พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่128 จงทูลให้ข้ารับตำแหน่งรองเจ้ากรมพระคลัง!
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่128 จงทูลให้ข้ารับตำแหน่งรองเจ้ากรมพระคลัง!
บทที่128 จงทูลให้ข้ารับตำแหน่งรองเจ้ากรมพระคลัง!
ภายในห้องทรงอักษรอันอบอุ่นของตำหนักองค์หญิงใหญ่ ถ่านไฟถูกสุมจนเป็นสีแดงจัด ขับไล่ความหนาวเหน็บแห่งเหมันต์ฤดูไปจนสิ้น ทว่ากลับมิอาจขับไล่บรรยากาศที่หนักอึ้งนี้ไปได้เลย
เมื่อเมิ่งซีโจวเร่งฝีเท้ามาถึง องค์รัชทายาทซ่งเฉิงจี้ก็ได้ประทับอยู่ที่นั่นดังคาด สีหน้าของเขายามนี้หาได้คลายความเคร่งเครียดลงเหมือนยามปกติ เวลานี้กลับดูหม่นคล้ายแบกของหนักอยู่หลายส่วน พลางยื่นรายนามฉบับหนึ่งส่งให้กับองค์หญิงใหญ่
“นี่เป็นรายชื่อผู้ร่วมลงนามถวายีกาในวันนี้ เพื่อคัดค้านมิให้เสด็จอาทรงยกทัพไปในวันพรุ่ง” ซ่งเฉิงจี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยดังเดิม “ช่างเคลื่อนไหวกันได้รวดเร็วนัก”
ข่าวสำคัญเรื่องประตูเมืองถูกตีแตก เพิ่งจะส่งมาถึงเมืองหลวงได้ไม่ถึงครึ่งวัน ทว่าีกาของขุนนางพวกนั้นก็ถูกถวายขึ้นไปถึงโต๊ะทรงงานของเสด็จพ่อแล้ว!
เหตุผลก็ยังคงเป็นถ้อยวาจาคร่ำครึแบบเดิมๆ บ้างก็อ้างว่าองค์หญิงใหญ่ยังทรงไม่หายจากอาการบาดเจ็บดี จึงไม่อาจแบกรับภาระใหญ่หลวงนี้ได้ บ้างก็พูดจาคลุมเครือพาดพิงไปถึงข่าวลือว่า จะเป็นการบั่นทอนขวัญกำลังใจของเหล่าทหาร! ผู้ที่เป็นหัวโจกก็คือท่านมหาเสนาบดีจาง ท่านเจ้ากรมหลี่ และบรรดาขุนนางเฒ่าหัวแข็งโบราณคร่ำครึอีกหลายคน ทั้งยังดึงเอาพวกหญ้าเอนลมที่คอยเลือกข้างตามสถานการณ์เข้ามาเป็นพวกได้ไม่น้อย
องค์หญิงใหญ่เอนกายพิงตั่งนุ่มอย่างเกียจคร้าน ครั้นยื่นพระหัตถ์ไปรับรายนามนั้นมา เพียงทอดพระเนตรปราดเดียว มุมปากก็พลันยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน
พระนางทรงโยนจิ่วเหลียนหวนที่เดิมถือเล่นไว้ในมือลงบนเก้าอี้ไม้ด้านข้างอย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนจะทรงกายลุกขึ้นตั้งตรง
“ตาเฒ่าหัวโบราณพวกนี้… บ้านเมืองกำลังเผชิญภัย ไม่เพียงไม่ช่วยคิดหาหนทางต้านศึก กลับยังกล้าทุ่มเทแรงกายแรงใจในการถ่วงแข้งถ่วงขาลับหลังเช่นนี้”
เมิ่งซีโจวปลดเสื้อคลุมที่เปื้อนเกล็ดหิมะออกแล้วยื่นส่งให้นางกำนัล จากนั้นจึงเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้
หลังฟังซ่งเฉิงจี้กล่าวจบ นางก็แทบหัวเราะออกมาด้วยความเดือดดาล
“นับเป็นพวกถุงสุราห่อข้าวอย่างแท้จริง ช่างโง่เขลาน่าขันจนยากจะหาสิ่งใดเปรียบได้ ทุกเช้ายามฝ่าบาทเสด็จขึ้นว่าราชการและนั่งลงบนบัลลังก์มังกร เกรงว่าคงจะทรงหลงคิดไปว่า พระองค์มิได้นั่งอยู่ในท้องพระโรงไท่เหอ หากแต่พลัดเข้าไปอยู่ในคอกสุกรเหม็นเน่าสักแห่งเป็นแน่! มองออกไปสุดสายตาก็มีแต่เหล่าสุกรหัวคน เรือนร่างอ้วนพีอยู่เต็มไปหมด ทั้งยังเอาแต่ร้องอู้ดๆโหวกเหวกโวยวายไปวันๆ!”
