พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่138 ทั้งเคราะห์ร้ายทั้งอัปยศเหลือทน!
บทที่138 ทั้งเคราะห์ร้ายทั้งอัปยศเหลือทน!
เมิ่งหนานอี้เพิ่งจะตะเกียกตะกายดึงสติตนออกจากห้วงความฝันอันพร่าเลือน ยังมิทันได้ลืมตาตื่นเต็มที่ ก็ถูกข่าวที่ประหนึ่งอัสนีบาตฟาดกระแทกเข้าใส่จนมึนงง มองเห็นดวงดาวพร่างพรายไปหมด
สองคุณชายเสเพลผู้เลื่องชื่อระบือนามแห่งเมืองหลวง ทั้งกวนจื่ออี้และจ้าวหัง ล้วนบุกมาถึงจวนโหวตั้งแต่เช้าตรู่ อีกทั้งยังเอ่ยเจาะจงชัดจนว่า ต้องการมาพบ ‘นาง’ อย่างนั้นเหรอ?!
นางนั่งห่มผ้าแพรอยู่บนเตียง แทบอยากจะฟาดตีตนเองให้สลบเหมือดเสียเดี๋ยวนั้น
สองวันก่อนนางออกจากเรือนมิได้ดูฤกษ์ยาม จึงบังเอิญไปพบจ้าวหังที่ทำตัวประหนึ่งนกยูงรำแพนหางอยู่กลางถนน แต่นั่นก็ช่างเถิด
ทว่าเหตุใดบัดนี้ นางก็อยู่แต่ในจวนแท้ๆ เคราะห์ภัยยังอุตส่าห์ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้าทับใส่ร่างได้อีกเล่า?!
“ต้องเป็นเพราะฝันร้าย… นี่ข้าคงยังไม่ตื่นดีเป็นแน่…” เมิ่งหนานอี้พึมพำกับตนเอง ก่อนจะหดศีรษะมุดกลับเข้าไปใต้ผ้าห่มราวนกกระจอกเทศหนีภัย
“คุณหนูของบ่าวเจ้าคะ! อย่ามัวโอ้เอ้อยู่อีกเลยเจ้าค่ะ!” ชุนเถาสาวใช้คนสนิทร้อนใจจนต้องกระทืบเท้ารัวๆ “นั่นน่ะคุณชายจ้าวแห่งจวนกั๋วกงหนิงเชียวนะเจ้าคะ ส่วนอีกคนก็คือคุณชายกวนหลานรักขององค์ไทเฮา! บุรุษสูงศักดิ์ทั้งสองท่านนี้ เพียงแค่กระทืบเท้าครั้งเดียว เมืองหลวงทั้งเมืองยังบต้องสั่นสะเทือนถึงสามครา! มิว่าคุณหนูจะเผลอล่วงเกินผู้ใด ก็ยากจะรับมือไหวทั้งสิ้นเจ้าค่ะ!”
เมิ่งหนานอี้ถูกสาวใช้ที่ไม่รู้จักอ่านสีหน้าคน เอาแต่เติมเชื้อใส่ไฟเกลี้ยกล่อมแกมบังคับให้ต้องลุกขึ้น ในอกพลันอัดแน่นไปด้วยเพลิงโทสะกองหนึ่ง
ท้องฟ้ายังเป็นสีเทาหม่นมัว แม้แต่เวลาคารวะยามเช้าเย็นตามธรรมเนียมก็ยังมาไม่ถึง
เมิ่งหนานอี้ถูกชุนเถากดให้นั่งลงตรงหน้าโต๊ะกระจกสำริด สติเลื่อนลอยงัวเงีย นั่งไปนั่งมาพลอยจะหลับไปอีกหน ทั้งยังฝันขึ้นมาอีกตื่นหนึ่งเสียด้วย
“คุณหนู เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ”
เมิ่งหนานอี้ลืมตาขึ้นอย่างงัวเงียสะลึมสะลือ ไร้ซึ่งอารมณ์จะมองภาพตนที่สะท้อนอยู่ในกระจกสำริด เพียงรู้สึกว่าศีรษะหนักอึ้ง สองเท้าเบาโหวง อึดอัดทรมานยิ่งนัก
นางฝืนประคองสติ แล้วเดินมุ่งหน้าไปยังโถงรับรองใหญ่
เพิ่งมาถึงหน้าประตู เมิ่งหนานอี้ก็ได้เห็นภาพฉากหนึ่ง ที่ชาตินี้ทั้งชาตินางไม่มีวันลืมลงเป็นแน่!
