พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่144 ฮูหยินเมิ่งพ้นโทษแล้ว! (1)
บทที่144 ฮูหยินเมิ่งพ้นโทษแล้ว! (1)
กวนจื่ออี้ถูกฝีปากร้ายกาจอันเป็นรสชาติคุ้นเคยของเมิ่งซีโจ ปลอบประโลมจนจิตใจและกายจนชุ่มฉ่ำผ่อนคลาย เท้าข้างที่ยกขึ้นก่อนหน้ากลับคล้ายมีรากงอกหยั่งลงกับพื้น ได้แต่ยืนแน่นิ่งอยู่ที่เดิมไม่ยอมขยับอีกเลย
เมิ่งชินรุ่ยที่อยู่ข้างกันร้อนใจจนเหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มหน้าผาก รีบส่งสายตาและย้ำกับอีกฝ่ายครั้งแล้วครั้งเล่า
“คุณชายกวน เชิญ เชิญทางนี้…”
ทว่ากวนจื่ออี้กลับคร้านแม้แต่จะเหลียวมองเขา เอาแต่จมดิ่งอยู่กับการลิ้มรสชาติถ้อยวาจาของเมิ่งซีโจวเมื่อครู่ไม่เลิก
เมิ่งซีโจวย่อมตระหนักดีว่า ‘นกยูงลายพร้อย’ ตัวนี้ หากเกิดอารมณ์สนุกขึ้นมาเมื่อใด ย่อมสามารถตามพัวพันผู้คนได้แม้ฟ้าดินสิ้นสลาย
นางมิกล้าข้องเกี่ยวพัวพันกับเขามากจนเกินไปนัก ด้วยเกรงว่าจะเกิดเรื่องแทรกซ้อนนอกเหนือความคาดหมายขึ้นมาได้
เหตุนี้ นางจึงเป็นฝ่ายก้าวขึ้นหน้าหนึ่งก้าว เอ่ยกล่าวด้วยวาจาอ่อนโยนเหมาะสม
“คุณชายกวนโปรดอภัย ข้ารู้สึกไม่ใคร่สบายกายอยู่บ้าง แต่ธรรมเนียมมารยาทมิอาจละเลยได้ จึงยังอยากส่งท่านด้วยตนเอง เชิญท่านเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ”
จากนั้น นางจึงผายมือขึ้นเชื้อเชิญอย่างงามสง่า กิริยานั้นเป็นไปด้วยความคล่องแคล่วดุจเมฆาเคลื่อนธาราไหล นับว่ายังรักษาภาพของคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ไว้อย่างครบถ้วน
กวนจื่ออี้เผยรอยยิ้มเจิดจ้า ทว่ากลับแฝงความหมายล้ำลึกให้แก่เมิ่งซีโจว ประหนึ่งกำลังจะบอกว่า ‘วันหน้าสำหรับเราสองยังอีกยาวไกลนัก’ จากนั้น จึงยอมหมุนกายจากไปในที่สุด ภายใต้การติดตามไปส่งของเมิ่งชินรุ่ย ผู้ที่ยามนี้รู้สึกราวกับได้รับการอภัยโทษครั้งใหญ่
ประตูจวนค่อยๆปิดลงเบื้องหลัง กั้นขวางอาภรณ์แพรสีเขียวเข้มฉูดฉาดยียวนของกวนจื่ออี้ไว้อีกฟากหนึ่ง ความครึกครื้นชั่วคราวของจวนจงหย่งโหว ในที่สุดก็ถือว่าจบลงแต่เพียงเท่านี้
ทว่าคลื่นใต้น้ำภายใต้ความครึกครื้นนี้ กลับยังห่างไกลจากคำว่า ‘สงบ’ อย่างมาก
ณ เรือนหลานจื่อ
เมิ่งหนานอี้ระเบิดโทสะใหญ่หลวง นางกวาดทำลายข้าวของ และทุบพังทุกสิ่งที่พอจะทำได้จนแหลกละเอียดไม่เหลือชิ้นดี กระนั้นก็ยังมิอาจระบายความคับแค้นในอกให้หมดไปได้ จึงหันไปโยนความเคียดแค้นชิงชังทั้งหมดลงบนศีรษะของมารดาผู้ ‘ไร้ความสามารถ’ อย่างฮูหยินเมิ่งแทน
หากมิใช่เพราะมารดาของนางสูญสิ้นอำนาจ ทั้งยังถูกสั่งกักบริเวณเช่นนี้ มีหรือที่นางจะต้องเผชิญหน้ากับหมาป่าเสือดาวโหดร้ายเหล่านั้นเพียงลำพัง มิหนำซ้ำยังต้องทนรับความอัปยศอดสูใหญ่หลวงเช่นนี้ด้วยเล่า?!