คำเปรียบเปรยของเมิ่งซีโจวนั้นทั้งเผ็ดร้อนทั้งเห็นภาพชัดเจน จนโทสะที่อัดแน่นอยู่เต็มอกขององค์หญิงใหญ่พลันสะดุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุดหัวเราะพรวดออกมา
ส่วนซ่งเฉิงจี้ที่ยืนอยู่ด้านข้าง มุมปากพลันยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอ่อนอย่างจนใจเช่นกัน
ภายในห้องอบอุ่นนี้ บรรยากาศเคร่งเครียดหนักอึ้งถึงเพียงนั้น กลับถูกคำว่า ‘สมองหมู’ที่สะเทือนฟ้าสะท้านดินของเมิ่งซีโจวทำให้จางคลายลงถึงสองส่วน
ทว่าสีหน้าของเมิ่งซีโจวหาได้มีแววขบขันไม่ นางอาศัยจังหวะนั้นหยิบจิ่วเหลียนหวนขององค์หญิงใหญ่ขึ้นมา ระหว่างที่ค่อยๆแกะออกทีละห่วง ก็พลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า
“ในเมื่อพวกเขาเฝ้าจับตาเรื่องที่องค์หญิงใหญ่จะยกทัพออกศึกถึงเพียงนี้ สายตาทุกคู่ล้วนจ้องมาที่เดียวกัน… เช่นนั้นก็ทำให้พวกเขาเบนสายตาไปทางอื่นเสียก็สิ้นเรื่อง ให้พวกเขามีเรื่องที่ต้องใส่ใจเสียยิ่งกว่า เรื่องที่ทำให้พวกเขาอยู่ไม่เป็นสุขเสียยิ่งกว่า เมื่อไฟลุกไหม้ขึ้นที่เรือนหลัง ผู้ใดยังจะมีแก่ใจไปสนว่าหน้าประตูมีผู้ใดเดินผ่านอีกเล่า”
องค์หญิงใหญ่ได้ยินดังนั้น ก็รีบเชิดแผ่นหลังตั้งตรงทันที
“จะทำให้พวกเขาเบนสายตาเปลี่ยนเป้าหมายได้อย่างไรรึ?”
นางนึกไม่ออกจริงๆว่า ยังจะมีเรื่องใดที่สามารถกระตุกเส้นประสาทพวกจิ้งจอกเฒ่าเหล่านั้น ได้มากไปกว่าการขัดขวางมิให้นางออกรบได้อีกเล่า
เมิ่งซีโจวหาได้ตอบข้อสงสัยขององค์หญิงใหญ่โดยตรงไม่ นางเพียงจดจ่ออยู่กับการเล่นจิ่วเหลียนหวนในมือ
เสียงกระทบกันอย่างคล่องแคล่วของจิ่วเหลียนหวนในมือนางดังขึ้นแผ่วเบา และห่วงที่จากเดิมประสานรัดแน่น ก็กำลังถูกคลี่ออกทีละห่วงทีละปมอย่างเชื่องช้า
นางมิได้เงยหน้าขึ้นมองแม้แต่น้อย เพียงกล่าวกับซ่งเฉิงจี้ด้วยน้ำเสียงกระจ่างชัดและเยียบเย็นว่า
“คงต้องรบกวนองค์รัชทายาทอีกแล้วเพคะ พรุ่งนี้ในท้องพระโรงยามเช้า โปรดทูลเสนอชื่อของข้า — บุตรีสายหลักแห่งจวนจงหย่งโหว ‘เมิ่งหนานอี้’ ต่อหน้าเหล่าขุนนาง ให้เข้ารับตำแหน่งรองเจ้ากรมพระคลังในสังกัด ไม่จำเป็นต้องมีอำนาจจริง ขอเพียงแขวนชื่อและตำแหน่งไว้เป็นพอ กล่าวคือ ทำวิธีการใดก็ได้เพื่อสร้างกระแสความวุ่นวายให้ใหญ่โตเป็นพอ ทำให้เอิกเกริกและเป็นที่ตกตะลึงจนสามารถเบี่ยงความสนใจของเหล่าขุนนางเฒ่าได้”
“อะไรนะ?!” องค์หญิงใหญ่อ้าปากกว้างจนคางแทบหล่นลงกระแทกพื้น!
