พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่133 ทำลายทุกอย่างด้วยมือตัวเอง (1)
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่133 ทำลายทุกอย่างด้วยมือตัวเอง (1)
บทที่133 ทำลายทุกอย่างด้วยมือตัวเอง (1)
นางสูดลมหายใจเข้าอย่างยอมรับชะตากรรม ก่อนจะตัดสินใจเติมฟืนเข้าไปในกองไฟอีกสักกำหนึ่ง
“ท่านพ่อ” นางเอ่ยขึ้นอีกครา น้ำเสียงเจือแววเด็ดเดี่ยวประหนึ่งทุ่มหมดหน้าตัก
“ลูกย่อมตระหนักดีว่า การกระทำครั้งนี้จะต้องชักนำเสียงครหาและคำวิพากษ์วิจารณ์มากมายมาสู่ตระกูลเป็นแน่ ทว่าบัดนี้จวนจงหย่งโหวของเราล้วนเกี่ยวพันเป็นกิ่งก้านเดียวกัน รุ่งเรืองย่อมต้องรุ่งเรืองไปด้วยกัน ครั้นเสื่อมเสียย่อมต้องเสื่อมเสียไปด้วยกัน! หากลูกสามารถเข้าสู่เส้นทางขุนนางได้สำเร็จ ต่อให้เป็นเพียงตำแหน่งแขวนชื่อไว้ลอยๆ ขอเพียงสามารถตั้งหลักให้มั่นคงได้ สำหรับจวนโหวเรา นอกจากถ้อยคำซุบซิบนินทาเพียงเล็กน้อยแล้ว มิใช่ว่านอกเหนือจากนั้น จะมีแต่คุณประโยชน์นับร้อย แต่ไร้โทษสักประการหรอกรึเจ้าคะ? มีเรี่ยวแรงเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งส่วน ย่อมเท่ากับมีรากฐานให้หยัดยืนในราชสำนักเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งส่วนนะเจ้าคะท่านพ่อ!”
เมิ่งชินรุ่ยยกมือขึ้นลูบปลายคางเบาๆ
ฟังดูแล้วคคับคล้ายว่าจะมีเหตุผลอยู่บ้าง…มิใช่รึ?
บุตรีเข้ารับราชการในราชสำนัก นี่นับเป็นเรื่องที่ไม่เคยมีมาก่อนตั้งแต่ฟ้าดินถือกำเนิด! หากสำเร็จขึ้นมาจริงๆ ชื่อเสียงของจวนจงหย่งโหวมิใช่ว่า… จะยิ่งก้าวขึ้นไปอีกขั้นหรอกรึ? มิหนำซ้ำยังจะทำให้เขาเมิ่งชินรุ่ย สามารถฝากนามไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ ในฐานะเป็นบิดาผู้มีจิตใจกว้างขวาง อบรมสั่งสอนบุตรีได้เป็นอย่างดีอีกด้วยรึ?
หากแต่ว่า… เรื่องนี้ก็ช่างสะเทือนขวัญผู้คนยิ่งนัก ทั้งยังฝืนขนบธรรมเนียมประเพณีมากจนเกินไป! บรรดาจิ้งจอกเฒ่าในราชสำนักล้วนจิตใจคับแคบเสียยิ่งกว่าปลายเข็ม แต่เล่ห์กลของแต่ละคนล้วนร้ายกาจยิ่งกว่า! แล้วคนพวกนั้นจะจัดการกับบิดา ที่ปล่อยให้บุตรีเข้ามาก่อความวุ่นวายในราชสำนักเช่นเขาอย่างไรกัน? และหากเรื่องนี้ล้มเหลวขึ้นมา มิใช่ว่านอกจากเขาจะต้องสูญเสียลูกเมียไพร่พลแล้ว ซ้ำยังจะพาให้ทั้งจวนโหวต้องกลายเป็นตัวตลกในสายตาคนอื่นไปด้วยหรอกรึ?
