พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่136 เข้าทาบทามสหายบ้า (2)
บทที่136 เข้าทาบทามสหายบ้า (2)
กวนจื่ออี้ไม่เพียงไม่โกรธ กลับยังปรบมือเสียงดังพร้อมหัวเราะลั่นขึ้นมา เขาวางกาน้ำชาลงบนโต๊ะเล็กข้างกาย ก่อนจะยกสองมือขึ้นกอดอก ทำท่าราวกับกำลังเคลิบเคลิ้มถึงขีดสุด
“วิเศษ! กล่าวได้เยี่ยมนัก! วาจาเฉียบคมประหนึ่งไข่มุกพรั่งพรู! ฟังแล้วตราตรึงถึงขั้วกระดูก! ลิ้นแสนคมของซีโจวเป็นเช่นนี้นี่เอง ฟังแล้วชวนให้รู้สึกเคลิบเคลิ้มซาบซ่านถึงแก่นวิญญาณจริงๆ ทั่วทังร่างปลอดโปร่ง ช่างสาแก่ใจนัก! ช่างสาแก่ใจจริงๆ!”
เขาพูดพลางส่ายศีรษะโยกกายไปพลาง คล้ายกำลังดื่มด่ำกับคำชื่นชม ที่เสมือนบทเพลงชั้นเลิศไร้ผู้ใดเปรียบก็ไม่ปาน
เมิ่งซีโจว “……”
นางเม้มริมฝีปากเล็กน้อยจนแทบไม่อาจสังเกตเห็นได้ พยายามข่มกลั้นแรงกระตุ้นที่อยากจะกลอกตามองค้อนใส่อีกฝ่ายไว้
บุรุษผู้นี้…ยังคงมีกิริยา ‘ต่ำช้า’ หลุดโลกไม่เหมือนผู้ใดเช่นเดิมจริงๆ
ตั้งแต่เล็กจนกระทั่งโต อุปนิสัยชอบหาเรื่องให้ผู้อื่นด่าทอตนของเขานั้น มิเคยเปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำดูท่าอาการจะหนักหนาจนเข้ากระดูกดำไปเสียแล้ว
ยามนี้ ภายในใจของกวนจื่ออี้นั้น แท้จริงแล้วเปรียบประหนึ่งผืนดินที่แห้งผากมานาน ยามนี้พลันได้พานพบสายฝนชุ่มฉ่ำเข้า
ช่วงหลายวันที่ผ่านมาของเขานั้น ช่างน่าเบื่อหน่ายจนแทบทนไม่ไหว เหล่าหญิงคณิการดาวเด่นอันดับต้นๆของหอจุ้ยเซียนที่เขาพอจะชมชอบอยู่บ้าง มิใช่ถูกคหบดีทุ่มเงินก้อนโตไถ่ตัวออกไปใช้ชีวิตสุจริตกันหมดแล้วรึ หรือไม่ก็สะสมประสบการณ์มานานพอ จนพลิกผลันกายกลายเป็นแม่เล้าใหญ่ผู้กุมอำนาจไปเสียแล้ว
ส่วนหญิงคณิกาที่เหลือ แม้แต่ละนางล้วนมีความสามารถติดตัวอยู่บ้าง ทว่าสุดท้ายก็ยังขาดใบหน้าที่ชวนให้ตกตะลึง จึงด้อยรสชาติไปหลายส่วนนัก กลายเป็นดั่งกับข้าวจำเจที่กินจนคุ้นลิ้น ทั้งจืดชืดทั้งไร้รสชาติยิ่งนัก
ในยามที่เขากำลังอยู่ว่างจนร่างแทบขึ้นรางอกขนอยู่รอมร่อ สวรรค์กลับมีตาส่งเมิ่งซีโจวมาปรากฏกายตรงหน้าเขาเสียได้!
สตรีคุ้นเคยนางนี้ หาได้เป็นเพียงยอดหญิงงามเลิศล้ำหนึ่งในหมื่นลี้เท่านั้น แต่ยังเป็นหญิงงามที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เป็นผู้ที่สามารถทำให้ชีวิตอันจืดชืดแห้งแล้งของเขา กลับมาเต็มเปี่ยมไปด้วยสีสันและความสนุกสนานขึ้นได้ในชั่วพริบตา!
ดูเถิด เพิ่งพบหน้ากันได้ไม่นาน เพียงเอ่ยวาจากันไม่กี่ประโยค ก็ทิ่มแทงจนหัวใจของเขาเพลิดเพลินดั่งบุปผาผลิบาน ยามนี้รู้สึกโล่งสบายไปทั้งกายแล้ว!
เช่นนี้ยังจะเร้าใจกว่าฟังคำประจบสอพลอเป็นร้อยประโยคเสียอีก!