รองเจ้ากรมพระคลัง? นั่นนับเป็นหนึ่งในหน่วยงานหลักที่กุมอำนาจดูแลเงินคงคลัง ภาษีอากร และเสบียงทั่วหล้าเลยเชียวนะ!?
ตำแหน่งที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนหนักหน่วงเช่นนี้ ปกติขุนนางทั้งหลายต่างพากันเบียดเสียดกันจนหัวแทบแตก ก็ยังยากจะมุดเข้าไปได้
แล้วนี่จะให้สตรีในห้องหอผู้หนึ่ง ซึ่งมิเคยเข้ารับราชการมาก่อน ทั้งยังไร้รากฐาน ไร้พรรคพวก กระโดดข้ามขั้นเข้าไปนั่งตำแหน่งสำคัญเช่นนั้นรึ?
นี่มัน… ช่างเป็นเรื่องเหลวไหลสิ้นดี! ประหลาดล้ำยิ่งกว่าเรื่องพิสดารเสียอีก!
ทว่าเพียงตรึกตรองอีกครา ก็รู้ได้ทันทีว่าแผนการนี้ย่อมจะต้องได้ผลอย่างแน่นอน
เจ้าพวกหัวโบราณคร่ำครึเหล่านั้น หากได้ยินว่าจะให้อิสตรีเข้าสู่ราชสำนัก ทั้งยังรับตำแหน่งขุนนางสำคัญ เกรงว่าคงต้องโมโหจนเป็นลมล้มพับไปก่อนแน่ ฟื้นคืนสติได้จึงค่อยพากันดิ้นรนลุกขึ้นคัดค้านให้วุ่นกระมัง!
นางปลอมเป็นบุรุษเข้าสู่ค่ายทหารตั้งแต่วัยเยาว์ ผ่านศึกมาแล้วหลายครั้งหลายครา สร้างชัยชนะนับครั้งไม่ถ้วน กว่าจะเปิดเผยฐานะสตรีของตนออกมาได้
แต่ผู้ที่เคยเอ่ยวาจาชื่นชมไม่ขาดปากเหล่านั้น กลับพากันเปลี่ยนสีหน้าในชั่วพริบตา
จากที่เคยยกย่องสรรเสริญ กลับกลายเป็นรุมประณามนางอย่างเผ็ดร้อน ด่าว่านางเป็นเพียงอิสตรี ไม่เพียงไม่อยู่เรือนหลังให้กำเนิดบุตร เลี้ยงดูสามีอบรมบุตร ยังริอาจยื่นมือเข้ามาแตะต้องแดนของบุรุษ
ช่างลำเอียงนัก! ปฐพีแห่งนี้ช่างลำเอียงจนชวนให้รู้สึกสะอิดสะเอียนยิ่ง!
