พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่142 หากเป็นเมิ่งซีโจว นางจะตอบเช่นไร?
บทที่142 หากเป็นเมิ่งซีโจว นางจะตอบเช่นไร?
เดิมทีกวนจื่ออี้ยังสงวนท่าทีเพียงต้องการหยั่งเชิงคล้ายล้อเล่นอยู่เท่านั้น
เขาคิดว่า บางทีนี่อาจเป็นหมากอีกขั้นที่เมิ่งซีโจววางไว้เพื่อกลั่นแกล้งเขาก็เป็นได้ เมื่อวานเป็นนางเองมิใช่รึที่ตั้งใจไปเชื้อเชิญเขามาที่จวน มิหนำซ้ำวันนี้นางยังทำประหนึ่งเล่นกล ทั้งแต่งหน้าแต่งกายแบบใหม่ อีกทั้งยังนิ่งเงียบผิดวิสัยเดิม ไม่แน่ว่าทั้งหมดอาจเป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่นางปูไว้กระมัง
ทว่าเมื่อเขาโยนคำถามนั้นออกไป ผู้ที่ตอบกลับเป็นเมิ่งชินรุ่ย ส่วน ‘เมิ่งซีโจว’ นั้นเอาแต่ก้มหน้าก้มตา เงียบงันมิเอื้อนเอ่ยอันใด ท่าทางของนางกลับมีเพียงความกระอักกระอ่วนให้เห็น
…กระอักกระอ่วนรึ?
ครั้นกวนจื่ออี้จับอารมณ์กระแสนี้ได้เป็นที่ประจักษ์แล้ว เขากลับรู้สึกว่า ความผิดปกติเพียงหนึ่งส่วนนี้ ได้ซุกซ่อนความไม่ชอบมาพากลไว้อีกนับหมื่นส่วน
เมิ่งซีโจวที่เขารู้จักนั้น อิสตรีผู้แข่งแกร่งเช่นนางจะรู้จักคำว่า ‘กระอักกระอ่วน’ ได้อย่างไรกันเล่า?
แต่ต่อให้นางจะกระอักกระอ่วนจริง นางย่อมไม่มีทางก้มหน้าก้มตากล้ำกลืนอย่างเงียบงันเช่นนี้แน่ หากแต่จะทำให้ผู้ที่นำความกระอักกระอ่วนมาให้นาง ต้องกระอักกระอ่วนเสียยิ่งกว่านางเป็นร้อยเป็นพันเท่าในทันทีต่างหาก
ช่างประหลาดเกินไปแล้ว! ผิดปกติเกินไปนัก!
นานๆครั้งกวนจื่ออี้จึงจะเก็บรอยยิ้มเจ้าสำราญมิรู้ร้อนรู้หนาวของตนลง แววตาของเขาค่อยๆเปลี่ยนเป็นลุ่มลึกเคร่งขรึมอย่างหาได้ยากยิ่ง
เมิ่งหนานอี้ได้ยินคำยืนยันเช่นนั้นจากปากบิดา หัวใจที่แขวนค้างอยู่จึงค่อยผ่อนคลายลงได้สักเสี้ยว ทว่าเฝ้ารอแล้วรอเล่า กลับยังมิได้ยินกวนจื่ออี้เอ่ยตอบอันใดแม้สักคำ
ความเงียบงันนั้นประหนึ่งมีดประหารที่แขวนอยู่เหนือศีรษะ บีบคั้นให้นางนั่งก็ไม่เป็นสุข ยืนก็เป็นทุกข์
เขาจะเชื่อหรือไม่เชื่อกันแน่? หรือว่าเขามองออกแล้วกระมัง?
เตาอุ่นมือในอ้อมแขนยังคงมีไออุ่นแผ่ซ่าน ทว่าเมิ่งหนานอี้กลับรู้สึกคล้ายมีไอหนาวเย็นเยียบเสียดกระดูกสายหนึ่งพุ่งวาบขึ้นจากฝ่าเท้า ก่อนจะแล่นพล่านไปทั่วทั้งร่างในชั่วพริบตา ยามนี้นางรู้สึกหนาวจนมิอาจห้ามตนเองไม่ให้สั่นสะท้านได้
จะทำเช่นไรดี? ผู้เป็นมารดาก็ยังถูกกักบริเวณอยู่! นางนับว่าไร้ผู้ช่วยเหลืออย่างแท้จริง อยู่ตัวคนเดียวลำพัง! หากฐานะถูกเปิดโปงที่นี่ในยามนี้ ผลลัพธ์ย่อมต้องเลวร้ายจนมิอาจคาดเดา! ความฝันที่จะได้เป็นพระชายาขององรัชทายาท… หรือว่ากำลังจะพังทลายลงแล้วกระมัง?
