิ่งหงก็ดังขึ้นจากนอกประตู
เมิ่งชินรุ่ยประหนึ่งคนใกล้จมน้ำที่คว้าฟางเส้นสุดท้ายเอาไว้ได้ เขารีบร้อนเล่าเรื่องทั้งหมดให้บุตรชายฟังอย่างละเอียดถี่ยิบ ครั้นกล่าวจบแล้ว ก็เงยหน้าขึ้นมองบุตรชายคนโตผู้เป็นดั่งความหวังสูงสุดของตนด้วยสายตาคาดคั้น ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นว่า
“หงเอ๋อร์ เรื่องนี้… เจ้าคิดเห็นเช่นไร?”
เมิ่งจิ่งหงที่นิ่งเงียบรับฟังจนจบ สีหน้ามิได้เผยความประหลาดใจอันใดนัก เห็นได้ชัดว่า เขาเองก็ติดตามความเคลื่อนไหวในราชสำนักมาตลอดเช่นกัน ครั้นขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงได้เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าท่าทางหนักแน่นว่า
“ท่านพ่อ เรื่องเข้าร่วมลงนามถวายีกานั้น กระทำมิได้เด็ดขาด”
“เหตุใดเล่า?” เมิ่งชินรุ่ยชะงักงัน สีหน้าเต็มไปด้วยความฉงนงุนงง
เมิ่งจิ่งหงกล่าวด้วยน้ำเสียงสุขุมเยือกเย็น “ขอท่านพ่อโปรดตรองดูให้ลึกซึ้งเถิด องค์รัชทายาททรงมีความสนิทแนบแน่นกับองค์หญิงใหญ่มากเพียงใด ครั้งนี้สถานการณ์ศึกชายแดนคับขันถึงเพียงนี้ แต่พระองค์ยังทรงฝ่าคำคัดค้านของผู้คน สนับสนุนให้องค์หญิงใหญ่เป็นแม่ทัพออกศึกด้วยพระองค์เอง ท่าทีนั้นนับว่าเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ยิ่งแล้ว น้องสาวของเราก็เป็นว่าที่พระชายาเอกขององค์รัชทายาท เช่นนั้นจวนโหวของเราย่อมถูกนับว่าอยู่ฝ่ายองค์รัชทายาทไปโดยปริยาย ในห้วงเวลาเช่นนี้ พวกเราไม่เพียงห้ามคัดค้าน กลับยังจะต้องแสดงจุดยืนให้ชัดเจน สนับสนุนการยกทัพขององค์หญิงใหญ่อย่างเปิดเผยด้วยจึงจะถูกต้อง!”