พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่143 ถูกต้องแล้ว! ต้องรสชาติแบบนี้สิ!
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่143 ถูกต้องแล้ว! ต้องรสชาติแบบนี้สิ!
บทที่143 ถูกต้องแล้ว! ต้องรสชาติแบบนี้สิ!
เมิ่งหนานอี้อาศัยเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายจิกเล็บลงกลางฝ่ามือตนเองแน่น บีบบังคับให้ตนต้องสงบสติลงให้จงได้
หากเมิ่งซีโจวพบเจอสถานการณ์เช่นนี้… นางจะทำเช่นไร? นางจะกล่าวสิ่งใด?
นางเค้นสมองนึกย้อนอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็สูดลมหายใจเข้าลึก แล้วจงใจแค่นเสียงหัวเราะเย็นชาออกมาทางจมูก
“คุณชายน้อยกวนคิดจะสงสัยข้า ก็สงสัยขึ้นมาลอยๆไร้หลักไร้ฐาน ข้าคร้านจะเสียเวลาใส่ใจไม่”
กล่าวจบ หัวใจของเมิ่งหนานอี้ก็เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นกระวนกระวาย ถ้อยวาจานี้นับว่าเผ็ดร้อนพอหรือไม่นะ? ไร้เยื่อใยพอหรือยัง? น่าจะคล้ายเมิ่งซีโจวมากแล้วกระมัง? ใช่หรือไม่นะ? เหมือนแล้วใช้ไหม?!
นางถึงขั้นเริ่มนึกเลื่อมใสในตัวเมิ่งซีโจวขึ้นมาบ้างแล้ว การกล่าววาจาเช่นนี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน นี่นางไม่กลัวถูกคนคลุมกระสอบแล้วลากไปทุบตายกลางถนนจริงๆรึ?
แววตาของกวนจื่ออี้ไหววูบเล็กน้อยในระหว่างที่นางเอ่ยปาก ทว่าความคลางแคลงใจกลับหาได้สลายไปไม่
เขาไม่รับคำ เพียงใช้สายตาที่ลุ่มลึกยิ่งกว่าเดิม แฝงแววสืบค้นยิ่งกว่าเก่า จ้องพินิจมองนางอย่างเงียบงัน
เมิ่งหนานอี้ถูกเขาจ้องมองจนสัญญาณเตือนภัยในใจดังลั่นขึ้น นางรู้สึกราวกับถูกจับถอดเสื้อผ้าออกจนหมดสิ้น แล้วโยนร่างเปลือยเปล่าไปยืนอยู่ท่ามกลางหิมะอันหนาวเหน็บ
นางไม่หลงเหลือความมั่นใจแม้แต่น้อยแล้ว สัมผัสได้ถึงวิกฤตรุนแรงที่บีบรัด จนมิอยากทนอยู่ในสถานที่อึดอัดแทบหายใจไม่ออกแห่งนี้อีกแม้เพียงชั่วอึดใจ!
อย่างไรเสีย… เมื่อครู่นางก็ได้เลียนแบบท่าทีของเมิ่งซีโจวตอบโต้กลับไปแล้ว อย่างน้อยก็มิได้แสดงพิรุธออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน ต่อให้กวนจื่ออี้จะยังคงระแวงสงสัย แต่หากไร้หลักฐานแน่ชัด เขาย่อมมิกล้าด่วนสรุปง่ายๆกระมัง?
นางทำได้เพียงฝืนคิดปลอบใจตนเองเช่นนี้
“ท่านพ่อ ลูก… จู่ๆ…ลูกก็รู้สึกไม่สบายกายขึ้นมามาก เกรงว่าอาการลมหนาวจากเมื่อวานจะยังไม่หายดี ยามนี้ไม่อาจฝืนทนต่อไปได้แล้วจริงๆ ขอท่านพ่อโปรดอนุญาตให้ลูกกลับเรือนไปพักผ่อนก่อนเถิดนะเจ้าคะ”
เมิ่งหนานอี้ลุกขึ้นยืน ใบหน้าของนางยามนี้ขาวซีดจนน่าตกใจจริงๆ
เมิ่งชินรุ่ยราวกับได้รับการอภัยโทษ เขาอยากให้สถานการณ์กระอักกระอ่วนนี้จบลงโดยเร็วอยู่แล้ว จึงรีบพยักหน้าตอบรับทันที
“รีบไปเถิด รีบไป! ไปพักผ่อนเสีย!”
