พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่125 นัดพบบุรุษปริศนา
บทที่125 นัดพบบุรุษปริศนา
“คุณหนูเมิ่ง! หิมะตกแล้ว!”
เสียงหนึ่งเปล่งดังขึ้นจากด้านหลัง ทั้งกังวานทั้งเจืออาการหอบเล็กน้อย พลันตัดห้วงภวังค์ความคิดของเมิ่งซีโจวดับลงในฉับพลัน
นางหันกลับไปมอง จึงพบสวีจี้ชางกำลังก้าวยาวไล่ตามออกมาจากด้านใน มือข้างหนึ่งกำด้ามร่มกระดาษน้ำมันไว้แน่น ครั้นมาถึงตรงหน้านาง ก็ยื่นส่งมาให้โดยไม่เปิดช่องให้อีกฝ่ายได้ปฏิเสธ
“รับไปเถิด! หิมะเริ่มตกหนักแล้ว เร่งกลับจวนโดยเร็วเถิด อย่าปล่อยให้เนื้อตัวเปียกปอน!”
เมิ่งซีโจวรับร่มคันนั้นมาด้วยกิริยาสงบสำรวม เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงกระจ่างใสอ่อนโยนยิ่งนัก “ขอบคุณคุณชายสวีมาก บุรุษเช่นคุณชายช่างคู่ควรอย่างยิ่งกับคำว่า เอาใจใส่รอบคอบ กล้าได้กล้าเสีย และละเอียดละออยิ่งนัก”
เมื่อถูกนางเอ่ยชมซึ่งหน้าเช่นนี้ สวีจี้ชางก็ยิ่งทำตัวไม่ถูก มือไม้ดูเก้งก้างไปเสียหมด ใบหน้าคล้ำเข้มพลันเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำยิ่งกว่าเดิม ก่อนจะยกมือขึ้นเกาท้ายทอยด้วยความเก้อเขิน
เมิ่งซีโจวพยักหน้าด้วยท่วงท่างามสง่าเป็นการขอบคุณ นางมิได้กล่าวอันใดอีก เพียงกางร่มกระดาษน้ำมันในมือออก แล้วจึงก้าวเดินจากไปท่ามกลางหิมะขาว
ท่วงท่าดูคล้ายเนิบช้าไม่เร่งร้อน ทว่าแท้จริงแล้วฝีเท้ากลับแฝงความรีบเร่งอยู่หลายส่วน
นางเพียงอยากถอยห่างออกจากสวีจี้ชางให้เร็วที่สุดเท่านั้น!
เจ้าคนหยาบผู้นี้… การหมั่นฝึกซ้อมทุกวี่วันไม่ขาดตกเช่นนี้ก็นับเป็นเรื่องดีอยู่หรอก แต่ครั้นเหงื่อโทรมกายกลับไม่ยอมอาบน้ำเปลี่ยนอาภรณ์ เสื้อคลุมบนร่างถึงกับมีคราบเกลือซึมออกมา ไหนจะยังกลิ่นสาบรุนแรงจากรักแร้จนยากจะทนอีกเล่า
เมื่อครู่ที่อยู่ภายในห้องรับรองเรือนพิณ กลิ่นนั้นก็อบอวลเสียจนนางแทบจะคลื่นไส้อาเจียนออกมา หากมิใช่อาศัยแรงใจอันแข็งกล้าฝืนประคองสีหน้าไว้ เกรงว่านางคงจะเผยอาการออกไปให้เห็นนานแล้ว
บัดนี้ในที่สุดก็หลุดพ้นออกมาได้ แต่กลิ่นอุ่นร้อนชวนสะอิดสะเอียน ที่ติดมาด้วยตอนเขาโน้มกายส่งร่มให้นั้น กลับคล้ายยังคงเกาะติดอยู่ที่ปลายจมูกนางแนบแน่น จนมิอาจสลัดให้หลุดพ้นไปได้เลย
กระเพาะของเมิ่งซีโจวกระตุกวูบแผ่วเบาคราหนึ่ง
แต่เพื่อสร้างความลำบากให้กับเมิ่งหนานอี้ นับว่านางยอมเอาตัวเองลงสู่กระดานหมากอย่างแท้จริง!