แต่เพราะนางเป็นองค์หญิง อีกทั้งยังมีความชอบทางทหารค้ำอยู่เบื้องหลัง จึงสามารถฝ่าคำคัดค้านของเหล่าขุนนางทั้งปวงได้
ต่อให้พวกเขาเหล่านั้นจะโวยวายเอะอะกันเพียงใด เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า เรี่ยวแรงย่อมต้องร่อยหรอไปเอง
ทว่าครานี้เมิ่งซีโจวประกาศกร้าวว่าจะเข้าสู่ราชสำนักเป็นขุนนาง ทั้งยังหมายตากรมพระคลังอันเป็นขุมทรัพย์มหาศาล เช่นนี้แล้วเหล่าขุนนางทั้งหลายย่อมต้องพากันคัดค้านสุดชีวิตเป็นแน่!
อาศัยจังหวะที่พวกเขามัวแต่เปิดศึกน้ำลาย ด่าทอกันจนบ้านเมืองสะเทือน นางก็จะยกทัพออกนอกเมืองไปเสียเลย
คาดว่ากว่าคนพวกนั้นจะได้สติและนึกตามทัน เกรงว่าก็คงไล่ตามนางไม่ทันเสียแล้ว
ทันทีที่องค์หญิงใหญ่กล่าวจบ จิ่วเหลียนหวนในมือของเมิ่งซีโจวก็ถูกคลายออกอย่างง่ายดาย ประหนึ่งเล่นกลก็ไม่ปาน
ดวงเนตรทั้งสองขององค์หญิงใหญ่พลันเบิกค้างยิ่งกว่าเดิม!
จิ่วเหลียนหวนเป็นเครื่องเล่นที่ช่างฝีมือเลื่องชื่อผู้หนึ่งทำขึ้นด้วยตนเอง ครั้นมอบให้นางแล้ว อีกฝ่ายยังเอ่ยไว้ว่า เครื่องเล่นนี้มีความยากสูงยิ่ง หากแก้ไม่ออกจริงๆ ก็มิจำเป็นต้องฝืน ถือเสียว่าเป็นลูกแก้วหยกคู่หนึ่งไว้สำหรับคลึงเล่นแก้เบื่อก็พอ
เดิมทีองค์หญิงใหญ่ยังคิดว่าคำพูดนั้นเป็นเพียงถ้อยคำหยอกเย้า ทว่านางเองนับเป็นผู้ชำนาญการแก้จิ่วเหลียนหวน แต่หลังจากได้ลองพยายามมาแล้วหลายปี กลับยังไม่อาจคลี่คลายสิ่งนี้ได้จริงๆ จึงเริ่มเชื่อขึ้นมาสองส่วน
ผู้ใดจะคาดคิดเล่าว่า ครั้นตกไปอยู่ในมือของเมิ่งซีโจว เพียงชั่วครู่ชั่วประเดี๋ยวเท่านั้น กลับถูกแก้ออกเสียแล้ว!
ดุจดั่งทางตันเบื้องหน้า ในขณะที่พวกเขายังขบคิดอยู่ว่าจะไขกลอนประตูเช่นไร แต่นางกลับยกเท้าถีบประตูให้เปิดผางออกเสียตรงนั้น!
เมิ่งซีโจวเงยหน้าขึ้นอย่างไม่ใส่ใจนัก ครั้นเห็นองค์หญิงใหญ่มีสีหน้าตะลึงงัน ก็อาศัยจังหวะนั้นวางห่วงที่แก้ออกแล้วคืนกลับลงในฝ่ามือของอีกฝ่าย
เมื่อได้ฟังแผนการของเมิ่งซีโจว ซ่งเฉิงจี้เองก็ถึงกับมีประกายตระหนกวาบผ่านดวงตา ทว่าเพียงชั่วอึดใจ จิตใจก็พลันกระเพื่อมไหวพร้อมรอยยิ้ม
ประหนึ่งว่า แม้กระดานหมากตายจะสลับซับซ้อนและพิสดารสักเพียงใด ครั้นเมื่อตกสู่มือนางแล้ว นางก็มักจะมองเห็นห่วงสำคัญที่สุดนั้นได้อย่างง่ายดาย จากนั้น ก็เป็นดั่งจิ่วเหลียนหวนนี้… เพียงเสียงดังแกร๊กเบาๆปรากฏขึ้นคราเดียว ทุกสิ่งก็ล้วนคลี่คลายได้โดยง่าย