พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่132 ที่ลูกทำไปเพราะหวังดีต่อจวนเราทั้งนั้น!
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่132 ที่ลูกทำไปเพราะหวังดีต่อจวนเราทั้งนั้น!
บทที่132 ที่ลูกทำไปเพราะหวังดีต่อจวนเราทั้งนั้น!
ณ เรือนฉงหัว จวนจงหย่งโหว
เมิ่งชินรุ่ยแทบจะถีบประตูเรือนให้เปิดออกแล้วพุ่งพรวดเข้าไปในทันที โทสะอัดแน่นแผดเผาอยู่เต็มอก ร้อนรุ่มเสียจนแทบจะเผาร่างทั้งร่างของเขาให้กลายเป็นจุน!
เขาเร่งฝีเท้ามาตลอดทาง ทำเอาบ่าวไพร่ที่พบเห็นระหว่างนั้นต่างพากันตกอกตกใจ จนได้แต่ก้มหน้าหลบเลี่ยง มิมีผู้ใดกล้าแม้แต่จะหายใจแรง
“คุณหนูรองอยู่ที่ใด?!” เขาตวาดถามเสียงกร้าว
สาวใช้ตัวน้อยที่เฝ้าอยู่ใต้ระเบียงตกใจกลัวจนเนื้อตัวสั่นสะท้าน รีบตอบอย่างหวาดหวั่นลนลาน “เรียนนายท่าน คุณหนู…คุณหนูออกจากเรือนไปตั้งแต่เช้าตรู่แล้วเจ้าค่ะ บ่าวไม่ทราบว่า…”
“ไม่ทราบรึ?” เส้นเลือดสองข้างขมับของเมิ่งชินรุ่ยปูดโปนกระตุกรุนแรง
เขาสู้อุตส่าห์ข่มกลั้นไฟโทสะไว้เต็มอก ตั้งใจจะกลับมาเพื่อสอบสวนเอาโทษ ทว่าตัวต้นเหตุแห่งความผิดกลับไม่อยู่ในจวนแล้ว!
‘เมิ่งหนานอี้’ ไม่เพียงก่อเรื่องใหญ่โตถึงขั้นฟ้าถล่มเช่นนี้ แต่ยังออกไปเตร็ดเตร่เหลวไหลตั้งแต่เช้าตรู่อีก!
ความเดือดดาลในใจของเขายากจะระงับลงได้ ฉับพลันก็ร้องตะโกนถามเสียงดังลั่น “พวกเจ้าปรนนิบัตินายหละหลวมกันเช่นนี้รึ?! เจ้านายไปที่ใดก็ยังไม่รู้ ไม่สนใจความปลอดภัยของนายตนแม้แต่น้อยเลยกระมัง? ถามอะไรก็ไม่รู้สักอย่าง เลี้ยงพวกเจ้าไว้ยังจะมีประโยชน์อันใด!”
สาวใช้นางนั้นเดิมทีก็ใจฝ่ออยู่แล้วเพราะแอบอู้งาน มิได้ใส่ใจดูแลผู้เป็นนายดีนัก ครั้นถูกเมิ่งชินรุ่ยตะคอกเสียงดังใส่เช่นนี้ ก็ยิ่งตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ ครึ่งคำก็มิอาจแค่นออกมาได้
ท่าทางขลาดกลัวเนื้อตัวสั่นเทาราวนกกระทาเช่นนั้น ยิ่งมองก็ยิ่งทำให้โทสะของเมิ่งชินรุ่ยพุ่งสูงขึ้นอีกระลอก!
“ช่างไร้ประโยชน์นัก! พวกเจ้าแต่ละคนล้วนไร้ประโยชน์สิ้นดี!”
เขาไม่สนใจสาวใช้ที่กำลังหวาดกลัวจนร่างแทบทรุดลงไปกองกับพื้นอีกต่อไป สะบัดตัวนั่งลงบนเก้าอี้วงที่ทำจากไม้หวงฮวาหลีด้านนอกห้องอย่าแรง แผ่นอกกระเพื่อมขึ้นลงหนักหน่วงรุนแรง
“รอ!”
เขาแค่นเสียงลอดไรฟันออกมา ดวงตาขุ่นคล้ำจ้องเขม็งไปทางหน้าประตูเรือน
“ข้าจะรออยู่ตรงนี้นี่แหละ! อยากรู้นักว่านังลูกทรพีนั่นเมื่อใดจึงจะรู้จักกลับจวน!”
