พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่139 เจ้าจะยินดีออกเรือนกับข้า จ้าวหังผู้นี้หรือไม่!
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่139 เจ้าจะยินดีออกเรือนกับข้า จ้าวหังผู้นี้หรือไม่!
บทที่139 เจ้าจะยินดีออกเรือนกับข้า จ้าวหังผู้นี้หรือไม่!
เมื่อก่อนนางเคยคิดเพียงว่าเขาเป็นคุณชายเสเพลผู้มัวเมาในสุราและนารี ไร้ความรู้ความสามารถ ไม่เอาไหนโดยสิ้นเชิง ทว่าวันนี้เมื่อได้พบ จึงเพิ่งรู้กระจ่างแจ้งว่า แท้จริงแล้วเขาก็คือบุรุษบ้า ทั้งยังพูดจาเหลวไหลไร้แก่นสารสิ้นดี!
แม้แต่จ้าวหังที่ดูอย่างไรก็เหมือนคนสมองขาดไปเส้นหนึ่ง ยังรู้เลยว่าที่นางฉีกกระโปรงเมื่อครู่นั้นล้วนเป็นอุบัติเหตุ เป็นเพราะเผชิญโชคร้ายเข้าให้! แต่เจ้ากวนจื่ออี้ผู้นี้กลับทำหน้าจริงจังเสียเต็มประดา คิดว่านางกำลังแสดงกลจริงๆเสียอย่างนั้น?
เมิ่งหนานอี้รู้สึกคล้ายมีก้อนเสมหะสีเหลืองข้นเหนียวหนืดติดคอ จะกลืนก็กลืนไม่ลง จะคายก็คายไม่ออก อัดอั้นเสียจนนางแทบหน้ามืดตาลาย
เมิ่งชินรุ่ยเองก็ถูกคำพูดของกวนจื่ออี้ทำเอาสำลักไม่น้อยเลย เขากระแอมไอไปพลาง รีบเอ่ยไกล่เกลี่ยไปพลาง เพื่อให้สถานการณ์ผ่อนคลายลง
“แค่ก ๆ… คุณชายกวนล้อเล่นแล้ว! กลพวกนี้ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือเรื่องเหนือความคาดหมาย หากแสดงให้ดูซ้ำอีกครั้ง ย่อมต้องหมดความแปลกใหม่ไปแล้ว!”
กวนจื่ออี้พยักหน้าครุ่นคิด แต่นับว่าโชคดีที่ครานี้เขาหาได้ใส่ใจกับเรื่องนี้อีกไม่ เมิ่งหนานอี้และเมิ่งชินรุ่ยจึงลอบถอนหายใจยาว ประหนึ่งเพิ่งรอดพ้นหายนะมาได้
ทว่าภายในใจของเมิ่งชินรุ่ยกลับยังยากจะสงบลง
ช่วงนี้จวนจงหย่งโหวของเขาพลั้งเผลอไปล่วงเกินคนจากฝ่ายใดของตำหนักไทเฮาเข้ารึ? หรือว่าฮวงจุ้ยสุสานบรรพชนจะเกิดมีปัญหาขึ้นกันแน่?
เหตุใดคนรอบกายจึงพากันเปลี่ยนเป็นพิลึกพิลั่นไปทีละคนสองคนเช่นนี้?
บุตรีคนรองที่ว่านอนสอนง่ายเชื่อฟังบิดามารดามาตลอด จู่ๆก็คิดจะบุกตะลุยราชสำนักอย่างหาญกล้า บุตรีคนโตที่ปกติสุขุมเฉลียวฉลาด ทันทีที่ปรากฏตัวก็ฉีกกระโปรงต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้!
นี่มันเหลวไหลเสียยิ่งกว่าถูกภูติผีเข้าสิงอีก!