ภาพที่เห็นคือกวนจื่ออี้กำลังเหวี่ยงหมัดออกไป และหมัดนั้นก็ซัดเข้าใส่จ้าวหังเสียจนร่างทั้งร่างลอยละลิ่วกระเด็นออกไป ราวกับแมลงขี้ควายที่ถูกตบกระเด็น เขาร้องเสียงดัง “อ๊าก!” โหยหวนออกมาคราหนึ่ง ก่อนจะหงายหลังล้มคว่ำลงกับพื้นอย่างน่าเอน็จอนาถ!
หลังจากกวนจื่ออี้ลงมือทำร้ายคนแล้ว ยังรับผ้าเช็ดมือผืนบางที่บ่าวรับใช้ยื่นมาให้ จากนั้นก็ค่อยๆบรรจงเช็ดถูมือข้างที่เพิ่งใช้ชกคนไปเมื่อครู่ ประหนึ่งว่ามือข้างนั้นเพิ่งแตะต้องของโสมมบางอย่างเข้า
“กวนจื่ออี้! เจ้าจะข่มเหงรังแกกันมากเกินไปแล้ว!”
จ้าวหังยกมือขึ้นกุมแก้มซ้ายที่บวมแดงขึ้นในชั่วพริบตา นอนหมดสภาพอยู่บนพื้นอย่างน่าอับอาย ครั้นเห็นอีกฝ่ายยังทำท่ารังเกียจถึงขั้นเช็ดมือเช่นนั้น ก็ทั้งน้อยใจทั้งคับแค้น จนต้องร้องตะโกนออกมาด้วยความอัดอั้นใจ
นี่เป็นภาพสุนัขกัดกันมิใช่รึ!
ไก่บินหมากระโดด ช่างวุ่นวายโกลาหลยิ่งนัก!
เมิ่งหนานอี้รู้สึกเพียงว่าอาการวิงเวียนรุนแรงสายหนึ่งได้ถาโถมเข้าใส่ นี่มันเรื่องอะไรกัน ไฉนจึงได้เละเทะเพียงนี้?
นางแทบอยากจะหมุนกายหันหลังกลับ แล้วรีบวิ่งหนีไปให้ไกลเสียเดี๋ยวนั้น!
บางทีหากนางไปเดินเล่นในสวนสักรอบ ดื่มชาสะกดอารมณ์ให้เย็นลงสักเที่ยว คุณชายสูงศักดิ์ระดับบรรพบุรุษทั้งสองนี้ ก็น่าจะอาละวาดกันจนพอใจแล้ว และคงจะเตรียมตัวกลับจวนของตนได้แล้วกระมัง? เช่นนั้น นางจะได้มิต้องเผชิญหน้ากับกองปัญหาเน่าเฟะตรงหน้านี้แล้ว!
ความคิดเพิ่งจะผุดขึ้น นางก็หมุนกายหมายจะจากไปโดยเร็ว ทว่าช่างโชคร้ายยิ่งนัก วันนี้กระโปรงของนางค่อนข้างยาวเป็นพิเศษ ครั้นเร่งจังหวะเพื่อชิงหมุนตัวจากไปอย่างรีบร้อนเช่นนี้ อึดใจที่เท้าข้างหนึ่งของนางเหยียบเข้ากับชายกระโปรงของตน รองเท้าลายปักพื้นสูงข้างซ้ายก็ดันไปเตะเข้ากับธรณีประตูอย่างจัง ไม่เบี่ยงซ้าย ไม่เฉียงขวา เตะตรงเป้าเข้าที่ไม้แข็งจนเกิดเสียงดังกึกก้องพอดิบพอดี!
“ปัง!”
เสียงทึบหนักดังขึ้นคราหนึ่ง พลันดึงดูดสายตาของทุกคนในห้องให้หันมามองในชั่วพริบตา
“แม่นางเมิ่ง!”
จ้าวหังที่ล้มกองอยู่กับพื้น ดวงตาพลันเปล่งประกายสว่างวาบด้วยความตกใจ ประหนึ่งคนจมน้ำที่บังเอิญคว้าขอนไม้ไว้ได้ เขาตะเกียกตะกายหมายจะลุกขึ้นมา
กวนจื่ออี้เองก็หยุดการเช็ดมือทันใด ดวงตาดอกท้อหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเรียกเสียงสูงว่า
“ซีโจว”
ใบหน้าของเมิ่งหนานอี้ร้อนผ่าวขึ้นทันใด นางแทบอยากจะให้พื้นใต้ฝ่าเท้าแยกออกเป็นร่อง เพื่อที่นางจะได้มุดหนีลงไปเสียเดี๋ยวนั้น
คราวนี้นางไม่อาจหนีไปไหนได้เสียแล้ว!