ทั้งหมดล้วนต้องโทษท่านแม่! เหตุใดจึงปล่อยให้นางต้องเผชิญหน้ากับพวกหมาป่าเสือดาวนี้เพียงลำพังด้วย?
การสลับชะตาเป็นความคิดของมารดานาง ในเมื่อไม่อาจรับรองได้ว่าจะไร้ช่องโหว่ทุกประการ ก็ไม่ควรผลักนางเข้าสู่เส้นทางมรณะสายนี้ตั้งแต่แรกมิใช่รึ! นี่ยังนับเป็นมารดาอันใดได้อีก?! ช่างไร้ความรับผิดชอบนัก! ยังมีจิตสำนึกอยู่หรือไม่เล่า?!
จิตใจของเมิ่งหนานอี้ยามนี้ยุ่งเหยิงดุจป่านปม ความหวาดกลัวใหญ่หลวงพลันถาโถมเข้าใส่ จนตัวนางแทบจะพังทลายลงให้ได้
นางบังคับฝืนตนเองให้สงบลง ไม่มีผู้ใดให้พึ่งพิงได้อีกแล้ว นางจำต้องพึ่งพาตัวเองเท่านั้นน!
ขณะที่นางกำลังคิดจะเงยหน้าขึ้นมองกวนจื่ออี้ เพื่อประกาศด้วยเสียงหนักแน่นเด็ดขาดว่า ตนก็คือเมิ่งซีโจว แต่กลับได้ยินจ้าวหังตบโต๊ะเสียงดังปัง ก่อนจะโต้กลับกวนจื่ออี้เสียงแข็ง
“คุณชายกวน! วาจานี้ของเจ้าหมายความเช่นใดกัน?!”
จ้าวหังตบโต๊ะดังปังพร้อมกับลุกพรวดขึ้นยืน ถลึงตาจ้องใส่กวนจื่ออี้ด้วยความขุ่นเคือง ก่อนจะเอ่ยปากออกหน้าแทนเมิ่งหนานอี้อย่างเดือดดาล
ดวงตาของเมิ่งหนานอี้พลันสว่างวาบขึ้นทันใด!
ประหนึ่งคนที่กำลังจมน้ำ แต่กลับคว้าจับฟางเส้นสุดท้ายเอาไว้ได้!
คิดไม่ถึงเลยว่า จ้าวหังผู้นี้ที่นางรังเกียจมาโดยตลอด เมื่อถึงคราวคับขันกลับยังพอมีประโยชน์อยู่บ้าง!
ทว่าถ้อยวาจาของจ้าวหังหลังจากนั้น กลับประหนึ่งหอกแหลมทิ่มทะลุเข้ากลางอกของเมิ่งหนานอี้อย่างจัง
“ข้าสืบสาวมาจนกระจ่างแล้ว!” จ้าวหังเชิดลำคอขึ้นตั้งตรง ประกาศเสียงกร้าวว่า
“แม่นางเมิ่งมีน้องสาวฝาแฝดอยู่ก็จริง แต่ได้ยินว่าน้องสาวผู้นั้นของนางทั้งสามัญธรรมดา ทั้งสติปัญญายังโง่งมไร้ซึ่งไหวพริบ ในแวดวงสตรีสูงศักดิ์ของเมืองหลวง นับว่าเลื่องชื่อในเรื่องขี้ขลาดตาขาว เรื่องนี้มีผู้ใดมิเคยได้ยินมิเคยล่วงรู้เล่า! เจ้าช่างกล้านัก บังอาจนำแม่นางเมิ่งไปเปรียบเทียบกับน้องสาวเป็นดั่งเป็ดคลองเช่นนั้นได้ มิหนำซ้ำยังถึงขั้นสงสัยว่าจำคนผิดอีกรึ? เช่นนี้หากไม่เรียกว่าลบหลู่แม่นางเมิ่งแล้ว ยังจะเรียกว่าอะไรได้อีก?!”