ถึงขั้นที่ในใจของเขาเริ่มคิดคำนวณแล้วว่า สมควรจะต้องทุ่มเงินก้อนใหญ่ไปเชิญนักพรตเต๋า ที่มีชื่อเสียงโด่งดังว่าศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแห่งอารามไป๋อวิ๋น มาทำพิธีใหญ่ในจวนสักครั้ง ทั้งนี้เพื่อขับไล่ความอัปมงคลจะดีหรือไม่
ส่วนจ้าวหังเมื่อได้พบเห็นเซียวเหยาเค่อ สตรีที่ตนเฝ้าคะนึงหาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน และนี่นับเป็นครั้งแรกที่นางกับเขาพบกันโดยมิได้สวมผ้าคลุมหน้า สายตาที่จับจ้องใบหน้าของนางจึงค่อนข้างเหม่อลอย
เขาเคยคิดจินตนาการนับครั้งไม่ถ้วนว่า ใบหน้าครึ่งล่างเช่นใดกัน จึงจะคู่ควรกับคิ้วและตาที่งดงามสะกดใจผู้คนถึงเพียงนั้น
บัดนี้เมื่อได้เห็นกับตาแล้ว กลับรู้สึกเพียงว่า…
ในใต้หล้านี้ ยากนักจะมีสตรีรูปโฉมงดงามเลิศล้ำเช่นนี้ปรากฏขึ้นอีก!
หัวใจของเขาพลันเต้นระรัวไม่เป็นจังหวะอีกคราหนึ่ง และยามนี้เขาก็ได้ถลำลึกลงไปเสียยิ่งกว่าเดิมแล้ว!
รักแท้นั้น ก็คือการตกหลุมรักคนผู้เดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่านับครั้งไม่ถ้วน ตกหลุมรักในทุกคราที่ได้มอง!
เขาตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากพื้น เอ่ยปากด้วยความหลงใหลเลื่อนลอยว่า
“แม่นางเมิ่ง ข้าหลงรักเจ้ามานานแล้ว! เราทั้งสองนับว่าเหมาะสมคู่ควรกันราวกิ่งทองใบหยก มิว่าจะเป็นฐานะหรือชาติตระกูล ข้าต้องการจะตบแต่งเจ้าเป็นภรรยา! เจ้ายินดีจะออกเรือนกับข้า—จ้าวหังผู้นี้หรือไม่?”
…ยินดีกับผีอันใดเล่า!!
เมิ่งหนานอี้เห็นดวงดาวสีทองพร่างพรายเต็มสองตา จ้าวหังผู้นี้ช่างเป็นวิญญาณร้ายคอยตามหลอกหลอนนางไม่เลิกราเสียจริง!
เมื่อสองวันก่อนบนท้องถนน ก็ราวกับสุนัขบ้าตัวหนึ่งที่สะบัดอย่างไรก็ไม่หลุด วิ่งไล่กัดนางไม่ยอมปล่อย วันนี้ถึงกับตามมาถึงในจวนแล้วรึ?!
พวกเศษสวะที่มิรู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเช่นนี้ ไยจึงไม่รู้จักปัสสาวะส่องเงาตนดูเสียบ้าง จะได้รู้ว่าตนนั้นเป็นตัวอะไรกันแน่!
นาง-เมิ่งหนานอี้ คือว่าที่พระชายาแห่งองค์รัชทายาทที่สำนักโหรหลวงเป็นผู้ทำนายรับรอง และเรื่องนี้ก็ได้ตอกตะปูลงกระดานแน่นหนาแล้ว! นางคือว่าที่มารดาแห่งแผ่นดินนี้ในภายภาคหน้า! ส่วนจ้าวหังผู้นั้น เป็นเพียงทายาทเสเพลรุ่นสอง ที่อาศัยบารมีบรรพชนได้กินอยู่รอวันตายเท่านั้น แล้วกล้าเยี่ยงไร ต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้คราแล้วคราเล่า ยังมิรู้จักเป็นตาย ยังคิดเพ้อฝันหมายปองนางอยู่เช่นนี้?!
ช่างเป็นคางคกที่ริอ่านจะกินเนื้อหงส์ฟ้าโดยแท้!