นางนั่งลงบนเก้าอี้ท่ามกลางสภาพห้องที่พังพินาศยับเยิน เดิมทีตั้งใจจะค่อยๆสงบอารมณ์ลงสักหน่อย ทว่าตรงมุมห้องด้านใน ฉู่เซียวก็พลันปรากฏกายขึ้นอย่างไร้สุ้มเสียง
เมิ่งหนานอี้รู้สึกว่าลมหายใจขุ่นข้องในอกคล้ายผ่อนคลายลงได้บ้าง หากสามารถฆ่าเมิ่งซีโจวได้ ต่อให้อารมณ์ของนางย่ำแย่สักเพียงใด ก็คงไม่ถึงกับเลวร้ายไปกว่านี้ได้
หากเมิ่งซีโจวตัวจริงตายไปเสียแล้ว แม้อุปนิสัยของนางจะไม่เหมือนอีกฝ่ายสักเพียงใด แต่ใบหน้านี้ก็ยังเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว เช่นนั้นผู้ที่สามารถแต่งเข้าตำหนักบูรพา เป็นชายาขององรัชทายาทได้ ย่อมต้องมีเพียงนางผู้เดียวเท่านั้น
ถึงเวลานั้น ยังจะมีผู้ใดกล้ากังขาในตัวนางอีกเล่า?
น้ำเสียงของนางจึงนับว่ายังสงบลงได้บ้างขณะเอ่ยถามขึ้นว่า
“เรื่องที่ข้าสั่งการให้เจ้าไปทำนั้น คืบหน้าอย่างไรแล้วบ้าง?”
จากที่ได้เห็นมารดาเคยปะทะกับเมิ่งซีโจวครั้งแล้วครั้งเล่า เมิ่งหนานอี้ย่อมรู้ดีว่าเมิ่งซีโจวหาใช่ตัวละครที่รับมือได้โดยง่ายไม่ นางจึงมิได้คิดว่าฉู่เซียวจะลงมือไปสังหารเมิ่งซีโจวแล้วหนหนึ่ง และเข้าใจเพียงว่า ยามนี้เขายังคงอยู่ระหว่างตระเตรียมแผนการเท่านั้น
ฉู่เซียวจ้องมองนางแน่นิ่งด้วยดวงตาลึกล้ำคู่นั้น ทว่าก็เอาแต่เงียบงันมิเอ่ยวาจาใดๆ
เพลิงโทสะที่เมิ่งหนานอี้เพิ่งกดข่มให้ดับลงไปได้ไม่นาน กลับพลันลุกโชนขึ้นมาอีกครา
“ผู้ใดอนุญาตให้บ่าวชั้นต่ำเช่นเจ้ามองข้าด้วยสายตาเยี่ยงนั้นรึ?”
ทว่าฉู่เซียวกลับไม่เบี่ยงสายตาหลบเลี่ยงเลยแม้แต่น้อย
นางช่างงดงามสดใสถึงเพียงนี้ พวกนางทั้งสองช่างคล้ายคลึงกันมากเพียงนี้
เมื่อคืนทั้งคืน ฉู่เซียวมิอาจข่มตาให้หลับลงได้แม้เพียงงีบ เขานอนพลิกกายไปมาอยู่บนเตียง ภาพที่เวียนวนอยู่ในห้วงคำนึง ล้วนเป็นรอยยิ้มของคุณหนูในกาลก่อน
ปรากฏว่าเป็นเขาที่สายตาบกพร่องจดจำคนผิดไปแล้วจริงๆ
ลมใต้ล่วงรู้ใจข้า พัดพาความฝันไปยังซีโจว
แท้จริงคนที่คุณหนูกล่าวถึงก็คือเมิ่งหนานอี้ หาใช่เมิ่งซีโจวไม่
กลับเป็นเขาที่อวดฉลาด คิดเองเออเองฝ่ายเดียว จนเกือบจะลงมือสังหารสตรีที่หลงรักด้วยมือตัวเอง
วันนี้ที่เขามา เดิมทีหมายจะลงมือ สตรีตรงหน้านางนี้คิดสังหารหญิงในดวงใจของเขา เขาย่อมสมควรจะต้องกำจัดนางทิ้งเสีย!