“ซีโจว วันนี้ลมใดพัดพาเจ้ามายังโรงน้ำชาหวังโยวแห่งนี้รึ?” กวนจื่ออี้กะพริบดวงตาดอกท้อของตนปริบๆ กายยังโน้มไปข้างหน้าเล็กน้อยด้วย
เมิ่งซีโจวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย และยังคงให้ยาตรงโรคดั่งเคย นางเอ่ยเย้ยหยันขึ้นว่า
“คำตอบยังไม่ชัดเจนอีกรึ แน่นอนว่าข้าต้องมาชมละครลิงอย่างไรเล่า”
กวนจื่ออี้กลั้นต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว เขาระเบิดเสียงหัวเราะลั่นออกมาจนดังสะเทือนฟ้าสะเทือนดิน เขาหัวเราะจนตัวโยกเอนหน้าเอนหลัง และเกือบจะกลิ้งตกลงจากเก้าอี้
เมิ่งซีโจวได้แต่ยกมือกุมหน้าผากอย่างอ่อนใจ
หากจะกล่าวตามจริงแล้ว ระหว่างนางกับกวนจื่ออี้นั้น ยังจะพอนับได้ว่าเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เยาว์วัยอยู่บ้าง
และต้นตอของวาสนาชั่วร้ายนี้ ยังต้องย้อนกลับไปถึงองค์รัชทายาทซ่งเฉิงจี้ ผู้ที่มีวาจาไม่ไว้หน้าใครเช่นเดียวกัน
และมิรู้ว่าเส้นประสาทเส้นใดของกวนจื่ออี้พันผิดกันแน่ ท่ามกลางผู้คนมากมาย เขากลับไปถูกใจฝีปากคมกริบของซ่งเฉิงจี้ที่สามารถด่าคนตายให้ฟื้นขึ้นได้เข้า ทั้งยังสามารถยั่วโมโหคนเป็นให้ตายคาที่ได้ด้วยเช่นกัน
ซ่งเฉิงจี้ด่าเขา แล้วก็ด่าจริงๆ ด่าชนิดที่ไม่ไว้หน้าเลยสักนิด ทว่ากวนจื่ออี้กลับรู้สึกว่านั่นคือเสียงสวรรค์ เป็นสมบัติล้ำค่าบนโลกมนุษย์! เพียงได้ยินซ่งเฉิงจี้อ้าปากด่าตน เขาก็รู้สึกสบายเนื้อสบายตัว ประหนึ่งได้ดื่มน้ำบ๊วยเปรี้ยวแช่เย็น จนรู้สึกร่างกายเย็นฉ่ำปลอดโปร่งตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
ดังนั้น เมื่อใดที่เจ้าตัวมีเวลาว่าง ก็มักจะเสนอหน้าด้านๆของตนเข้าไปเกาะแกะอยู่ข้างกายซ่งเฉิงจี้โดยตลอด มิหนำซ้ำยังชอบทำหน้าระรื่นวอนขอให้อีกฝ่ายด่าตนด้วย
“เฉิงจี้ เฉิงจี้คนดี~ ด่าทอข้าอีกสักสองสามประโยคหน่อยเถิด ข้ารับปากว่าเมื่อด่าจบ ข้าจะรีบไสหัวกลับไปทันทีเลย!”
องค์ชายน้อยซ่งเฉิงจี้ในเวลานั้นก็คิดแล้วคิดอีก คิดจนหัวแทบระเบิดก็มิอาจเข้าใจได้ ทั้งที่อาจารย์ชมเขานักหนาว่าเป็นอัจฉริยะที่สวรรค์ประทาน ฉลาดเฉลียวเหนือผู้คน แล้วเหตุใดด้วยมันสมองระดับอัจฉริยะนี้ เขาจึงไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่าเจ้าหมอนี่คิดอะไรอยู่ในหัวกันแน่? ไฉนถึงชอบใจนักเวลาถูกตนด่า?
กวนจื่ออี้พึงพอใจกับฝีปากด่าทอของซ่งเฉิงจี้มาโดยตลอด จวบจนกระทั่งครั้งหนึ่ง เขาติดตามซ่งเฉิงจี้ไปเป็นแขกที่จวนองค์หญิงใหญ่ แล้วได้พบกับเมิ่งซีโจว
นั่นช่างเหมือนสุนัขที่อดอยากมานานถึงสามวัน จู่ๆก็เห็นซาลาเปาไส้เนื้อร้อนๆกลิ่นหอมฉุยวางอยู่ตรงหน้า! เมื่อได้ลิ้มลองแล้วก็ยากจะถอนตัวได้อีก!
ใต้หล้านี้ ไฉนจึงมีบุคคลเช่นนี้อยู่ได้?!