มือของเมิ่งหนานอี้ที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกำแน่นจนแทบจิกเข้าเนื้อ นางฝืนระงับแรงกระตุ้นในกาย ที่อยากจะกระโจนเข้าไปซัดหมัดเติมเข้าที่แก้มขวาของจ้าวหังไว้ได้อย่างหวุดหวิด
“หึ!” กวนจื่ออี้แค่นเสียงหัวเราะเย็นชาออกมาอย่างดูแคลน เขาหมุนข้อมือข้างที่เพิ่งใช้ต่อยคนเมื่อครู่ไปมา พลางเอ่ยว่า
“ดูท่าอาหารการกินในจวนกั๋วกงหนิงจะจัดผิดสำแดงกระมัง หนังหน้าของคุณชายจ้าวจึงได้หนาเป็นพิเศษเช่นนี้ ซ้ำยังทนไม้ทนมือเสียด้วย? เมื่อครู่ที่โดนไปคงจะยังไม่สาแก่ใจกระมัง? ต้องการให้คุณชายผู้นี้ช่วยยืดเส้นยืดสายให้อีกสักรอบหรือไม่เล่า?”
เมิ่งชินรุ่ยพลันตกใจสุดขีด จนถึงกับขวัญหนีดีฝ่อ!
กั๋วกงหนิงผู้นั้น หากเป็นเรื่องปกป้องบุตรชายของตนแล้วล่ะก็ เขาย่อมมิต่างอันใดจากคนบ้าเสียสติผู้หนึ่ง บัดนี้บุตรชายของเขาถูกคนทำร้ายในจวนจงหย่งโหว แม้คนลงมือจะมิใช่เขา-เมิ่งชินรุ่ยก็ตามที แต่เจ้าเฒ่าที่มิรู้จักแยกแยะถูกผิดนั่น จะต้องจดบัญชีแค้นนี้ไว้ในหัวมิยอมลืมเลือนเป็นแน่!
เพียงหมัดแรกก็แทบจะเอาชีวิตเฒ่าชราของเขาทิ้งไปกว่าครึ่งแล้ว หากหมัดที่สองยังถูกซัดลงไปอีก เกรงว่าจวนจงหย่งโหวของเขา คงต้องถูกจวนกั๋วกงหนิงกับตำหนักไทเฮาร่วมมือกันทำลายจนราบเป็นหน้ากลองแน่!
เขารีบพุ่งปราดเข้าไปขวางหน้ากวนจื่ออี้ไว้อย่างรวดเร็ว ดุจลูกธนูที่แล่นฉิวออกจากคันศร ทั้งยังกางสองแขนออกขวางกั้นไว้อย่างสุดชีวิต ไม่อาจใส่ใจศักดิ์ศรีหน้าตาของตนเองได้อีกต่อไป จากนั้น จึงรีบหันไปเอ่ยกับจ้าวหังเสียงกร้าวว่า
“คุณชายจ้าว โปรดสำรวมวาจา! เมิ่งซีโจวบุตรีของข้าเป็นผู้มีชะตาหงส์ที่สวรรค์ประทาน เป็นว่าที่พระชายาแห่งองรัชทายาทที่ฝ่าบาททรงเลือกด้วยพระองค์เอง! เรื่องนี้คือชะตาฟ้าลิขิต เกี่ยวพันถึงดวงชะตาแห่งแผ่นดิน! วาจาล้อเล่นเช่นนี้ มิควรเอ่ยออกมาอีกเป็นอันขาด!”
ยามที่เขาได้ยินจ้าวหังเอ่ยว่าเมิ่งซีโจวเป็นภรรยาในคราแรกนั้น เขายังคิดจะตวาดห้ามปรามอยู่แล้ว แต่อีกฝ่ายกลับถูกหมัดของกวนจื่ออี้ซัดใส่ จนทำให้เขาตกใจมึนงงเสียก่อน หากยามนี้ยังมิเอ่ยปากอีก เกรงว่าคงจะต้องมีคนตายจริงๆแล้วเป็นแน่!
และคนที่จะตาย…ก็คือเขานี่แหละ!