ขั้วความคิดสองสายเข้าปะทะห้ำหั่นกันอย่างดุเดือดอยู่ในหัวของเมิ่งชินรุ่ย กระทั่งเวลาล่วงเลยไปเนิ่นนาน เมิ่งชินรุ่ยจึงค่อยๆระบายลมหายใจออกมายาว แล้วเปลี่ยนสีหน้าเป็นเปี่ยมด้วยความเมตตารักใคร่แทน
เขาก้าวเดินตรงไปหยุดอยู่หน้าเมิ่งซีโจว ยื่นมือออกไปประคองร่างของนางไว้อย่างหลวมๆ
“ช่างเถิด ช่างเถิด ในเมื่อเจ้ามีปณิธานและมีใจผูกพันต่อบ้านเมืองเช่นนี้ ผู้เป็นบิดาเช่นข้าจะทนฝืนขัดขวางความปรารถนาและอนาคตของเจ้าได้อย่างไรกันเล่า?”
เมิ่งซีโจวแอบหัวเราะเย็นอยู่ในใจไม่หยุด
ปรากฏว่าเริ่มแสดงละครอีกฉากหนึ่งแล้วกระมัง? ดูฝีมือการเปลี่ยนสีหน้าของเขาสิ อารมณ์โกรธเกรี้ยวที่เผยแสดงออกมาก่อนหน้า ก็สามารถเก็บกลับไปได้อย่างแนบเนียน ทั้งคำพูดคำจายังฟังดูสูงส่งชอบธรรมถึงเพียงนี้… ช่างเป็นฝีมือการแสดงชั้นครู ที่สืบทอดมาทางสายเลือดสู่นางจริงๆ!
ทว่าบนใบหน้า เมิ่งซีโจวกลับรีบปรับเปลี่ยนสีหน้าเป็นตื่นเต้นยินดีทันใด ดวงตาทั้งคู่เปล่งประกายด้วยหยาดน้ำตาแห่งความซาบซึ้งใจ “ลูกขอขอบพระคุณท่านพ่อที่เมตตาส่งเสริม! ท่านพ่อช่างเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม เข้าใจหลักใหญ่แห่งบ้านเมือง! ลูกรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนักเจ้าค่ะ”
“อืม” เมิ่งชินรุ่ยพยักหน้าอย่างพึงพอใจ แล้วเอ่ยชี้แนะขึ้นว่า “อย่างไรก็ดี ราชสำนักมิอาจเทียบกับเรือนหลังในจวนได้ ที่นั่นน้ำลึกยากจะหยั่งถึง เจ้าจะต้องระมัดระวังตัวในทุกเรื่องให้มาก หากมีสิ่งใดไม่เข้าใจ ก็อย่าได้ฝืนแบกรับไว้เพียงลำพัง จงมาปรึกษาข้ากับพี่ใหญ่ของเจ้าได้ทุกเมื่อ”
“เจ้าค่ะท่านพ่อ ลูกจะจดจำคำสั่งสอนของท่านพ่อไว้ให้ขึ้นใจ” เมิ่งซีโจวก้มศีรษะค้อมกายลงรับคำอย่างว่าง่าย
เมิ่งชินรุ่ยพินิจมองนางอีกหลายครา คล้ายต้องการจะมองหาเค้าลางแห่งพรสวรรค์ด้านการบริหารบ้านเมืองจากใบหน้าของนาง ให้หลังครู่ใหญ่จึงค่อยถอนสายตากลับคืน ก่อนจะเดินสองมือไพล่หลังออกจากเรือนฉงหัวไป
หลังส่งผู้เป็นบิดาไปแล้ว เมิ่งซีโจวก็กลับเข้าห้องไปนอนชดเชย หลังต้องเหนื่อยล้ามาตลอดทั้งวัน
วันนี้ เพื่อออกเดินทางไปส่งองค์หญิงใหญ่ยกทัพจับศึก นางจึงต้องตื่นตั้งแต่ฟ้ายังมิทันสาง ทั้งยังต้องฝืนประคองสติรับมือกับเมิ่งชินรุ่ยอีก ยามนี้จึงรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจนแทบจะหมดแรงอยู่แล้ว
นางสะบัดรองเท้าปักทิ้งออกจากเท้าทั้งสอง แม้แต่อาภรณ์ชั้นนอกก็คร้านจะถอดออก เพียงเอนกายลงบนเตียงแล้วดึงผ้าห่มแพรขึ้นมาคลุมศีรษะไว้ ก่อนจะจมดิ่งสู่ห้วงนิทราทันที
มิรู้ว่าหลับไปนานเพียงใด
สติสัมปชัญญะพร่าเลือนล่องลอย ประหนึ่งกำลังตกอยู่ในม่านหมอกผืนหนึ่ง
ทว่ากลับมีไอเย็นสายหนึ่งคล้ายอสรพิษแลบลิ้นแผล็บๆ ค่อยๆเลื้อยพันขึ้นมาตามแผ่นหลังของนางอย่างเงียบเชียบไร้สุ้มเสียง
นั่นคือความรู้สึกของการถูกใครบางคนจับจ้องอยู่
ราวกับครั้งก่อน… ยามอยู่ในกระท่อมมุงจากซอมซ่อของหมู่บ้านเสี่ยวเหอ ตอนที่ชายโฉดเฒ่าผู้นั้นแอบซ่อนตัวอยู่ใต้เตียงของนางกลางดึก แล้วจ้องเขม็งมองมาที่นางไม่มีผิด!