ทว่าเขากลับได้แต่ยืนแข็งค้างอยู่กับที่ มือที่กำด้ามกริชแน่นยังมิอาจขยับได้แม้เพียงครึ่งส่วน
…เขาไม่อาจทำร้ายสตรีที่มีใบหน้าเหมือนนางเช่นนี้ได้
เขามิได้เอ่ยวาจาใดสักคำ เพียงหมุนกายแล้วจากไปอีกครา
นับเป็นอีกครั้งของวันนี้ ที่เมิ่งหนานอี้ถูกกิริยาเช่นนี้ของฉู่เซียว ปลุกกระตุ้นให้รู้สึกเดือดดาลอย่างไร้ต้นสายปลายเหตุ ภายในห้องไม่มีสิ่งใดหลงเหลือให้ทุบทำลายอีกแล้ว นางจึงทำได้เพียงผลักโต๊ะตรงหน้าให้ล้มคว่ำลง
นางอยู่ภายในเรือนของตนเองประหนึ่งสัตว์ร้ายที่ถูกกักขัง ต้องอัดอั้นคับแค้นใจอยู่หลายวัน กระทั่งประตูเรือนก็มิยอมย่างออกไปแม้สักก้าว ด้วยเกรงว่าจะไปพบพานผู้คนหรือเรื่องราวใด ที่ทำให้นางต้องรู้สึกพังทลายลงอีก
และในช่วงหลายวันที่เมิ่งหนานอี้ปิดประตูเยียวยาบาดแผลใจอยู่นั้น กาลเวลาก็เคลื่อนคล้อยเข้าสู่ปลายปีอย่างเงียบงัน เหลือเวลาอีกราวครึ่งเดือนก็จะถึงวันปีใหม่แล้ว
เมิ่งชินรุ่ยแทบจะคำนวณเวลาไว้อย่างพอดิบพอดี ภายใต้เงื่อนไขที่แน่ใจแล้วว่า ฮูหยินเมิ่งยังพอจะมีเวลาให้ได้ตระเตรียมงานสำคัญในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ ทั้งการเซ่นไหว้บรรพชนและเรื่องเล็กใหญ่ทั้งหลาย เขาจึงได้ปลดคำสั่งกักบริเวณให้แก่นาง
ครั้นฮูหยินเมิ่งปรากฏตัวต่อหน้าผู้คนอีกครา สภาพของนางกลับดูย่ำแย่ประหนึ่งเพิ่งผ่านอาการป่วยหนักมาคราหนึ่ง ร่างกายซูบผอมลงไปไม่น้อย ใต้ตาปรากฏรอยดำหมองคล้ำ สีหน้าอิดโรยและดูทรุดโทรมลงไปมาก
แต่เหล่าอนุในจวนทั้งหลาย โดยเฉพาะอนุเสิ่นผู้เคยได้ลิ้มรสแห่งบัลลังก์การกุมอำนาจอยู่ชั่วระยะหนึ่ง นับตั้งแต่ที่ฮูหยินเมิ่งก้าวพ้นเรือนโยวหลานออกมา ก็ประหนึ่งหนูที่เห็นแมว ทุกคนต่างพากันปิดปากเงียบกริบ รู้สึกหนาวสั่นจนมิกล้าแม้แต่จะส่งเสียงใดๆ
ภายในใจของอนุเสิ่นนั้นคับแค้นจนแทบกระอักเลือด กุญแจห้องคลังยังมิทันได้กุมจับจนร้อนมือ บัลลังก์แห่งอำนาจยังมิทันได้นั่งให้มั่นคง ก็กลับถูกเจ้าของเดิมยื่นมือมาช่วงชิงคืนกลับคืนไปเสียแล้ว!
ส่วนอนุหลิวกลับดูสงบนิ่งกว่ามาก รสชาติแห่งการได้ลิ้มลองอำนาจนั้น นางหาได้อาลัยอาวรณ์ไม่ หลังจากฮูหยินเมิ่งได้ออกมาจัดการเรื่องราวภายในเรือนหลังอีกครา นางก็ฉลาดพอที่จะเปลี่ยนกลยุทธ์ในการรบ หวนกลับไปเป็นสตรีอ่อนหวานที่ช่างเอาอกเอาใจดั่งวันวาน เพียงแต่ครั้งนี้ นางปรากฏกายต่อหน้าเมิ่งชินรุ่ยถี่ขึ้นกว่าเดิมมาก และตั้งใจปรนนิบัติเขาดีเสียยิ่งกว่าเก่า