เมื่อ ‘เมิ่งซีโจว’ จากไปแล้ว จ้าวหังกับกวนจื่ออี้ย่อมไม่มีเหตุผลใดจะรั้งอยู่ต่อไปอีก จ้าวหังมองไปยังทิศทางที่เมิ่งหนานอี้จากไปด้วยความอาลัยอาวรณ์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถลึงตาใส่กวนจื่ออี้อย่างดุดันอีกครา แล้วจึงเป็นฝ่ายเอ่ยอำลาก่อน
กวนจื่ออี้จงใจนั่งละเลียดจิบชาถ้วยนั้นอย่างเชื่องช้า เพียงเพื่อหลีกเลี่ยงมิให้ต้องออกเดินไปพร้อมกับจ้าวหัง
จิ๊! รสชาติช่างแย่เสียจริง!
ทั้งชาถ้วยนี้ ทั้งคำด่าทอที่ไร้ชั้นเชิงของเมิ่งซีโจวในวันนี้!
เมื่อดื่มจนหมดถ้วยแล้วเขาจึงลุกขึ้น โดยมีเมิ่งชินรุ่ยค่อยๆก้าวเดินตามออกไปจากโถงรับรองอย่างไม่รีบร้อน
เพิ่งจะเดินอ้อมพ้นระเบียงทางเดินมาได้เล็กน้อย สายตาของกวนจื่ออี้ก็พลันถูกเงาร่างหนึ่งใต้ชายคาระเบียงไม่ไกลนักดึงดูดเอาไว้
คนผู้นั้นยืนหันหลังให้เขา สวมชุดกระโปรงผ้าแพรต่วนเนื้อหนาดูหนักทั้งตัว… ทั้งยังดูแก่คร่ำครึเสียจนยากจะบรรยาย
นางยืนอยู่ตรงนั้นอย่างเงียบงัน ทว่าเรือนกายกลับเหยียดตรงงามสง่า ดูราวดอกเหมยเย็นยะเยือกต้นหนึ่งที่หยัดยืนอย่างเดียวดายท่ามกลางหิมะ กำลังทอดตามองเกล็ดน้ำแข็งที่ตกค้างอยู่ภายในลานเรือน ซึ่งยามนี้ยังละลายไม่หมด นางทำราวกับกำลังยืนชมทิวทัศน์อยู่จริงๆ
เมิ่งซีโจวคำนวณเวลาได้แม่นยำ นางจงใจออกมามุมลับในศาลาที่ซ่อนตัวอยู่ก่อนหน้า เพียงเพื่อรอให้กระต่ายโง่ตัวนี้วิ่งมาชนกับดักเอง
ฝีเท้าของกวนจื่ออี้พลันชะงักงัน ความรู้สึกคลางแคลงสงสัยในใจที่ถูกกดข่มไว้ก่อนหน้านี้ พลันหวนกลับมาพลุ่งพล่านขึ้นอีกครา เขาจึงลองเอ่ยปากหยั่งเชิงขึ้นว่า
“เจ้า… คือเมิ่งซีโจวกระมัง?”
