พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่127 คุณชายใหญ่ เมิ่งจิ่งหง! (2)
บทที่127 คุณชายใหญ่ เมิ่งจิ่งหง! (2)
เมิ่งชินรุ่ยขมวดคิ้วแน่น ทว่าก็ยังมีท่าทีลังเลอยู่บ้าง
“แต่ว่า… คำของเหล่าสหายขุนนางก็มิใช่ว่าจะไร้เหตุผลไปเสียหมด หากเวลานี้พวกเรากระโดดออกไปประกาศสนับสนุนองค์รัชทายาทอย่างชัดแจ้ง เช่นนั้นมิเท่ากับล่วงเกินท่านเสนาบดีใหญ่หลายคนโดยตรงหรอกรึ? มิสู้พวกเราวางตนเป็นกลาง ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง คอยยืนดูไฟอยู่ริมฝั่ง น่าจะนับเป็นหนทางอันมั่นคงปลอดภัยกว่าหรือไม่?”
“คำกล่าวของท่านพ่อคลาดเคลื่อนไปแล้ว!”
เมิ่งจิ่งหงส่ายหน้าปฏิเสธอย่างฉับพลัน น้ำเสียงของเขาหนักแน่นไม่เปิดช่องให้อีกฝ่ายได้โต้แย้งเลย แววตาพลันฉายความรู้สึกจนใจในความเชื่องช้าของผู้เป็นบิดาเล็กน้อย ทว่าเมื่อเอ่ยออกมาก็ยังคงรักษาความเคารพดังเดิม
“การวางตัวเป็นกลางนั้น ดูผิวเผินเหมือนจะเอาตัวรอดได้ทั้งสองฝ่าย มิได้ล่วงเกินผู้ใด ทว่าในสายพระเนตรขององค์รัชทายาทแล้ว พวกเราจจะกลับกลายเป็นคนโลเลกลับกลอก จับจดไม่แน่วแน่ไร้จุดยืน ส่วนในสายตาของฝ่ายที่คัดค้าน พวกเราก็จะกลายเป็นผู้ที่ไม่รู้จักยอมรับไมตรี ไม่ยอมร่วมทุกข์ร่วมสุขก้าวไปถอยไปพร้อมกับพวกเขา ผลสุดท้ายก็คือ ทั้งสองฝ่ายล้วนจะเห็นพวกเราเป็นคนนอก! ดูคล้ายไร้ศัตรู แต่แท้จริงแล้วกลับมีศัตรูอยู่ทุกหนแห่ง!”
“ท่านพ่อ ไหนๆพวกเราก็ลงเรือลำเดียวกันกับองค์รัชทายาทมาเนิ่นนานแล้ว งานฉากหน้าที่พึงกระทำ ย่อมจะให้ขาดตกบกพร่องแม้เพียงครึ่งส่วนมิได้! การออกหน้าแสดงจุดยืนสนับสนุนในยามนี้ ถือเป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อองค์รัชทายาท และยังเป็นก้าวสำคัญยิ่งในการผูกสัมพันธ์ระหว่างจวนจงหย่งโหวของเรา กับตำหนักบูรพาให้มั่นคงแน่นแฟ้นยิ่งกว่าเดิม!”
วาจาเหล่านั้น ประหนึ่งน้ำทิพย์ราดรดลงบนศีรษะ เพียงชั่วพริบตา ก็สลายอาการลังเลและหวาดผวาทั้งมวลของเมิ่งชินรุ่ยให้มลายหายไปจนหมดสิ้น!
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้! ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง!”
เมิ่งชินรุ่ยตื่นเต้นเสียจนแทบอยากตบต้นขาตนเองสักฉาดหนึ่ง! หมอกควันที่อบอวลค้างคาอยู่ในใจเขามาตลอดครึ่งวัน พลันถูกปัดเป่าออกจนหมดสิ้น เบื้องหน้ากระจ่างแจ้ง ปลอดโปร่งโล่งสบายขึ้นในฉับพลัน!
สายตาที่เขาจ้องมองเมิ่งจิ่งหงยามนี้ เปี่ยมไปด้วยความปิติยินดีและชื่นชมจากใจจริง ภายในใจยิ่งปลาบปลื้มมิรู้จบ – สมแล้วที่เป็นบุตรชายของข้า เมิ่งชินรุ่ย! ฉลาดเฉียบแหลม มองเรื่องราวได้ทะลุปรุโปร่งถึงเพียงนี้ ช่างละม้ายคล้ายบิดาเช่นข้านัก! ลูกไม้ย่อมหล่นมิไกลต้นจริงๆ!
