พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่135 เข้าทาบทามสหายบ้า (1)
บทที่135 เข้าทาบทามสหายบ้า (1)
หลังจากแสดงละครฉากนี้มาพอควรแล้ว เมิ่งซีโจวจึงได้ปรายตามองไปทางลั่วกู่อย่างไม่ใส่ใจนัก เป็นสัญญาณให้เขาปล่อยตัวฉู่เซียวเสีย
ลั่วกู่ถูกละครฉากใหญ่ที่ ‘ทรมานทั้งกายใจ’ ของเมิ่งซีโจว ทำเอาต้องตะลึงงันไปชั่วขณะ แม้กระทั่งตอนรับคำสั่งจากนาง ปฏิกิริยาของเขายังถึงกับช้าไปครึ่งจังหวะ ก่อนจะรีบเดินอ้อมไปด้านหลังของฉู่เซียวอย่างแนบเนียน จัดการคลายเชือกออกเล็กน้อยโดยมิให้ผิดสังเกต
ทันทีที่พันธนาการถูกคลายออก ฉู่เซียวก็รีบคว้ากริชขึ้นมาตัดเชือกขาด ก่อนจะหนีเตลิดไปประหนึ่งคนเสียขวัญในทันใด
เมิ่งซีโจวมองส่งเงาร่างของเขา มุมปากที่แย้มยิ้มอยู่นั้นไม่เพียงไม่จางหาย กลับยิ่งดูลุ่มลึกชวนให้ผู้คนคาดเดาไม่ออกมากขึ้นกว่าเดิม
ครานี้ ฉู่เซียวคงใกล้เสียสติเต็มทีแล้วกระมัง?
เมื่อเขาได้รู้ว่าเมิ่งซีโจวกับเมิ่งหนานอี้นั้น แท้จริงกลับเป็นพี่น้องฝาแฝดซึ่งมีรูปโฉมเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว ความเคลือบแคลงสงสัยล้ำลึกต่อการตัดสินใจของตนเอง ย่อมประหนึ่งเถาวัลย์มีพิษร้ายแรงที่สุด คอยพันรัดและกัดกินหัวใจของเขาตลอดทั้งวันทั้งคืนเป็นแน่
เขาจะเฝ้าถามตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ความจริงใจและคำกล่าวสัตย์สาบานในที่เขามอบให้ครานั้น แท้จริงแล้วระหว่างพวกนางสองคน เขามอบให้ผู้ใดกันแน่?
และเรื่องนี้สำหรับฉู่เซียวแล้ว ย่อมมิต่างอันใดจากการถูกแล่เนื้อเถือหนังทั้งเป็น
ลั่วกู่ที่ยืนอยู่ด้านข้างอย่างเงียบงัน ถึงขั้นจงใจผ่อนลมหายใจให้แผ่วเบาลง
เมิ่งซีโจวเหลือบมองเขาคราหนึ่ง เห็นเขาเอาแต่ยืนเงียบงันหน้าซีดราวไก่ตุ๋นจืดชืด นางจึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าท้องของตนว่างเปล่า ลำคอก็แห้งผากจนตึงแน่น
ไม่รู้ตัวเลยว่าตนได้ผล็อยหลับไปนานเพียงใดแล้ว
นางผลักประตูห้องออกมาจึงพบว่า ยามนี้ดวงตะวันได้คล้อยไปทางทิศตะวันตกแล้ว เดิมทีตั้งใจจะออกไปหาอะไรกินเสียหน่อย ทว่าเมื่อนึกขึ้นได้ เวลานี้อำนาจจัดการดูแลค่าใช้จ่ายและกิจการต่างๆภายในจวน ล้วนตกอยู่ในมือของอนุเสิ่นทั้งหมด เมิ่งซีโจวจึงอดที่จะขมวดคิ้วเข้าหากันมิได้