อันตราย!
ขนทั่วร่างของเมิ่งซีโจวพลันลุกชันขึ้นในชั่วพริบตา นางสะดุ้งตื่นจากห้วงนิทราอย่างฉับพลันสติสัมปชัญญะพลันกลับมาแจ่มชัดในทันใด!
ทว่า นางยังไม่ทันได้ขยับกายแม้แต่น้อย กริชเย็นเยียบเล่มหนึ่งก็แนบลงบนลำคอของนางเสียแล้ว
เสี้ยวอึดใจแห่งความเป็นความตาย!
ทุกวันคืนที่เมิ่งซีโจวดิ้นรนเอาชีวิตรอดอยู่ในหมู่บ้านเสี่ยวเหอ นางล้วนต้องขึงสายแห่งความระแวดระวังไว้จนตึงถึงขีดสุด ความรู้สึกไวต่ออันตรายและสัญชาตญาณในการหลบหลีก จึงได้สลักลึกสู่สายเลือดและกระดูกของนางมานานแล้ว!
ทันทีที่คมมีดสัมผัสถูกผิวกาย นางก็หดร่างถอยหลังไปอย่างรวดเร็วในชั่วพริบตา! พร้อมกันนั้นยังคว้าผ้าห่มแพรบนร่างกำไว้แน่น แล้วออกแรงกระชากอย่างสุดกำลัง ม้วนร่างทั้งร่างของตนเข้าไปห่อหุ้มไว้ในผ้าห่มหนานุ่มอย่างมิดชิด!
“แคว้ก——”
กริชคมกริบเล่มนั้นแทบจะเฉียดผ่านชายผ้าห่มที่นางยกขึ้นคลุมอย่างหวุดหวิด!
เหลืออีกเพียงนิดเดียวเท่านั้น! นางก็เกือบจะต้องเลือดสาดกระเซ็นตายคาที่ไปแล้ว!
แทบจะในเวลาเดียวกับที่เมิ่งซีโจวหดศีรษะหลบเข้าไปในผ้าห่ม เงาดำสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศราวผุดออกมาจากความว่างเปล่า พร้อมจิตสังหารเย็นเยียบดุดันเต็มเปี่ยม ก่อนจะพุ่งทะยานเข้าใส่ผู้ลอบโจมตีนางในชั่วพริบตา!
เป็นลั่วกู่นั่นเอง!
ยามนี้ดวงตาของลั่วกู่เบิกกว้างจนแทบถลนด้วยความโกรธแค้น!
เมื่อครู่เขาเพียงแค่เสียสมาธิไปชั่วขณะ เพื่อลอบสังเกตดูความเคลื่อนไหวด้านนอกเรือน ไม่นึกเลยว่าจะปล่อยให้โจรร้ายลอบเข้ามาถึงข้างเตียงของแม่นางเมิ่งได้! หากมิใช่ว่าแม่นางเมิ่งตอบสนองได้รวดเร็ว ยามนี้… เขาแทบไม่กล้าคิดถึงผลลัพธ์ที่จะตามมา!
กริชกับกระบี่สั้นปะทะกันอย่างดุเดือดภายในพื้นที่คับแคบ บังเกิดเสียงแหลมบาดหูของโลหะกระทบกันดังสนั่น!
เกิดเป็นสะเก็ดไฟแตกกระจายไปทั่ว! ทุกกระบวนท่าที่ห้ำหั่นใส่กันล้วนหมายเอาชีวิต!