“หงเอ๋อร์ เจ้ากล่าวได้ถูกต้องที่สุดแล้ว! ทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่พ่อเองก็คิดไว้ในใจ!”
รอยยิ้มที่ดูคล้ายกับว่า ‘ทุกสิ่งล้วนอยู่ในกำมือ’ พลันผุดขึ้นเต็มใบหน้าของเมิ่งชินรุ่ยในชั่วพริบตา เขารีบยืดแผ่นหลังตั้งตรงสง่างาม ราวกับว่าคนที่เมื่อครู่ทำอะไรไม่ถูกและผวาไปเสียทุกอย่างนั้น หาใช่เขาไม่
เขาก้าวฉับๆไปที่หน้าโต๊ะตำรา แล้วลงมือเขียนจดหมายฉบับหนึ่ง เพื่อบอกปฏิเสธด้วยถ้อยคำอ่อนโยนละมุนละม่อม แล้วสั่งให้นำส่งออกไปทันที
—
เมิ่งซีโจวสอดกระดาษแผ่นบางกลับเข้าไปในกระบอกส่งสารดังเดิม แล้วจึงเก็บกระบอกส่งสารนั้นไว้ในแขนเสื้ออย่างมิดชิดเพื่ออำพราง ทว่าภายในใจกลับโหมกระหน่ำรุนแรงดุจคลื่นคลั่งซัดใส่
ซ่งเฉิงจี้เป็นคนรอบคอบระมัดระวังมาแต่ไหนแต่ไร แม้ชายแดนจะอยู่ในภาวะคับขัน เขาย่อมต้องพยายามรักษาความมั่นคงรอบด้านให้ถึงที่สุด
การยกทัพใหญ่หาใช่เรื่องล้อเล่นไม่! เสบียงอาหารและสัมภาระศึกจำต้องลำเลียงอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย อาวุธและเกราะคุ้มกายต้องประณีตพร้อมสรรพ เหล่าทหารต้องเตรียมพลให้พร้อมออกศึก อีกทั้งยังต้องมีการวางกำลังและจัดแผนอย่างละเอียดรัดกุม ตลอดจนมีแนวหลังที่มั่นคงคอยค้ำจุนด้วย
แต่ทั้งหมดนี้ล้วนต้องอาศัยเวลา และยิ่งต้องพึ่งพาการเตรียมการรอบด้านถี่ถ้วน
ทว่า ความจริงกลับตบหน้าผู้คนเสียงดังฉาดใหญ่!
ชนเผ่าป่าเถื่อนนั้นทั้งเจ้าเล่ห์อำมหิต ทั้งดุร้ายโหดเหี้ยม คาดไม่ถึงว่าพวกมันจะชิงลงมือก่อนเช่นนี้ ทั้งยังหาญกล้าบ้าบิ่นถึงขั้นตีประตูเมืองหลานเฉิงได้สำเร็จ!
นี่มิได้เป็นเพียงการสูญเสียเมืองหนึ่งหรือค่ายหนึ่งเท่านั้น หากแต่หมายความว่า แนวป้องกันทั้งสายของแคว้นได้ถูกฉีกกระชากออกเป็นรอยแผลมรณะสายหนึ่งแล้ว!
ครั้นพรมแดนถูกเจาะทะลวงเมื่อใด กองทัพม้าเหล็กของพวกคนป่าเถื่อนย่อมสามารถบุกทะลวงตรงเข้ามาได้ฉับพลัน ผืนแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์นับพันลี้ในภาคกลาง ย่อมเปรียบประหนึ่งผลไม้ที่ถูกกะเทาะเปลือกแข็งออก เผยให้เห็นเนื้อในต่อเขี้ยวคมอันละโมบให้เข้าขย้ำได้ตามอำเภอใจ!
ก่อนหน้านี้ แม้ศึกสงครามจะยืดเยื้อฝืดเคืองและยากลำบากอยู่บ้าง กระนั้นก็ยังนับว่าอยู่ในขอบเขตที่พอจะควบคุมได้ แต่ยามนี้ เหตุการณ์ได้ลุกลามมาถึงห้วงคับขัน เข้าสู่ห้วงความเป็นความตายของราชวงศ์อย่างแท้จริงแล้ว!