อาหารทุกมื้อล้วนเป็นปลาใหญ่หรือไม่ก็เนื้อชิ้นโต จนนางรู้สึกว่าลำคอของตนมีทั้งเลี่ยนทั้งมันฉาบคลุมอยู่ ประหนึ่งว่ามีเพียงต้องทำเช่นนี้เท่านั้น จึงจะสามารถแสดงให้เห็นถึงความมั่งคั่งและใจกว้างของนายหญิงคนใหม่ได้ กินเข้าไปทีไร นางก็แทบจะสำรอกน้ำมันออกมาจากกระเพาะได้เป็นถังๆ
เมิ่งซีโจวส่ายหน้า ตัดสินใจจะออกไปหาอะไรกินที่หอร้อยรสชาติ สั่งโจ๊กใสๆกับผักดองสักสองจานมาชิมเสียหน่อยน่าจะดี
ทั้งยังจะได้ถือโอกาสไปพบ ‘ปลาใหญ่’ ตัวที่สองจากเมื่อวานด้วย คนผู้นั้นก็คือ ‘นกยูงบุปผา’ ที่เลื่องชื่อแห่งเมืองหลวง ผู้ที่มิมีใครไม่รู้จัก มิมีใครไม่เคยได้ยินนาม — กวนจื่ออี้
กวนจื่ออี้ผู้นี้ เกิดมาพร้อมรูปโฉมงดงามดั่งสวรรค์ประทานให้โดยแท้ ทว่าเจ้าตัวกลับชอบแต่งกายเหนือคนธรรมดาสามัญ… เสมือนนกยูงที่พร้อมจะรำแพนหางได้ทุกที่ทุกเวลา เส้นทองเส้นเงิน สีแดงจัดม่วงฉูดฉาด อะไรยิ่งโดดเด่นสะดุดตา เขาก็ยิ่งเลือกสวมใส่เช่นนั้น
หากกล่าวถึงเรื่องเจ้าชู้เสเพลแล้ว เขานับเป็นผู้ที่ ‘เพียงเดินผ่านหมู่มวลดอกไม้ กลีบใบยังติดเต็มกาย’ อย่างแท้จริง’ หอโคมเขียวคือถิ่นประจำของเขา การโอบกอดซ้ายกอดขวาเกี้ยวพานางคณิกา ทำตัวสำมะเลเทเมา ทั้งหมดล้วนเป็นความสำราญในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง
คุณหนูในห้องหอสามัญทั่วไป เพียงเห็นอาภรณ์สะดุดตาของเขาแต่ไกล ก็ล้วนต้องยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดหน้า ขมวดคิ้วด้วยความรังเกียจ ราวกับเพียงมองเขานานกว่านั้นสักนิด ก็จะทำให้ชื่อเสียงอันบริสุทธิ์ผุดผ่องของตนต้องแปดเปื้อน ยามลอบวิพากษ์วิจารณ์กันส่วนตัว น้ำเสียงก็ล้วนเจือความขยะแขยงอย่างไม่ปิดบัง
ทว่าคนประเภทนี้ กลับสามารถใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงอันเคร่งครัดด้วยกระเบียบได้อย่างสำราญเสรี ไม่จำต้องเก็บงำระมัดระวังตนเลยแม้แต่น้อย
เหตุผลนั้นเรียบง่ายยิ่งนัก เพราะเขาคือบุตรชายคนเดียวของพี่สาวแท้ๆไทเฮาองค์ปัจจุบัน เป็นคุณชายน้อยเพียงหนึ่งเดียวแห่งจวนเฉิงเอินกง ผู้กำลังได้รับพระเมตตาจากไทเฮาอย่างล้นพ้น
คนอย่างกวนจื่ออี้นั้น ฐานะนับว่าสูงส่งมากพอที่จะกระทำเรื่องเหลวไหลไร้ขอบเขตได้ตามใจ เหลวไหลถึงขั้นที่ว่า แม้เขาจะทำเรื่องนอกลู่นอกทางสักเพียงใด ผู้คนก็มีแต่จะคิดว่า “อ้อ ที่แท้ก็เป็นคุณชายน้อยแห่งจวนเฉิงเอินกงนี่เอง เช่นนั้นก็ไม่เป็นไร” หาได้มีผู้ใดกล้าสืบสาวเจาะลึกถึงเจตนาของเขาอีกไม่