คนใต้ชายคาระเบียงค่อยๆหมุนกายหันกลับมา ใบหน้าสะอาดหมดจดนั้นเย็นเยียบไร้สีสันจัดจ้าน คิ้วทั้งสองกลับมาเป็นทรงคล้ายรอยแต้มหมึกดังเดิมแล้ว ทั้งอาภรณ์แก่คร่ำครึนั้นยังมิอาจกลบความงดงามของนางลงได้แม้แต่น้อย ตรงกันข้าม กลับยิ่งขับให้ผิวพรรณของนางขาวผ่องขึ้นอีกหลายส่วน ขาวจนดูคล้ายโปร่งแสงอยู่รางๆ
นางได้ยินคำถามนั้น ปลายคิ้วพลันเลิกขึ้นเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น น้ำเสียงยังคงเจือแววหยอกเย้าตามความเคยชิน
“คุณชายน้อยกวนกำลังล้อข้าเล่นอยู่กระมัง ข้าหาใช่เมิ่งซีโจวที่ไหน หรือกลับเป็นท่านที่มัวแต่ร่ำสุรามั่วนารีจนเสียสติไปแล้วกระมัง? หากชีวิตคุณชายของท่านจะน่าเบื่อหน่ายปานนั้น ไหนเลยมิลองหากระโปรงมาสวม ลองแต่งเป็นคุณหนูเล่นสักสองวันเพื่อเปลี่ยนรสชาติดูบ้างเล่า?”
เมิ่งชินรุ่ยตกใจจนขวัญแทบกระเจิงในทันทีที่ได้ยิน!
นังลูกไม่รักดีคนนี้ หรือว่านางจะเสียสติไปแล้วจริงๆ? ไฉนจึงกล้ากล่าววาจาชั้นต่ำประเภทนี้กับกวนจื่ออี้ได้ ไม่กลัวบ้างหรือว่าหากไทเฮาทรงกริ้วขึ้นมา จะมีรับสั่งให้คนทั้งจวนแห่งนี้ต้องหัวหลุดจากบ่ากันหมด!
เขาร้อนใจจนเส้นเลือดเขียวบนหน้าผากปูดโปนทันที เพิ่งจะอ้าปากคิดตวาดสั่งให้เมิ่งซีโจวหุบปาก แล้วให้รีบกล่าวคำขอโทษต่อกวนจื่ออี้เสีย แต่คิดไม่ถึงว่าเมิ่งซีโจวกลับเอ่ยต่อไปว่า
“แต่คุณชายน้อยกวนจดจำข้ามิได้ก็นับว่าพอเหมาะพอดี ช่วงนี้วิชาแพทย์ของข้ารุดหน้าไปไม่น้อย เรื่องวิธีรักษาระบบประสาทเสียหายก็พอได้ศึกษามาอยู่บ้าง มิสู้ให้ข้ารักษาท่านสักครา เผื่อว่าสมองจะหายดีกลับมาเป็นคนปกติเหมือนผู้อื่นได้?”
เมิ่งชินรุ่ยรู้สึกคล้ายตนกำลังจะกระอักเลือดตายอยู่รอมร่อ เขาร้อนอกร้อนใจจนแทบอยากถลาเข้าไปยกมืออุดปากเมิ่งซีโจวไว้เสียเดี๋ยวนั้น ทว่ากลับได้ยินกวนจื่ออี้ที่อยู่ข้างกายตนเอ่ยขึ้นอย่างสบายอารมณ์ว่า
“ถูกต้องแล้ว ต้องรสชาติแบบนี้สิ!”
กวนจื่ออี้รู้สึกว่าทั่วทั้งร่างของตนปลอดโปร่งโล่งสบายขึ้นมาในบัดดล มิเสียแรงที่เขาสู้อุตส่าห์ตื่นแต่เช้าและถ่อมาถึงที่นี่สักเที่ยวหนึ่ง!
เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะเบิกบานของกวนจื่ออี้เปล่งดังอยู่ข้างกาย เมิ่งชินรุ่ยก็ถึงกับต้องยืนตะลึงงันอยู่กับที่
เช่นนั้นนี่นับว่า…คนบ้าด่าคนโง่ แล้วคนโง่กลับหัวเราะชอบอกชอบใจออกมาอย่างนั้นรึ?