ศัตรูไม่มีวันยอมเมตตาหยุดฝีเท้าลงแน่ หลังจากตระเตรียมการเรียบร้อยแล้ว องค์หญิงใหญ่ที่ต้องเสด็จไปครานี้ จึงหาใช่เป็นการออกศึกธรรมดาไม่ หากแต่ต้องรีบเร่งไปอุดรอยแยก ซึ่งกำลังทะลักบ่าดั่งกระแสน้ำเชี่ยวกรากโดยเร็วที่สุด เรื่องนี้จะชักช้าแม้เพียงชั่วอึดใจก็มิได้!
แต่ทว่าในยามนี้… ดวงตาของเมิ่งซีโจวพลันมีประกายเย็นเยียบวาบผ่าน
เหล่าขุนนางเฒ่าชราคร่ำครึพวกนั้น รู้จักแต่แย่งชิงอำนาจและช่วงชิงผลประโยชน์ จะมีผู้ใดใส่ใจจริงจังว่าชายแดนกำลังคับขัน ประชาราษร์กำลังตกอยู่ท่ามกลางหายนะและเพลิงทุกข์เล่า? สิ่งที่พวกเขามองเห็น มีเพียงเรื่องที่องค์หญิงใหญ่จะกลับมาบัญชาทัพอีกครั้ง และความเอนเอียงของอำนาจที่จะตามมาเท่านั้น
ฝ่ายหนึ่งก็ไม่ยอมให้คนของตนออกแรงไปถมหลุมลึกไร้ก้นนี้ อีกฝ่ายก็หวาดผวาว่าองค์หญิงใหญ่จะอาศัยศึกครานี้สร้างคุณงามความชอบอย่างหาผู้ใดเปรียบได้อีกหน จนพระเกียรติและอำนาจจะยิ่งแผ่ขจรสูงส่งกว้างไกลกว่าเดิม
ยามนี้ เหล่าขุนนางเฒ่าย่อมเปียบประดุจหมาป่าหิวกระหายที่ได้กลิ่นคาวเลือด ต่างกรูกันเข้ามาไม่ขาดสาย งัดเอาวาทะบิดเบือนสารพัดประการมาใช้ขัดขวาง และยิ่งไปกว่านั้น… เบื้องหลังยังอาจลอบลงมือซ้ำอีกชั้น! ฉวยโอกาสยามที่องค์หญิงใหญ่ยังทรงประชวรลงมือปลิดชีพ — เรื่องเช่นนี้ พวกมันย่อมทำได้แน่!
องค์หญิงใหญ่เองก็ยังทรงมีบาดแผลฉกรรจ์ ซึ่งยากจะหายดีได้ในระยะเวลาอันสั้นนี้ ครั้นสถานการณ์แนวหน้าครานี้กลับอันตรายและซับซ้อนยิ่งกว่าครั้งก่อนนับร้อยเท่า… ลูกธนูลับเหล่านั้น หากอาศัยความโกลาหลแห่งสนามรบ พุ่งตรงเข้าสู่กลางแผ่นหลังของแม่ทัพใหญ่ ย่อมจะสะดวกต่อการปลิดชีพเพียงใดกันเล่า?
เบื้องหน้ามีศัตรูร้ายจ้องเขมือบอยู่ตลอดเวลา ขณะที่เบื้องหลังยังมีธนูเย็นยากจะป้องกัน! ถูกบีบคั้นทั้งหน้าและหลัง ต่อให้เป็นคนเหล็กก็ยากจะทานทนได้!
เมิ่งซีโจวกำมือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อแน่น นางต้องช่วยองค์หญิงใหญ่สักครา! อย่างน้อยที่สุด ก็ต้องให้อีกฝ่ายสามารถออกเดินทัพในวันพรุ่งได้อย่างราบรื่น!
เมิ่งซีโจวสูดลมหายใจเย็นเยียบเข้าเข้าลึก บังคับจิตใจตนให้ค่อยๆสงบลง
ยิ่งสถานการณ์สลับซับซ้อนและชวนให้ประหวั่นพรั่นพรึงมากเพียงใด นางก็ยิ่งจะต้องรักษาจิตใจให้สงบนิ่งดุจผืนน้ำไร้ระลอก
นางจัดเสื้อคลุมที่ถูกลมหิมะพัดจนปลิวยุ่งเหยิงเสียใหม่ จากนั้นจึงกางร่มในมือขึ้นอีกครา แล้วมุ่งหน้าไปยังสถานที่นัดหมายต่อไป