ที่วิเศษยิ่งกว่านั้นก็คือ เบื้องหลังของเขานั้นมีองค์ไทเฮา ผู้เป็นดั่งพระพุทธรูปใหญ่ยักษ์คอยประทับเกื้อหนุนอยู่ เมื่อมองไปทั่วทั้งราชสำนักและผืนแผ่นดินแล้ว ก็หาได้มีผู้ใดสามารถชี้นำหรือเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของเขาได้อย่างแท้จริง แม้กระทั่งบิดาของเขา ผู้ชิงชังรังเกียจในความไม่ได้เรื่องของบุตรชายตนอย่างมาก ก็ยังมิอาจทำอะไรเขาได้เลย
หากใคร่ครวญดูให้ดี ภายในเมืองหลวงอันกว้างใหญ่แห่งนี้ บุตรหลานชนชั้นสูงที่ภายนอกงดงามดุจทองหยก แต่ภายในกลับเหลวไหลไร้แก่นสารเยี่ยงกวนจื่ออี้นั้น แท้จริงกลับมีอยู่เกลื่อนกลาดไปทั่ว
สวรรค์กลับคล้ายตั้งใจเตรียมหมากตัวหนึ่งไว้ให้แผนการของนางโดยเฉพาะ ช่วยให้นางประหยัดแรงเสาะหาไปได้ไม่น้อยทีเดียว
หลังทานอาหารที่หอร้อยรสชาติเสร็จแล้ว เมิ่งซีโจวจึงมุ่งหน้าไปยังโรงน้ำชาหวังโยว
โรงน้ำชาแห่งนี้ตั้งตระหง่านอยู่ในตลาดตะวันตกของเมืองหลวง สถานที่ซึ่งผืนดินมีค่าดั่งทองคำ และด้วยทำเลที่ได้เปรียบ จึงเป็นที่โปรดปรานของคุณชายน้อยตระกูลกวนผู้นี้ยิ่งนัก
เพราะเพียงแค่ผลักบานหน้าต่างไม้ฉลุลายบนชั้นสองของโรงน้ำชาออก ก็สามารถมองเห็นหอจุ้ยเซียน ซึ่งเป็นหอคณิกาที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวงซึ่งตั้งอยู่ข้างกันได้ทันที
เสียงหยอกเย้าอ่อนหวานดังระรื่น กลิ่นแป้งชาดหอมกรุ่นลอยอบอวลไปทั่วทั้งบริเวณ
หลังก้าวเดินตามคำชี้แนะของเสี่ยวเอ้อร์มา เมิ่งซีโจวก็มาหยุดลงตรงหน้าประตูห้องรับรองส่วนตัวซึ่งอยู่ด้านในสุด และแว่วเสียงฮัมเพลงที่ไม่เป็นท่วงทำนองดังแผ่วเบาออกมา
นางยกมือขึ้น งอนิ้วเคาะลงที่บานประตูเบาๆ
“เข้ามา~”
น้ำเสียงเกียจคร้านของบุรุษดังทอดยาวออกมา ทั้งยังเจือแววเย้าหยอกอยู่เล็กน้อย
เมิ่งซีโจวผลักประตูเข้าไป ภาพภายในห้องก็เป็นดั่งที่คาดไว้จริงๆ มิได้ทำให้นางผิดหวังเลยแม้แต่น้อย
กวนจื่ออี้สวมเสื้อคลุมผ้าแพรสีแดงสดเจิดจ้าบาดตาทั้งตัว บริเวณคอเสื้อและปลายแขนยังขลิบด้วยขนจิ้งจอกสีขาวราวหิมะด้วย ยิ่งขับให้ใบหน้าหล่อเหลาของเขาดูมีสง่าราศรีมากยิ่งขึ้น ริมฝีปากแดงของเขาตัดกับฟันซี่ขาวยิ่งนัก และนั่นยิ่งส่งให้ราศีแห่งคุณชายเจ้าสำราญของเขาเจิดจรัสมากกว่าเดิม