และการรอของเขาคราวนี้ก็กินเวลายาวนานกว่าหนึ่งชั่วยาม
ครั้นเมิ่งซีโจวกลับมาถึง ความอดทนของเมิ่งชินรุ่ยก็ถูกเผาผลาญจนไม่เหลือแม้เศษเสี้ยวแล้ว
“นังลูกทรพี! เจ้ายังกล้ากลับมาอีกรึ!?”
ฝีเท้าของเมิ่งซีโจวชะงักงันไปชั่วขณะ นางสะดุ้งโหยงตกใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงคับข้องน้อยใจ
“ท่านพ่อ เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือเจ้าคะ?”
ทว่ามือของนางกลับยังคงปลดเสื้อคลุมออกอย่างไม่รีบร้อนนัก แล้วยื่นส่งให้สาวใช้ที่คิดจะฉวยโอกาสหลบหนีไปทันที
“นังลูกทรพี! เจ้ายังมีหน้ามาถามอีกรึ?!”
เมิ่งชินรุ่ยลุกพรวดขึ้นยืนทันใด เพลิงโทสะที่สั่งสมมากว่าหนึ่งชั่วยามพลันระเบิดรุนแรงราวภูเขาไฟปะทุ เขาชี้นิ้วใส่หน้าเมิ่งซีโจวพร้อมกับด่ากราดเสียงกร้าว
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าวันนี้เจ้าก่อเรื่องงามหน้าอันใดเอาไว้?! กลางท้องพระโรง ต่อหน้าขุนนางทั้งบุ๋นทั้งบู๊ทั่วราชสำนัก เจ้ายังจะให้บิดาผู้นี้เอาหน้าชราวางไว้ที่ใด?!”
ม่านน้ำตาเอ่อคลอขึ้นในดวงตาทั้งสองของเมิ่งซีโจวอย่างรวดเร็ว ประหนึ่งถูกคำด่าทอที่สาดใส่ตั้งแต่ต้นจนจบนั้น ทำให้ตนตะลึงงันตกใจจนทำอะไรไม่ถูก
“ท่านพ่อได้โปรดระงับโทสะก่อนเถิดเจ้าค่ะ ลูก…ลูกไม่เข้าใจจริงๆ…”
“ยังจะเสแสร้งทำเป็นโง่งมอีก!” เมิ่งชินรุ่ยโกรธจนมือทั้งสองสั่นระริก “กรมพระคลังรึ?เป็นถึงรองเจ้ากรมเชียวรึ!? นี่เจ้าไปวิ่งเต้นเยี่ยงไรกัน องค์รัชทายาทจึงได้จัดให้ตามคำขอเช่นนี้?! เจ้าเป็นเพียงสตรีในห้องหอ ผู้ใดมอบความกล้าเช่นนี้ให้กับเจ้ากัน?! เจ้ารู้หรือไม่ว่าพวกตาเฒ่าคร่ำครึพากันพูดเช่นใดกันบ้าง? พวกเขาตำหนิว่าข้าเมิ่งชินรุ่ย ไม่รู้จักอบรมสั่งสอนบุตรีเช่นนี้ สักวันตระกูลจะต้องประสบเคราะห์ร้ายแน่!”
ยิ่งพูดเขาก็ยิ่งโมโหเดือดดาล ฝ่ามือตบโต๊ะน้ำชาข้างกายดังปังๆไม่หยุด “พวกตาเฒ่านั่นยังพูดว่า มิสู้รีบยกเจ้าให้แต่งเข้าจวนพวกเขาไปเสีย พวกเขาจะได้ช่วยอบรมเจ้าแทนข้า!”
เมิ่งซีโจวได้แต่แอบหัวเราะเย็นนอยู่ในใจ ทว่าสีหน้ากลับเผยท่าทีคล้ายได้รับความอัปยศอดสูอย่างใหญ่หลวง
นางทรุดกายลงคุกเข่าเสียงดัง “ตุ้บ” ไหล่บอบบางสองข้างสั่นไหวเล็กน้อย กล่าวด้วยน้ำเสียงเจือสะอื้นว่า
“ท่านพ่อ ลูกสำนึกผิดแล้วเจ้าค่ะ บางทีอาจเป็นลูกที่จิตใจใสซื่อจนเกินไป แต่ลูกเพียงคิดอยากทำประโยชน์เล็กๆน้อยๆให้กับจวนของเราเท่านั้นจริงๆ!”
นางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย จ้องมองเมิ่งชินรุ่ยด้วยดวงตาพร่าเลือนเพราะหยาดน้ำตา
“ลูกเห็นท่านพ่อกับพี่ใหญ่ตรากตรำทั้งวันทั้งคืนเพื่ออนาคตของจวน พี่รองที่เพิ่งเติบใหญ่ก็ยังหายสาบสูญไร้ร่องรอย ส่วนพี่สาวก็เป็นว่าที่พระชายาแห่งองค์รัชทายาท มีเพียงลูกเท่านั้นที่อยู่ในจวนอย่างไร้ประโยชน์…”
นางชะงักไปครู่หนึ่ง ใช้แขนเสื้อปาดซับน้ำตาที่หางตา ทว่าแผ่นหลังกลับยืดตรงขึ้นหลายส่วน เผยความดื้อดึงชนิดไม่ยอมถ่อมตนจนดูต่ำต้อย แต่ก็ไม่หยิ่งผยองจนเกินงาม
“ลูกยอมรับว่าไม่เข้าใจเล่ห์กลวกวนในราชสำนักพวกนั้น ลูกเพียงรู้สึกว่าพี่ใหญ่ตัวคนเดียวอยู่ในวังหลวง ทุกก้าวย่างย่อมประสบแต่ความยากลำบาก ไร้ผู้หนุนหลังทุกด้าน ลูกจึงคิดว่า องค์รัชทายาทหาใช่คนเห็นแก่พวกพ้องจนบิดเบือนกฏเกณฑ์ แต่งตั้งคนเพราะความสนิทชิดเชื้อไม่ หากพระองค์ทรงยินยอมรับคำขอของลูก นั่นย่อมหมายความว่าพระองค์ทรงเห็นว่าลูกมิได้ไร้ประโยชน์ไปเสียทั้งหมด บางทีลูกอาจอาศัยโอกาสนี้ แบ่งเบาความกังวลของท่านพ่อได้จริงๆเจ้าค่ะ”
เพลิงโทสะที่อัดแน่นอยู่เต็มอกของเมิ่งชินรุ่ย ได้ถูก ‘วาจาหวานเชื่อมจากก้นบึ้งหัวใจ’ นี้ของนางหยุดไวที่กลางลำคอ แผดเผาจนคอของเขาแห้งผากไปหมด
เขาอ้าปากอยากจะด่าทอออกไปต่อ อยากตำหนิว่านางช่างเพ้อฝันเหลวไหล อยากว่ากล่าวว่านางไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ
ทว่าเขากลับนึกถึงท้องพระโรงในยามเช้าวันนี้ขึ้นมาได้ ตอนที่องค์รัชทยาทซ่งเฉิงจี้ทูลเรื่องนี้ต่อหน้าองค์ฮ่องเต้นั้น คำพูดของเขาทั้งหนักแน่นจริงจังและชัดถ้อยชัดคำ กล่าวว่า ‘เมิ่งหนานอี้’ มีความเข้าใจลึกซึ้งในหนทางด้านเศรษฐกิจการเงินอยู่ไม่น้อยเลย
องค์รัชทยาทซ่งเฉิงจี้หาใช่คนประเภทแสวงหาผลประโยชน์ให้พวกพ้องของตน แล้วจะยอมลดเกียรติไปพูดจาประจบสอพลอ พบคนก็พูดอย่างคน พบผีก็พูดอย่างผีเช่นนั้นได้อย่างไรกัน!
หรือว่า…
บุตรีคนรองผู้นี้ ซึ่งตลอดมาเขามองว่าแสนจะธรรมดาไร้ความโดดเด่นใดๆ แท้จริงแล้วจะมีความสามารถบางอย่างที่ผู้อื่นไม่ล่วงรู้จริงๆซ่อนอยู่กระมัง?
เมิ่งชินรุ่ยเงียบงันไปชั่วขณะ
เขาขมวดคิ้วแน่น แม้เพลิงโทสะจะค่อยๆสงบลงบ้างแล้ว แต่ความระแวดระวังรอบคอบและนิสัยช่างคิดคำนวณอันเคยชิน กลับเข้ายึดครองความคิดเป็นฝ่ายเหนือกว่าอีกครา
เขาตกอยู่ในห้วงของความลังเลสับสนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เมิ่งซีโจวคุกเข่าอยู่บนพื้น มองดูท่วงท่าเดินกลับไปกลับมาพลางครุ่นคิดของผู้เป็นบิดาด้วยสายตาเย็นชาแล้ว นางถึงกับอยากจะกลอกตามอบใส่ด้วยความเอือมระอา
ตาเฒ่าหน้าโง่ โจทย์ง่ายๆแค่นี้ยังคิดไม่ออกอีกรึ? มิรู้จริง