ทว่า ราคาที่ต้องจ่ายครานี้… ดูเหมือนจะมากเกินไปหน่อยแล้วกระมัง!
เมื่อนึกย้อนไปถึงกลิ่นอันน่าสะอิดสะเอียนนั่นอีกครา ฝีเท้าของเมิ่งซีโจวพลันเร่งเร็วมากขึ้นกว่าเดิม ราวกับเกรงว่าสวีจี้ชางจะอาลัยอาวรณ์และติดตามมา แล้วฉุดรั้งนางให้หยุดสนทนาเรื่องอุดมการณ์และคุณความชอบทางทหารต่ออีกยก หากเป็นเช่นนั้นจริง คงนับเป็นเคราะห์ร้ายที่ร่วงหล่นลงจากฟากฟ้าแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น…นางยังมีนัดหมายสำคัญอีกอย่าง จะเสียเวลาแม้เพียงชั่วขณะมิได้
นางจำต้องรีบไปให้ทันนัดหมายนั้น
ครั้นคิดถึงบุคคลผู้นั้นที่กำลังจะได้พบ ดวงตาของเมิ่งซีโจวก็พลันมีประกายเยียบเย็นระคนสนุกสนานเสี้ยวหนึ่งวาบผ่าน
คนผู้นั้นนับเป็นยอดคนที่ร้ายกาจอย่างแท้จริง ความคิดอ่านล้ำลึกพิสดาร วิธีการยากจะคาดเดา อีกทั้งยังเป็นคนที่คับแค้นใจเพียงเล็กน้อย ก็จะต้องทวงคืนมิยอมปล่อยไปโดยง่าย
เพียงเขาขยับลงมือเล็กน้อย รับรองได้ว่าจะต้องทำให้เมิ่งหนานอี้ถึงกับหัวหมุนมือไม้พันกันเลยทีเดียว ภายในเวลาเพียงแค่ครึ่งเดือน นางคงได้อับอายจนไม่กล้าก้าวเท้าออกจากประตูจวนจงหย่งโหวแม้แต่ก้าวเดียวแน่ น้ำหนักของหมากตัวนี้ หาใช่คนหยาบกระด้างเหมือนสวีจี้ชางจะเปรียบได้ไม่
หิมะยิ่งตกหนักมากขึ้น เกล็ดหิมะใหญ่ดั่งขนห่านโปรยปรายลงมาแทบต่อเนื่อง จนแทบเชื่อมต่อกันเป็นม่านสีขาว
อากาศเยียบเย็นซึมลึกเข้าสู่ปอด ความคิดว้าวุ่นของนางจึงค่อยสงบลงได้บ้าง
ทว่าในขณะที่นางเลี้ยวเข้าไปในตรอกที่ค่อนข้างเปลี่ยวแห่งหนึ่ง เงาดำสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า ด้านข้างของนางในระยะราวหนึ่งจั้ง ประหนึ่งมีภูตผีไร้สุ้มเสียงไร้ร่องรอยให้จับได้ปรากฏขึ้น
ผู้มาเยือนสวมใส่ชุดรัดกุมสีดำสนิททั้งร่าง แทบหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเงามืดในตรอก เขาผู้นั้นก็คือลั่วกู่
เมื่อเมิ่งซีโจวเห็นเขาปรากฏกายขึ้น นางจึงได้ผายมือไปทางด้านที่เขาอยู่ ลั่วกู่พลันชะงักการเคลื่อนไหวไปครู่หนึ่ง ใบหน้าของเขายามนี้ดำทะมึนประหนึ่งมีเส้นดำพาดผ่าน
เมิ่งซีโจวเห็นเขานิ่งงันอยู่เนิ่นนานไม่ขยับเขยื้อน จึงได้เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความฉงน ทว่าเส้นดำบนหน้าผากของลั่วกู่กลับยิ่งเพิ่มมากขึ้นอีกหลายสาย
เมื่อวานองค์ชายยังอุตส่าห์มาพบแม่นางเมิ่งถึงจวนด้วยตนเอง คิดไม่ถึงว่าจะไม่เพียงมิได้ผล แต่กลับยิ่งทำให้คุณหนูเมิ่งผู้นี้ออกมาพบ ‘บุรุษเถื่อน’ ที่ดูอันตรายยิ่งกว่าเดิมเสียอีก!