เขาเอนกายกึ่งนั่งกึ่งนอนอย่างไร้ภาพลักษณ์อยู่บนเก้าอี้เอนหลังตัวหนึ่ง ขายาวหนึ่งข้างยกชันขึ้น ส่วนอีกข้างก็ยกพาดไว้บนที่เท้าแขนอย่างไม่ใส่ใจ ท่าทางเกียจคร้านสบายอารมณ์ ประหนึ่งกำลังนอนเอนกายอยู่บนเตียงเตาอุ่นในเรือนตนเองก็ไม่ปาน
แต่ที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่าก็คือ ในมือเขายังหิ้วกาน้ำชากระเบื้องเคลือบสีเขียวงดงามใบหนึ่งไว้ และกำลังเงยหน้าขึ้น จ่อปากกาเข้ากับริมฝีปากตนเอง แล้วรินน้ำชาเข้าปากเสียงดังหลายอึก
ท่วงท่าเช่นนั้น ช่างราวกับคนกำลังดื่มสุราฤทธิ์อย่างเมามันนัก หาใช่กำลังลิ้มรสชาชั้นเลิศอยู่ไม่
ห้วงอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมสะอาดสดชื่นของชาหลงจิ่งชั้นเลิศ ทว่ากลับถูกท่าทางการดื่มที่คล้ายคล้ายเมามายมิรู้ตื่นของเขา บดบังกลิ่นอายที่ควรจะเป็นเสียหมดสิ้น
“คุณชายกวนช่างมีอารมณ์สำราญยิ่งนัก” สีหน้าของเมิ่งซีโจวไม่แปรเปลี่ยนแม้แต่น้อย นางเดินตรงไปนั่งลงบนเก้าอี้วงแขนตัวหนึ่งตรงข้ามเขาที่ปูเบาะนุ่มรอไว้แล้ว “ยกกากระดกดื่มน้ำชาเช่นนี้ นับว่าแปลกใหม่ไม่เหมือนผู้ใดจริงๆ”
กวนจื่ออี้ได้ยินเสียงจึงค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้นอย่างเกียจคร้าน ก่อนจะปรายหางตาเหลือบมองมา
ครั้นเห็นชัดว่าผู้มาเป็นใคร ดวงตาดอกท้อที่เดิมยังเจืออาการงัวเงียอยู่หลายส่วน บัดนี้พลันกระจ่างใสขึ้นในพริบตา
เรือนร่างของเขานับว่าปราดเปรียวยิ่งนัก เพียงพลิกตัวก็ทำท่าตีลังกากลับหลังงดงามคราหนึ่งได้ ทำให้ชายอาภรณ์สีแดงเจิดจ้าสะบัดพลิ้วขึ้นเป็นผืน แล้วร่างนั้นจึงค่อยร่อนลงบนเก้าอี้ในท่านั่งขัดสมาธิอย่างมั่นคง
ตลอดท่วงท่าทั้งหมดนั้น กลับไม่มีน้ำชาหกออกมาแม้แต่หยดเดียว
เขาสะบัดปอยผมสองสามปอยที่หลุดลุ่ยลงมาตามหน้าผาก ก่อนจะเงยหน้าหล่อเหลาที่สามารถทำให้คุณหนูในห้องหอไม่รู้กี่คนต้องหน้าแดงใจเต้น แล้วจึงเอ่ยขึ้นว่า
“เป็นอย่างไรเล่า ท่วงท่าเช่นนี้พอจะนับว่าสง่างามได้หรือไม่? พอจะเรียกว่าบุรุษรูปงามเจ้าสำราญได้สักสามส่วนหรือไม่เล่า?”
สายตาของเมิ่งซีโจวกวาดมองอาภรณ์สีฉูดฉาดอวดโฉมของเขา ไปจนถึงใบหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องนั้น สุดท้ายจึงเอ่ยคำประเมินออกมาอย่างสัตย์จริง
“เหมือนลิงวิเศษตัวหนึ่งที่เพิ่งแอบดื่มสุราทิพย์แล้วคึกคะนองเกินเหตุเสียมากกว่า”