เมิ่งหนานอี้ “……”
จ้าวหัง! เจ้าคนบัดซบ!! เจ้าต่างหากที่เป็นเป็ดคลองสกปรกโสโครก!!
ตกลงเจ้าจะมาช่วยข้า หรือจะมาซ้ำเติมข้ากันแน่ห๊ะ?!
แต่ที่น่าแค้นใจยิ่งกว่าก็คือ จ้าวหังดูเหมือนจะยังรู้สึกว่าเมื่อครู่ตำหนิยังไม่รุนแรงมากพอ เขาจึงยืดอกเชิดหน้ากล่าวต่อราวกับผู้เที่ยงธรรม
“อีกอย่าง เพียงแค่ชื่อก็รู้แล้วว่าสองพี่น้องนี้แตกต่างกันเพียงใด เมิ่งซีโจว ฟังแล้วให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่กว้างไกล ดุจผู้มีใจท่องไปทั่วทั้งสี่คาบสมุทร ส่วนเมิ่งหนานอี้นั้น เพียงได้ยินก็สัมผัสได้ถึงจิตใจที่ดำทมิฬ ทัศนคติจุกจิกคับแคบ เหนียมอายกระมิดกระเมี้ยนไร้ศักดิ์ศรี! เช่นนี้เจ้ายังจะนำมาเปรียบกันอีกรึ? ต่างกันคนละชั้น.. ไม่สิ…คนละภพภูมิเลยต่างหาก!”
เมิ่งหนานอี้สัมผัสได้ถึงลำคอที่เริ่มมีรสหวานปะแล่ม ยามนี้นางจวนเจียนจะกระอักพ่นเลือดออกจากปากแล้ว!
นางโกรธจนร่างทั้งร่างสั่นเทิ้ม เพลิงโทสะในอกปั่นป่วนดั่งคลื่นโหมถล่มฟ้าคว่ำทะเล แทบอยากจะถลาเข้าไปฉีกปากเหม็นเน่าของจ้าวหัง ที่เอาแต่พูดจาเหลวไหลให้แหลกคามือเสียเดี๋ยวนั้น!
ชื่อเมิ่งซีโจวดีตรงไหนกัน?! คำว่า ‘ซีโจว’ ฟังดูคล้ายคนอาภัพที่ต้องเร่ร่อนพเนจร ลอยเคว้งคว้างไร้หลักแหล่งต่างหากเล่า!
ก็แค่ชะตาชีวิตดั่งเกล็ดหิมะสายหนึ่ง จะปลิวตกไปทางใดยังต้องขึ้นอยู่กับสายลมพัด ไม่ต่างจากแมวหมาข้างถนนตัวหนึ่ง ที่ทำได้เพียงก้มหน้ายอมรับชะตากรรมเท่านั้น
ครั้นจ้าวหังกล่าวถ้อยคำอย่างฮึกเหิมเร่าร้อนจนจบ โถงใหญ่กลับยิ่งเงียบงันจนน่าหวาดหวั่น
ความกังขาในใจของกวนจื่ออี้พลันแตกกิ่งเลื้อยลามดุจเถาวัลย์บ้าคลั่ง มิได้ถูกคำอธิบายของจ้าวหังปัดเป่าให้คลายลงได้แม้แต่น้อย
เมิ่งชินรุ่ยถูกจ้าวหังวิจารณ์การตั้งชื่อบุตรีซึ่งหน้าเช่นนี้ ก็โกรธเสียจนหนวดเคราสั่นระริก ทว่ากลับขุ่นเคืองเพียงแค่ในใจ มิกล้าเอ่ยปากโต้แย้งใดๆสักคำ
ส่วนเมิ่งหนานอี้นั้น รู้สึกราวกับถูกถ้อยวาจาชุดนี้ของจ้าวหัง ตอกตรึงร่างตนไว้บนเสาแห่งความอัปยศอีกครา ร่างกายโงนเงนแทบทรงตัวไม่อยู่ คล้ายกำลังจะถูกแรงกระแทกที่ถาโถมเข้ามาระลอกแล้วระลอกเล่า บดขยี้จนพังทลายลงโดยสมบูรณ์
ไม่ได้! ข้าจะล้มไม่ได้! จะหนีไม่ได้อย่างเด็ดขาด!