ได้แต่ยกเท้าก้าวข้ามธรณีประตูไปอย่างยอมจำนนต่อชะตากรรม นางดึงชายกระโปรงขึ้นอย่างขุ่นเคือง คิดไม่ถึงว่าเสียง “แคว้ก” จะเปล่งดังขึ้น ชายกระโปรงลายปักงดงามล้ำค่าของนาง กลับถูกนางกระชากจนขาดคามือในบัดดล!
เมิ่งหนานอี้ราวกับถูกสายฟ้าฟาดใส่ ห้วงสมองขาวโพลนว่างเปล่าไปหมด
นางมิได้กำลังฝันอยู่จริงๆใช่หรือไม่?
เคราะห์ร้ายที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อนเช่นนี้ เหลวไหลยิ่งกว่าความฝันอันพิสดารที่สุดเสียอีก!
นางถึงกับฉีกกระโปรงราคาพันตำลึงของตนเองขาดต่อหน้าธารกำนัลเชียวรึ?!
นับว่ายังดีที่อาภรณ์เหมันต์ฤดูนั้นหนาอยู่พอควร สวมซ้อนกันทั้งชั้นในชั้นนอกหลายชั้น ส่วนที่ถูกฉีกขาดจึงมีเพียงกระโปรงคลุมชั้นนอกเท่านั้น กระโปรงซับด้านในยังสมบูรณ์ดี จึงยังไม่ถึงขั้นเสื่อมเสียธรรมเนียมอันดีงาม
ทว่าเรื่องนี้ช่างน่าอัปยศอับอายเหลือทน นางรู้สึกขายหน้ายิ่งนัก
ยามที่คนเราตกสู่สถานการณ์อันกระอักกระอ่วนถึงขีดสุด มักจะแสดงท่าทีว้าวุ่นจนเกินปกติอยู่เสมอ เมิ่งหนานอี้ในยามนี้ก็เป็นเช่นนั้น
นางรีบขยุมกำเศษชายกระโปรงในมือเป็นก้อนอย่างรวดเร็ว และไม่แม้แต่จะก้มมอง จากนั้น จึงได้ยัดก้อนผ้าที่ขาดใส่ลงไปในมือของชุนเถาที่อยู่ข้างกาย และยามนี้ก็กำลังตกอกตกใจจนร่างกายแข็งค้าง
จากนั้น นางจึงฝืนแสดงท่าทีสงบเยือกเย็น แล้วก้าวเดินเข้าไปด้านในโถงรับรอง พลางเอ่ยถ้อยคำแก้เกี้ยวไปด้วย
“ลูกคารวะท่านพ่อ ทำให้แขกผู้มีเกียรติทั้งสองต้องรอนานเช่นนี้ ช่างเสียมารยาทยิ่งนัก”
ทว่านางเพิ่งจะนั่งลงบนเก้าอี้ได้อย่างมั่นคง เสียงของกวนจื่ออี้ก็เปล่งดังขึ้นก่อนใคร
กวนจื่ออี้นั้น แม้ใจจะเป็นพวกเจ้าชู้เหลวไหลอยู่บ้าง ทว่าอุปนิสัยกลับตรงเป็นไม้บรรทัด คิดเช่นใดก็เอ่ยออกมาเช่นนั้น มิรู้จักอ้อมค้อมแม้แต่น้อย
“การแสดงของซีโจวเมื่อครู่ช่างยอดเยี่ยมนัก! ดำเนินการได้รวดเดียวจบ ลื่นไหลไร้ช่องโหว่โดยแท้! เจ้าแสดงให้ข้าดูอีกสักรอบจะได้หรือไม่เล่า เมื่อครู่ข้ายังมองไม่ถนัดตานัก!”
เมิ่งหนานอี้เพิ่งจะยกถ้วยชาที่สาวใช้ส่งให้ขึ้นมา หมายจะจิบเพื่อสงบจิตใจที่กำลังเต้นระรัว ทว่าทันทีที่ได้ยินถ้อยวาจาเหล่านั้น นางก็แทบจะพ่นน้ำชาร้อนๆใส่ใบหน้าหล่อเหลาของกวนจื่ออี้ซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม!
นางฝืนกระเดือกกลืนลงคอไปอย่างยากลำบาก จนถึงกับสำลักไออย่างรุนแรง ใบหน้าแดงก่ำชัดเจน ครึ่งหนึ่งเพราะสำลัก อีกครึ่งหนึ่งเพราะโทสะ
กวนจื่ออี้ผู้นี้ช่างน่านัก!?