…นี่มันหลักการอันใดกัน?
ดูจากท่าทีของนางแล้ว วันนี้เกรงว่ายังจะต้องไปพบบุรุษอีกผู้หนึ่งเป็นแน่!
เกรงว่าต่อให้เป็นถึงคุณชายเจ้าสำราญที่สุดในเมืองหลวง ก็ยังมิอาจมีตารางนัดแน่นขนัดเท่ากับนางได้ วันเดียวต้องเร่งรุดไปพบบุรุษถึงสองคน!
แล้วเช่นนี้ จะให้เขาไปกราบทูลองค์ชายได้อย่างไรกันเล่า!
แม้ภายในใจจะมีความคิดร้อยแปดพันประการพลุ่งพล่าน แต่ใบหน้าของเขากลับไร้อารมณ์ใดๆ เพียงยัดวัตถุแข็งเย็นรูปทรงกระบอกเล็กใส่ลงไปในฝ่ามือของเมิ่งซีโจว
ครั้นทำทุกสิ่งเสร็จสิ้นแล้ว ลั่วกู่ก็มิได้หยุดแม้เพียงเสี้ยวอึดใจ ร่างนั้นเคลื่อนไหววูบหนึ่ง ดูราวกับหยาดหมึกหยดหนึ่งที่ละลายหายลงสู่ห้วงธาราลึก ก่อนจะเลือนหายไปในม่านหิมะที่ปลิวว่อนท่ามกลางเงามืดในตรอกอีกครา ดูราวกับเขาไม่เคยปรากฏกายขึ้นมาก่อนเลย
ภายนอกเมิ่งซีโจวดูคล้ายผ่อนคลาย หากแท้จริงแล้วภายในใจกลับมีสัญญาณเตือนดังแผ่วเบาขึ้น
หากมิใช่เรื่องคับขันเร่งด่วน ลั่วกู่ย่อมไม่มีทางปรากฏกายแน่ อีกทั้งยิ่งไม่มีทางมารบกวนนางอย่างกะทันหันเช่นนี้ด้วย
นางกวาดสายตามองไปรอบๆ ครั้นแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นแล้ว จึงรีบหุบร่มแล้วเร้นกายเข้าไปหลบใต้ชายคาแคบริมทางแห่งหนึ่ง อาศัยกำแพงเป็นที่กำบัง จากนั้น จึงบิดเปิดกระบอกทองแดงส่งสารที่เย็นเยียบนั่นออกทันที
ข้างในนั้นคือสารบางดุจปีกจักจั่นม้วนหนึ่ง
นางคลี่มันออกอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตา อักษรที่งดงามคมชัดแข็งแกร่งทรงพลัง ประหนึ่งหมึกที่เขียนจะสามารถทะลุแผ่นกระดาษนั่น ก็พลันสะท้อนขึ้นสู่สายตา สมกับคำกล่าว ‘ลายมือสะท้อนตัวคน’ อย่างแท้จริง ปลายเส้นตวัดคมกริบสื่อสะท้อนถึงความดุดันที่เก็บงำไว้ภายใน ทว่าภายใต้ความสงบนั้นกลับฉาบเคลือบกลิ่นอายสังหารเย็นเยียบไว้
ภายในจดหมายมีเพียงแปดอักษร—
“ประตูเมืองแตกแล้ว พรุ่งนี้ยกทัพออกรบ”
นิ้วมือของนางที่กำแผ่นกระดาษขาวพลันหดรัดแน่นฉับพลัน ข้อนิ้วซีดขาวขึ้นมาทันที!
ดวงตาคู่งามที่ปกติสงบนิ่งดุจสายน้ำของเมิ่งซีโจว บัดนี้เบิกกว้างขึ้นฉับพลัน รูม่านตาหดเกร็งลงเพราะความตระหนกตกใจสุดขีด!
ไอเหน็บหนาวจากพายุหิมะที่โหมกระหน่ำมืดฟ้ามัวดิน ในห้วงขณะนั้นประหนึ่งจะทะลุผ่านเสื้อคลุมหนาหนัก แล้วแทงลึกเข้าสู่ร่างกายของนางโดยตรง!