ถ้อยวาจาที่นางเอื้อนเอ่ยออกมานั้น ทุกตัวอักษรล้วนคมกริบดุจใบมีด ทุกประโยคล้วนแทงทะลุเข้าเนื้อจนโลหิตไหลอาบ ปากร้ายใจอำมหิตอย่างเหลือร้าย ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความงามสง่าอย่างหนึ่ง!
ที่หาได้ยากยิ่งกว่าก็คือ คำศัพท์ที่นางสรรหามาใช้ด่าทอเขานั้น นับว่าหลากหลายสารพัน พ่นออกมาแต่ละคำมิเคยซ้ำกันเลยสักครั้ง!
นี่นับเป็นวาจาอันล้ำเลิศอย่างหาใดเปรียบไม่ หากไร้วาสนาย่อมมิอาจได้ฟังอย่างแท้จริง!
ยามนั้น กวนจื่ออี้ตื่นเต้นเสียจนแทบจะคุกเข่าคำนับป้ายบรรพชน เขาเฝ้าขอบคุณบรรพชนที่ปกปักคุ้มครองให้เขาได้มาพบพานของล้ำค่าเช่นนาง!
นับแต่นั้นมา เมิ่งซีโจวก็กลายเป็น ‘เป้าหมายที่สมควรไล่ตาม’ รายใหม่ของกวนจื่ออี้
เป็นเป้าหมายที่เขาเฝ้าติดตามเพื่อขอให้นางด่าทอ
เมิ่งซีโจวเองก็เพิ่งค้นพบว่า เกราะวาจาของตนซึ่งแต่ไหนแต่ไรมามิว่าบุกไปที่ใด ที่นั่นย่อมต้องแตกพ่าย รบที่ใดล้วนมีชัยไม่เคยพ่ายแพ้แก่ผู้ใด จะกลับกลายเป็นจุดอ่อนใหญ่หลวงเมื่ออยู่ต่อหน้าคนประหลาดเยี่ยงกวนจื่ออี้ผู้นี้!
มิว่านางจะเย้ยหยันถากถางเย็นชา หรือกล่าววาจาร้ายกาจใส่เขาสักเพียงใด การโจมตีทั้งหมดก็ราวกับประเคนซาลาเปาเนื้อปาใส่ปากสุนัข — ปาไปแล้วไปลับ ไม่มีวันหวนกลับคืนนมา!
จนถึงบัดนี้ เมิ่งซีโจวยังจำความพ่ายแพ้และความโกรธแค้นในครานั้นของตนได้อย่างชัดเจน นางโมโหเสียจนแทบอยากจะยกเท้าขึ้นถีบใส่ซ่งเฉิงจี้ให้ปลิวกระเด็นออกไป ที่เอาแต่ยืนดูด้วยความสนุกสนานอยู่เช่นนั้น
“เจ้าพาตัวประหลาดพิสดารอะไรมาให้ข้าพบเจอกันแน่!”
ทว่าสิ่งที่นางถนัดที่สุดก็คือ ล้มแล้วรู้จักจดจำเป็นบทเรียน เจ็บครั้งหนึ่งก็ฉลาดขึ้นอีกคราหนึ่ง
นับแต่นั้นเป็นต้นมา หากเมิ่งซีโจวจะไปที่ตำหนักองค์หญิงใหญ่ นางจำต้องส่งคนไปสืบให้แน่ชัดเสียก่อนว่า วันนี้กวนจื่ออี้อยู่ในตำหนักด้วยหรือไม่?
หากเขาอยู่ นางยอมเปลี่ยนเป็นวันอื่นเสียยังดีกว่า
ยามนี้ เมื่อนั่งอยู่ในห้องรับรองที่อบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะเกินจริงของกวนจื่ออี้ เมิ่งซีโจวจึงรู้สึกราวกับนั่งอยู่บนพรมเข็ม ทุกอณูล้วนไม่เป็นสุขเลยแม้แต่น้อย
วาจาคมคายเสียดแทงของนางเมื่ออยู่ต่อหน้าบุรุษผู้นี้ กลับมิต่างอันใดจากของไร้ประโยชน์ มิหนำซ้ำยังอาจถูกเขานำไปใช้เป็นแหล่งหาความสำราญให้ตนเองได้
สถานที่แห่งนี้ ไม่สมควรรั้งอยู่เนิ่นนานนัก!
“ความจริงแล้ว…” เมิ่งซีโจวเอ่ยขัดเสียงหัวเราะของกวนจื่ออี้ นางตรงเข้าประเด็นสำคัญทันที แม้แต่จังหวะการพูดก็ยังรวดเร็วกว่าเวลาปกติอยู่หลายส่วน “วันนี้ข้าตั้งใจจะมาเชิญเจ้า ให้ไปสนทนากับข้าที่จวนจงหย่งโหวพรุ่งนี้สักครา”